skip navigation

บทคัดย่อการศึกษา
เรื่อง การเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการ:กรณีศึกษาศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก

การศึกษา เรื่อง "การเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการ : กรณีศึกษาการดำเนินงานศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก" เป็นการศึกษาวิจัยเอกสาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

บทคัดย่อ

  • 1) ศึกษาผลการดำเนินงานเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการของศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก
  • 2) ศึกษาวิเคราะห์ผลการดำเนินงานด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการของประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
  • 3) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคจากการดำเนินงานเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการ และ
  • 4) ให้ข้อเสนอแนะรูปแบบการดำเนินงานเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการ

ผลการศึกษา แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้

ส่วนที่ 1

ผลการดำเนินงานเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการของศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก จากการศึกษา พบว่า ศูนย์ฯ พัฒนาเครือข่ายและประสานความร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายจากภาครัฐ รวม 39 หน่วย และจากภาคเอกชนรวม 150 องค์กร โดยรูปแบบการพัฒนาเครือข่ายและความร่วมมือกับศูนย์ฯ ที่เป็นรูปธรรม มี 2 ลักษณะ ลักษณะที่ 1 คือ การลงนามในบันทึก (Memorandum of Meeting) กับหน่วยงานภาครัฐ ลักษณะที่ 2 องค์กรเอกชนสมัครเป็นองค์กรเครือข่ายกับศูนย์ฯ จากการศึกษาบทบาทของเครือข่าย พบว่า มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศต่าง ๆ ร่วมมือในกิจกรรมฝึกอบรมของศูนย์ฯ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่เป็นแบบอย่างที่ดี และขยายผลแนวคิดด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ ศูนย์ฯ เอื้ออำนวย"สถานที่" หรือเวที หรือ Ba เพื่อให้องค์กรเครือข่ายของศูนย์ฯ แสวงหาความร่วมมือ แลกเปลี่ยนผลการดำเนินงาน ข้อมูลข่าวสาร และส่งเสริมความสัมพันธ์ในระหว่างองค์กรเครือข่ายของศูนย์ฯ ได้มีการจัดกิจกรรมพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จำนวนมากกว่า 30 หลักสูตร ทั้งระดับประเทศและระดับภูมิภาค และมีผู้ผ่านการอบรมจากศูนย์ฯ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 662 คน เป็นเพศหญิง 271 คน และเพศชาย 391 คน มีการติดตามประเมินผลการนำความรู้ไปขยายผล พบว่า ศูนย์ฯ สามารถติดตามผู้ผ่านการอบรม คิดเป็นร้อยละ 99.1 ของผู้เข้าอบรม และทุกคนได้นำความรู้ไปขยายผลในประเทศของตน ในรูปแบบของการถ่ายทอด/แลกเปลี่ยนความรู้ และผลักดันเชิงนโยบาย มีผู้ผ่านการอบรมสามารถเป็นวิทยากรได้จำนวน 156 คน และในจำนวนนี้ เป็นวิทยากรระดับภูมิภาค จำนวน 42 คน ศูนย์ฯมีการดำเนินกิจกรรมเพื่อสนับสนุนข้อมูลข่าวสารด้านคนพิการและการส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายข้อมูลด้านคนพิการในภูมิภาค ได้แก่ การสนับสนุนการพัฒนาระบบเครือข่ายเว็บ (web-based networking) กับ 48 องค์กร จาก 17 ประเทศ การเผยแพร่ และส่งต่อข้อมูลให้กับองค์กรเครือข่าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบุคคลทั่วไปทางช่องทางจดหมายข่าว เว็บไซต์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ โทรสาร และโทรศัพท์ การจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์โดยจัดพิมพ์จดหมายข่าว รายสามเดือน จำนวน 21 ฉบับ มีเว็บไซต์ 2 เว็บ ใช้ภาษาอังกฤษ (www.apcdproject.org) และใช้ภาษาไทย (www.apcdproject.org/thai) ซึ่งจัดอยู่ในระดับ A ตามมาตรฐานของ Web Content Accessibility Guidelines มีฐานข้อมูลเชื่อมโยงเว็บไซต์ กับ 357 องค์กร ใน 37 ประเทศ

นอกจากนี้ พบว่าศูนย์ฯ ได้แต่งตั้งผู้นำคนพิการร่วมเป็นกรรมการที่เกี่ยวข้องของศูนย์ฯ และได้มีการพิจารณาตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ เช่น การเห็นชอบให้ศูนย์ฯ จัดทำข้อเสนอความร่วมมือทางวิชาการกับรัฐบาลญี่ปุ่น ระยะที่ 2 การเห็นชอบให้มีการดำเนินการปรับเปลี่ยนสถานภาพของศูนย์ฯ การใช้ประโยชน์พื้นที่ชั้น 3 ของอาคารศูนย์ฯ การเห็นชอบแผนการดำเนินงานภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการ ทุก 6 เดือน เป็นต้น นอกจากนี้ คนพิการร่วมเป็นคณะทำงานในกิจกรรมฝึกอบรมของศูนย์ฯ ด้วย

ส่วนที่ 2

ผลการดำเนินงานเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการของประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยเลือกศึกษาเฉพาะ 4 ประเทศ คือ กรณีการส่งเสริมสังคมที่ปราศจากอุปสรรค ในประเทศฟิลิปปินส์ กรณีการพัฒนาศักยภาพองค์กรคนพิการในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศปากีสถาน กรณีการพัฒนาศักยภาพองค์กรคนพิการและการมีส่วนร่วมในการพัฒนา ในประเทศปาปัวนิวกินี และกรณีการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการในประเทศไทย

จากการศึกษา พบว่า กระบวนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการเริ่มตั้งแต่ที่ตัวคนพิการเอง ซึ่งจะต้องกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้สามารถรับผิดชอบชีวิตของตนเองได้ในชั้นแรก การส่งเสริมให้มีการพัฒนากลุ่มพึ่งตนเองของคนพิการ ซึ่งจะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และคนพิการจากองค์กรที่มีฐานจากชุมชนระดับตำบล หรือระดับท้องถิ่น จะถูกส่งเสริมให้พัฒนาความร่วมมือกับองค์กรคนพิการระดับจังหวัด การที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถค้นหา/ระบุคนพิการที่มีภาวะผู้นำ มีความมุ่งมั่นได้ แล้วส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ คนพิการเหล่านี้จะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงและมีส่วนร่วมมากขึ้นในการพัฒนา เช่น การร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน การเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาในแผนงาน/โครงการที่รัฐหรือหน่วยงานอื่น ๆ มีอยู่เดิมแล้ว การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่สาธารณะ ในที่ทำการของจังหวัด ในห้างสรรพสินค้า สำหรับสตรีพิการได้รับการพัฒนาศักยภาพ มีบทบาททางสังคมมากขึ้น คนพิการร่วมรับผิดชอบ และเป็นเจ้าภาพการดำเนินงานที่เกี่ยวกับคนพิการ บทบาทของภาครัฐ ภาคสังคม เป็นเพียงผู้สนับสนุน สร้าง/ให้โอกาส จัดหาทรัพยากร และการเห็นชอบแผนระดับชาติที่คนพิการร่วมคิด

ส่วนที่ 3

ปัญหาอุปสรรคจากการดำเนินงานของศูนย์ฯ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ของคนพิการ พบว่า ยังมีปัญหาอุปสรรคจากการดำเนินงาน เช่นปัญหาด้านบุคลากรทั้งเจ้าหน้าที่และคนพิการที่ยังขาดความรู้ ประสบการณ์ในการทำงานระดับภูมิภาค การพัฒนาชุมชน การใช้แนวทางสิทธิ ในส่วนของคนพิการทำให้ไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์การดำเนินงานระดับประเทศของผู้นำคนพิการไทย เป็นประโยชน์อย่างมากในคณะทำงานเฉพาะเรื่อง ปัญหาด้านงบประมาณ เนื่องจากเป็นการดำเนินภารกิจระดับภูมิภาค ผู้เข้าร่วมกิจกรรมการฝึกอบรมของศูนย์ฯ ที่เป็นคนพิการ ส่วนใหญ่เป็นคนพิการทางการเคลื่อนไหว และรองลงมาคือ คนพิการทางการเห็น ยังขาดคนพิการประเภทอื่น ความร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ยังจำกัด การพัฒนาเครือข่ายเชิงหุ้นส่วนยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ การใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ของอาคารศูนย์ฯ การมีภาคีเครือข่ายที่เป็นองค์การระหว่างประเทศ หรือองค์กรระดับภูมิภาคค่อนข้างจำกัด ขาดการกำหนดยุทธศาสตร์ของการทำงานของศูนย์ฯ ที่ชัดเจนด้วย และการปรับองค์กรศูนย์ฯ ให้มีความคล่องตัวและสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคแห่งนี้

ข้อเสนอแนะ

  • 1. ควรมีการศึกษา เพิ่มเติมโดยนำมุมมองของคนพิการ และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับมาประกอบการศึกษา เพื่อให้การศึกษามีความสมบูรณ์มาก
  • 2. ควรทบทวนบทบาทความร่วมมือระหว่างศูนย์ฯ กับองค์กรเครือข่ายของศูนย์ฯ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้องค์กรเครือข่ายเหล่านี้ สามารถดำเนินงานเชิงหุ้นส่วนกับศูนย์ฯ ได้
  • 3. ควรพัฒนาเครือข่ายการทำงานกับองค์กรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และควรขยายเครือข่ายให้กว้างขวางขึ้น โดยส่งเสริมการพัฒนากลไกระดับอนุภูมิภาคและ/หรือเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนกับสถาบันที่มีอยู่แล้ว
  • 4. ควรจัดให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะให้ครอบครัว ผู้เกี่ยวข้องกับการพิทักษ์สิทธิ และผู้มีบทบาทสำคัญต่อคนพิการ เข้ามามีส่วนร่วม
  • 5. ควรพิจารณาใช้ประโยชน์อาคารศูนย์ฯ ให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลยิ่งขึ้น และหลักสูตรการฝึกอบรมควรเป็นหลักสูตรที่สนองตอบความต้องการของคนพิการทุกประเภทและสตรีพิการได้
  • 6. ควรมีการดำเนินกิจกรรมการระดมทุน หรือการส่งเสริมความร่วมมือในลักษณะหุ้นส่วนการพัฒนา มากขึ้น ปรับปรุงการบริหารงานองค์กรของศูนย์ฯ ในอนาคต และควรส่งเสริมให้เกิดแรงจูงใจในภาคธุรกิจ ร่วมรับผิดชอบกิจกรรมด้านสังคม
  • 7. ควรดำเนินกิจกรรมหลักของศูนย์ฯ 3 กิจกรรม คือ การพัฒนาเครือข่ายและประสานความร่วมมือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการสนับสนุนข้อมูล ต่อเนื่องต่อไป และควรมีการพัฒนาด้านการประสานความร่วมมือกับเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม

Abstract

This research was on "Empowerment of Persons with Disabilities: A Case Study of the Asia – Pacific Development Center on Disability (APCD)" which has four main objectives:
  • 1) to study the implementation of empowering persons with disabilities through APCD,
  • 2) to study the empowerment of persons with disabilities in countries of the Asia and Pacific region,
  • 3) to study the problems and constraints in the implementation, and
  • 4) to provide recommendations for future implementation.

Documentary research was used to clarify the current situation and achievements regarding this issue. The results of the research are presented in three parts;

  • Part 1 is concerning implementation of empowering persons with disabilities through APCD.
  • Part 2 is concerning the empowerment of persons with disabilities in countries of the Asia and Pacific region, and
  • Part 3 is concerning difficulties encountered.

The results of

Part 1

indicate that APCD has developed networks with 39 focal point governmental organizations through the signing of Memorandum of a Meeting and 150 associate organizations through applications. The primary, roles of APCD’s networks are to exchange and share information, best practices, and APCD training activities. Every year, APCD facilitates a "Ba" for meetings, discussions and sharing among APCD networks. APCD has offered more than 30 international and domestic trainings for persons with disabilities and concerned officers. Currently, 662 participants have been trained (271 females and 391 males); 99.1 percent of the total ex-participants that have been monitored could utilize knowledge gained from their APCD training in their work and communities. Among these ex-participants, 156 are capable of being resource persons in domestic trainings while 42 are capable of being resource persons for international trainings. The outputs of the implementation of information support of APCD are as follows; web-based networking with 48 organizations in 17 countries, information referral services through various channels such as newsletters, websites, e-mails, other printed materials faxes and telephones. Presently, 21 APCD newsletters entitled “EMPOWERMENT” have been published. Two Websites, www.apcdproject.org for international service and www.apcdproject.org/thai for Thai have been developed. According to the Web Content Accessibility Guidelines, APCD Websites have met the level A Guideline; 357 Websites of unique Disabled People’s Organizations (DPOs) and other related organizations in 37 countries have linked with APCD Websites. Regarding participation of persons with disabilities in the policy-making bodies of APCD, representatives of Thai DPOs have been invited as members of the APCD Executive Board and the Joint –Thailand- Japan Coordinating Committee for the APCD Technical Cooperation Project (APCD Project). Some major decisions have been made to continue the technical Cooperation as Phase II of the APCD Project, a proposal to the Cabinet to establish APCD as a PO, the endorsement of a 6 month Plan of Activities of APCD and the utilization of the 3rd floor office space.

The results of

Part 2

indicate the empowerment of persons with disabilities in the Asia and Pacific region. The Cases from four countries which include the Non-Handicapping Environment Movement in the Philippines, Capacity Building of Self-help Organizations of Persons with Disabilities and Development of Ownership in Papua New Guinea, Capacity Building of Self-help Organizations of Persons with Disabilities and their Contribution in the Earthquake Reconstruction in Pakistan, and Independent Living of Persons with Disabilities in Thailand were presented in the results of the documentary study.

From the study, the empowering process began at the individual level. Through the independent living concept, persons with disabilities are encouraged to take responsibility for their lives. Self-help groups of persons with disabilities developed through the support of the government, non-governmental organizations and DPOs. Appropriare identification of PWD leaders to receive capacity building training resulted in effective utilization and expansion of knowledge in their respective countries/communities. Empowered PWDs should be incorporated into an existing program. The involvement of PWDs designing activities at the beginning stage enhances the ownership of PWDs

The results of Part 3 indicate some difficulties and constraints in the implementation of APCD which include a lack of qualified human resources (both APCD personnel and representatives of DPOs in the concerned APCD Committees) who have a clear understanding of regional development issues, community development, promotion of a rights-based approach to empower PWDs. However, the experiences of the Thai PWD leaders are much useful for specific taskforces of APCD. Problems identified include less participation of persons with intellectual disabilities and hearing impairments, lack of strengthening APCD networks to become equal partners with APCD, insufficient utilization of the APCD building and facilities, lack of linkage with international organizations or regional mechanisms, clear strategies of APCD as a Regional Cooperation Center, and the organizational development of APCD.

Some recommendations by the researcher are as follows: further study on these issues from the perspectives and views of persons with disabilities and APCD’s stakeholders; review of the roles of APCD networks and strengthen them to become equal partners with APCD; enhance the development of sub-regional focal points or partnership with existing sub-regional institutions; study the possibility of including families, advocates and other significant actors of persons with disabilities; utilize APCD facilities fully; develop curriculums appropriate for all types of disabilities and women with disabilities; promote fund-raising activities and develop collaboration and partnership with international organizations; promote the involvement of the private sector and strengthen the three components of APCD’s main activities.

สรุป

การศึกษา เรื่อง "การเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการ : กรณีศึกษาการดำเนินงานศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก" เป็นการศึกษาวิจัยเอกสาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

  • 1) ศึกษาผลการดำเนินงานเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการ โดยศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก
  • 2) ศึกษาวิเคราะห์ผลการดำเนินงานด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการของประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
  • 3) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคจากการดำเนินงานเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการ และ
  • 4) ให้ข้อเสนอแนะรูปแบบการดำเนินงานเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการ

ผลการศึกษา แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้

ส่วนที่ 1 ผลการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก

ผลการศึกษา เป็นดังนี้

1.1 การพัฒนาเครือข่ายและประสานความร่วมมือ (Networking and Collaboration)

จากการศึกษา พบว่า ศูนย์ฯ ได้มีการดำเนินงานเพื่อพัฒนาเครือข่ายและความร่วมมือกับองค์กร และหน่วยงานต่าง ๆ ปัจจุบัน ศูนย์ฯ มีเครือข่ายและประสานความร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายจากภาครัฐ รวม 39 หน่วยและจากภาคเอกชนรวม 150 องค์กร โดยรูปแบบการพัฒนาเครือข่ายและความร่วมมือกับศูนย์ฯ ที่เป็นรูปธรรม มี 2 ลักษณะ

  • ลักษณะที่ 1 คือ การลงนามในบันทึก (Memorandum of Meeting) กับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งรับผิดชอบงานด้านการพัฒนาสังคม ที่มีกลุ่มเป้าหมายเพื่อคนพิการ และเป็นองค์กรประสานงานภาครัฐ (Focal Point Organizations)
  • ลักษณะที่ 2 สำหรับองค์กรเอกชนที่มีการดำเนินงานด้านคนพิการและสนใจเป็นเครือข่ายกับศูนย์ฯ โดยสมัครเป็นองค์กรเครือข่ายภาคเอกชน (Associate Organizations)

จากการศึกษาบทบาทขององค์กรประสานงานภาครัฐกับศูนย์ฯ คือ แลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานด้านคนพิการกับประเทศต่าง ๆ ร่วมมือดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมฝึกอบรมของ ศูนย์ฯ ในส่วนขององค์กรเครือข่ายภาคเอกชน บทบาทความร่วมมือกับศูนย์ฯ คือการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะ กรณีการดำเนินงานขององค์กรที่ประสบความสำเร็จซึ่งสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีแก่หน่วยงานอื่น และขยายผลแนวคิดด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ และพบว่า ผู้ผ่านการฝึกอบรม ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรเครือข่ายเหล่านี้ ที่จะนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้

จากการศึกษา พบว่าศูนย์ฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงาน เช่น เอสแคป จัด"สถานที่" หรือเวที หรือ Ba เพื่อให้องค์กรเครือข่ายของศูนย์ฯ จากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม เพื่อแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคในงานด้านคนพิการ ผู้แทนขององค์กรเครือข่ายของศูนย์ฯ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนผลการดำเนินงาน ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งนับว่าเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ในระหว่างองค์กรเครือข่ายของ ศูนย์ฯ อีกทางหนึ่งด้วย

1.2 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)

จากการศึกษาพบว่า ศูนย์ฯ ได้ดำเนินการฝึกอบรมคนพิการ เจ้าหน้าที่ ผู้ช่วยเหลือส่วนตัวของคนพิการ ฯลฯ จำนวนมากกว่า 30 หลักสูตร (เฉลี่ยปีละ 5 หลักสูตร) ทั้งระดับประเทศและระดับภูมิภาค และมีผู้ผ่านการอบรมจากศูนย์ฯ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 662 คน เป็นเพศหญิง 271 คน และเพศชาย 391 คน โดยจำแนกหลักสูตรการฝึกอบรมเป็น 2 ประเภท คือ หลักสูตรระดับภูมิภาค มีผู้ผ่านการอบรมจำนวน 574 คน จาก 33 ประเทศ และหลักสูตรภายในประเทศ (สำหรับคนไทย) มีผู้ผ่านการอบรม จำนวน 88 คน เป็นเพศหญิง 48 คน เพศชาย 40 คน

จากการศึกษาการมีส่วนร่วมของสตรีพิการและเจ้าหน้าที่สตรีในกิจกรรมพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พบว่า ในการจัดกิจกรรมฝึกอบรม ศูนย์ฯ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพสตรีพิการ หรือเจ้าหน้าที่สตรี โดยได้พิจารณาคัดเลือกให้สตรีได้มีโอกาสร่วมการฝึกอบรมที่ศูนย์ฯ จัด จำนวนสตรีที่เข้าร่วมกิจกรรมกับศูนย์ฯ ในหลักสูตรการฝึกอบรมระดับภูมิภาค มีน้อยกว่าชาย ในขณะที่จำนวนสตรีที่เข้าร่วมกิจกรรมกับศูนย์ฯ ในหลักสูตรการฝึกอบรมระดับประเทศ มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับชาย

ในการติดตามประเมินผลการนำความรู้ไปขยายผลของผู้ผ่านการฝึกอบรม พบว่า ศูนย์ฯ สามารถติดตามผู้ผ่านการอบรม คิดเป็นร้อยละ 99.1 ของผู้เข้าอบรม และทุกคนได้นำความรู้ไปขยายผลในประเทศของตน ในรูปแบบของการถ่ายทอด/แลกเปลี่ยนความรู้ และผลักดันเชิงนโยบาย และผู้ผ่านการอบรมสามารถพัฒนาศักยภาพการเป็นวิทยากรในเรื่องที่ได้รับการอบรมในประเทศของตนเอง มีจำนวนทั้งสิ้น 156 คน และในจำนวนนี้ มีผู้ผ่านการอบรมที่มีศักยภาพในการเป็นวิทยากรระดับภูมิภาค จำนวน 42 คน

1. 3 การสนับสนุนข้อมูลข่าวสาร (Information Support)

จากการศึกษา พบว่า ศูนย์ฯได้มีการดำเนินกิจกรรมเพื่อสนับสนุนข้อมูลข่าวสารด้านคนพิการและการส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยดำเนินการใน 2 เรื่อง คือ

  • (1) การส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายข้อมูลด้านคนพิการในภูมิภาค ได้แก่ การสนับสนุนการพัฒนาระบบเครือข่ายเว็บ (web-based networking) กับ 48 องค์กร จาก 17 ประเทศ การเผยแพร่ และส่งต่อข้อมูลให้กับองค์กรเครือข่าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบุคคลทั่วไปทางช่องทางจดหมายข่าว เว็บไซต์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ โทรสาร และโทรศัพท์ การจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์โดยจัดพิมพ์จดหมายข่าว รายสามเดือน จำนวน 21 ฉบับ โดยจัดส่งให้องค์กร บุคคล รวมประมาณ 44,150 ฉบับ เว็บไซด์ โดยศูนย์ฯ มีเว็บไซต์ 2 เว็บ ใช้ภาษาอังกฤษ(www.apcdproject.org) และใช้ภาษาไทย (www.apcdproject.org/thai) ซึ่งจัดอยู่ในระดับ A ตามมาตรฐานของ Web Content Accessibility Guidelines
  • (2) การพัฒนาระบบฐานข้อมูล พบว่ามีฐานข้อมูลที่ศูนย์ฯ ได้พัฒนาขึ้น คือฐานข้อมูลองค์กรเครือข่ายของศูนย์ฯ ฐานข้อมูลทั่วไปองค์กรที่ทำงานด้านคนพิการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และภูมิภาคอื่น ฐานข้อมูลเชื่อมโยงเว็บไซต์ (Links) ขององค์กรต่างๆ กับเว็บไซต์ของ ปัจจุบันศูนย์ฯ มีฐานข้อมูลเชื่อมโยงเว็บไซต์ กับ 357 องค์กร ใน 37 ประเทศ ฐานข้อมูลด้านคนพิการในประเทศกำลังพัฒนาของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และฐานข้อมูลเอกสาร สื่อมัลติมีเดียด้านงานคนพิการในห้องข้อมูล (Resource Room) ของศูนย์ฯ ปัจจุบัน ศูนย์ฯ รวบรวมข้อมูลเอกสาร และสื่อมัลติมีเดีย อาทิ หนังสือทั่วไป จุลสารแผ่นพับ จดหมายข่าว รายงานการวิจัย หนังสืออ้างอิง สถิติ สารานุกรม และทำเนียบ เป็นจำนวน 1,901 ข้อมูล

1.4 บทบาทของผู้นำคนพิการในคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องของศูนย์ฯ

จากการศึกษาพบว่า คนพิการมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมกับศูนย์ฯ โดยศูนย์ฯ แต่งตั้งให้เข้าร่วมในคณะกรรมการบริหารศูนย์ฯ และคณะกรรมการร่วมไทย-ญี่ปุ่นฯ คณะกรรมการบริหารศูนย์ฯ ได้มีการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ หลายเรื่อง เช่น การเห็นชอบให้ศูนย์ฯ จัดทำข้อเสนอความร่วมมือทางวิชาการกับรัฐบาลญี่ปุ่น ระยะที่ 2 การอนุมัติการศึกษาวิจัยการจัดการบริหารองค์กรศูนย์ฯ ในรูปแบบองค์การมหาชน การเห็นชอบให้มีการดำเนินการปรับเปลี่ยนสถานภาพของศูนย์ฯ ให้มีความเหมาะสมด้านการบริหารงานยิ่งขึ้น (องค์การมหาชน หรือมูลนิธิ) การใช้ประโยชน์พื้นที่ชั้น 3 ของอาคารศูนย์ฯ เป็นต้น บทบาทของคนพิการในคณะกรรมการร่วมไทย-ญี่ปุ่น ได้มีการตัดสินใจเรื่องแผนการดำเนินงานภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการ ทุก 6 เดือน วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคจากผลของการดำเนินงานที่ผ่านมา เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังพบว่า ในการดำเนินงานด้านหลักสูตรการฝึกอบรมของศูนย์ฯ ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานประจำหลักสูตร ซึ่งมีคนพิการร่วมเป็นคณะทำงานด้วย โดยรับผิดชอบตั้งแต่การวางเนื้อหาสาระของหลักสูตร การกำหนดเกณฑ์คุณสมบัติผู้ที่จะเข้าอบรม การพิจารณากลั่นกรองและคัดเลือกผู้สมัคร การเป็นวิทยากร และการติดตามผู้ผ่านการอบรม นอกจากนี้ ยังได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมที่ผู้ผ่านการอบรมริเริ่มในประเทศต่าง ๆ ด้วย

ส่วนที่ 2 ผลการดำเนินงานด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการของประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย และแปซิฟิก

ผู้ขอรับการประเมิน ได้ศึกษาข้อมูลการดำเนินงานของศูนย์ฯ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการ ในประเทศ 4 ประเทศ โดยเลือกประเทศที่ศูนย์ฯ มีการดำเนินงาน และสนับสนุนวิชาการ และทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ขอรับการประเมินจะได้สรุปเป็น Model ของการดำเนินงานเสริมสร้างความเข้มแข็งคนพิการของแต่ละประเทศที่ทำการศึกษา

กรณีที่ 1. การส่งเสริมสังคมที่ปราศจากอุปสรรค ในประเทศฟิลิปปินส์

การศึกษาพบว่า ผู้ผ่านการอบรมของศูนย์ฯ ในหลักสูตรการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับคนพิการ ที่เป็นเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และสถาปนิก 2 คน ซึ่งเป็นคนพิการ และเป็นผู้มีภาวะผู้นำ มีความมุ่งมั่น หลังการอบรมได้ริเริ่มความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องในประเทศของตน มีการจัดสัมมนามากกว่า 80 ครั้ง ให้กับบุคคลหลากหลาย เช่นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเงิน การก่อสร้าง การผลิต การฟื้นฟูสมรรถภาพ เจ้าหน้าที่จากองค์กรปกครองท้องถิ่น นักศึกษาวิชาสถาปัตยกรรม เจ้าของอาคาร และเจ้าหน้าที่ขององค์กรเอกชนทั้งในกรุงมะนิลาและจังหวัดต่าง ๆ ของฟิลิปปินส์ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในกลุ่มคนพิการและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่น มีการเอื้ออำนวยให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐบาลส่วนกลางและรัฐบาลท้องถิ่น นอกจากนี้ กระทรวงทางหลวงและโยธาธิการ ของประเทศฟิลิปปินส์ ได้สนับสนุนงบประมาณจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงเรียน และมหาวิทยาลัย จัดฝึกอบรม เรื่อง “การให้ความช่วยเหลือคนพิการและผู้สูงอายุในการเดินทาง” เจ้าหน้าที่ในส่วนการปกครองท้องถิ่น ของกระทรวงกิจการภายในและท้องถิ่น ได้มีการจัดทำทางลาด และห้องน้ำสำหรับคนพิการในที่ทำการของจังหวัด และมีการสร้างความตระหนักในภาคธุรกิจเอกชน ฝึกอบรมให้กับพนักงานของห้าง พนักงานรักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ประจำลานจอดรถ ท้ายที่สุด ได้มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงาน JICA ฟิลิปปินส์จัดทำข้อเสนอความร่วมมือทางวิชาการ โดยศูนย์ฯ มีบทบาทด้านการประสานและเชื่อมโยงให้เกิด ประสบการณ์ที่สำเร็จนี้ ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการส่งเสริมให้คนพิการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนามีความเป็นไปได้ บทเรียนจากการพัฒนา คือให้คนพิการที่เข้มแข็งเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาในแผนงาน/โครงการที่รัฐหรือหน่วยงานอื่น ๆ มีอยู่เดิมแล้ว แทนการริเริ่มโครงการใหม่

กรณีที่ 2. การพัฒนาศักยภาพองค์กรคนพิการในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมหลังเหตุการณ์ แผ่นดินไหวที่ประเทศปากีสถาน

การศึกษาพบว่า องค์กรคนพิการ ได้เข้าร่วมการฝึกอบรมหลักสูตรการดำรงชีวิตอิสระ และผู้บริหารของกระทรวงสวัสดิการสังคมและการศึกษาพิเศษ ประเทศปากีสถาน ได้เข้าร่วมการสัมมนาระดับภูมิภาค เรื่องการพัฒนาศักยภาพองค์กรคนพิการ หรือ Capacity Building of Self-help Organizations of Persons with Disabilities- CBSHOD ณ ประเทศเวียดนาม ในปีถัดมา จึงตัดสินใจเป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาระดับภูมิภาค (CBSHOD) ในประเทศปากีสถาน การสัมมนา CBSHOD ทำให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างองค์กรคนพิการ ศูนย์ฯ ธนาคารโลก และกระทรวงสวัสดิการสังคมและการศึกษาพิเศษ ได้มีการจัดทำประกาศเจตนารมณ์ ณ กรุงอิสลามาบัด มีการจัดตั้งพันธมิตรองค์กรคนพิการระดับชาติ เมื่อมีเหตุแผ่นดินไหวในประเทศปากีสถาน ผู้ผ่านการสัมมนา CBSHOD และองค์กรของคนพิการได้ดำเนินการช่วยเหลือเบื้องต้น ต่อมา ศูนย์ฯ ร่วมกับกระทรวงสวัสดิการสังคมฯ และหน่วยงาน JICA ปากีสถานได้จัดการสัมมนาเรื่อง “สภาพแวดล้อมที่เข้าถึงได้ เพื่อสร้างสังคมที่ปราศจากอุปสรรคในพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหว” ผู้เข้าสัมมนามาจากกระทรวง องค์กรคนพิการ ภาคเอกชน สถาบันการเงินระหว่างประเทศ ทำให้การฟื้นฟูบูรณะอาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในที่สาธารณะ ได้ผนวกประเด็นการเข้าถึงได้ไว้ด้วย นอกจากนี้ได้มีการใช้ แนวคิดการดำรงชีวิตอิสระและการสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับคนพิการ และจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ค้นพบสตรีพิการผู้นำหลายคน ซึ่งศูนย์ฯ ได้มีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของสตรีเหล่านี้ ด้วยกิจกรรมฝึกอบรมที่เหมาะสม การดำเนินงานของศูนย์ฯ ได้แสดงให้เห็นถึงความตระหนักในบทบาท และความเสมอภาคของสตรีในประเทศปากีสถาน

กรณีที่ 3. การพัฒนาศักยภาพองค์กรคนพิการและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาใน ประเทศปาปัวนิวกินี

จากการศึกษา พบว่าเมื่อกระทรวงการพัฒนาชุมชน หน่วยงาน JICA ปาปัวนิวกินี องค์การคนพิการสากลสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และศูนย์ฯ ตกลงจัดการสัมมนา CBSHOD เมื่อต้นปี 2550 มีคนพิการจาก 13 ประเทศในอนุภูมิภาคแปซิฟิก เข้าร่วมการสัมมนา และมีผู้นำคนพิการเป็นวิทยากร มีการประกาศเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีปาปัวนิวกินี ว่า ยุคใหม่ของการพัฒนา ต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเข้มแข็งของคนพิการและในการดำเนินงานต้องคำนึงถึงสิทธิเป็นพื้นฐาน สื่อมวลชน โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ได้ให้ความสำคัญกับการริเริ่มของคนพิการในการจัดสัมมนาดังกล่าว ศูนย์ฯ ให้ความสำคัญกับกระบวนการของการพัฒนาจึงมีการเตรียมการล่วงหน้าประมาณ 1 ปี คนพิการในหมู่บ้านประมงแห่งหนึ่งได้รับการกระตุ้นให้รวมกลุ่มกันเพื่อจัดกิจกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง และต่อมาได้สำรวจสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการในหมู่บ้าน ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและกรรมการหมู่บ้าน เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมของอาคารสถานที่ ให้คนพิการเข้าถึงได้ เมื่อการสัมมนาเริ่ม มีความร่วมมือจากกระทรวงอื่นด้วย สิ่งที่เกิดขึ้น การร่วมรับผิดชอบ และเป็นเจ้าของการดำเนินงานของคนพิการ สำหรับรัฐบาลเอง ได้มีการสนับสนุนคนพิการโดยรัฐบาลในหลายเรื่อง เช่น การสนับสนุนงบประมาณจัดสัมมนา การผลักดันห้ารัฐบาลรับรองแผนส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ การจัดตั้งส่วนงานส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นหน่วยงานหนึ่งในกระทรวง และองค์การเอกชนระหว่างประเทศ ที่เรียกว่า Pacific Disability Forum ยินดีที่จะพัฒนากลุ่มพึ่งตนเองของคนพิการในประเทศอื่น ๆ ด้วย

กรณีที่ 4. การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการในประเทศไทย

การศึกษาพบว่า ได้มีการดำเนินโครงการนำร่อง เรื่อง "การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ" โดยได้รับความร่วมมือทางวิชาการจาก หน่วยงาน JICA ประเทศไทย เมื่อปี 2544 โดยเน้นคนที่มีความพิการระดับรุนแรง กลุ่มเป้าหมาย คือ คนพิการในจังหวัดชลบุรี นนทบุรี และนครปฐม กิจกรรมนี้เป็นจุดเปลี่ยนแปลงของชีวิตคนพิการ ที่จะรับผิดชอบชีวิตของตนเองได้ โดยได้รับบริการที่จำเป็นเพื่อเข้าถึงสิทธิอย่างเต็มที่และอย่างเท่าเทียมเช่นคนอื่นในสังคม การทำให้ชุมชนเข้มแข็งด้วยคนพิการ เพราะกลุ่มพึ่งตนเองของคนพิการ มีการดำเนินงานโดยและเพื่อคนพิการ ปัจจุบันมีการจัดตั้งศูนย์การดำรงชีวิตอิสระจำนวน 4 แห่ง ในจังหวัดนครปฐม นนทบุรี และชลบุรี ซึ่งบทบาทที่สำคัญของศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคือ การปรับแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระ ให้สอดคล้องกับบริบท สังคม และวัฒนธรรมของประเทศไทย การค้นหาและสามารถระบุจำนวนคนพิการในชุมชน และการจัดสภาพแวดล้อมที่เข้าถึงได้ในระดับชุมชน นอกจากนี้ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมองค์การรูปแบบใหม่ขององค์กรของคนพิการ มีการจัดตั้งสภาเพื่อการส่งเสริมการดำรงชีวิตเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์การดำรงชีวิตอิสระ ให้มีกิจกรรมใหม่ ๆ ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระและองค์กรคนพิการในระดับจังหวัด และท้องถิ่นจะขยายกิจกรรมที่เน้นให้คนพิการเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา คนพิการที่มีส่วนร่วมในการกำหนดกิจกรรมในชุมชน เริ่มมีแนวโน้มที่จะกำหนดแนวทางแก้ไขประเด็นปัญหาที่มีความสำคัญลำดับต้น ๆ ต่อสังคม และที่ให้ผลระยะยาว และองค์กรที่มีฐานจากชุมชนระดับตำบล หรือระดับท้องถิ่น จะถูกส่งเสริมให้พัฒนาความร่วมมือกับองค์กรคนพิการระดับจังหวัด เช่นที่จังหวัดจันทบุรี ปทุมธานี ราชบุรี และสุพรรณบุรี แนวคิดการดำรงชีวิตอิสระ ยังเป็นการสร้างผู้นำให้เข้มแข็ง มีการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างคนพิการ เพื่อเร่งรัดให้เกิดการพัฒนาศักยภาพคนพิการ และการส่งเสริมสังคมที่ปราศจากอุปสรรค กลไกสภาเพื่อการส่งเสริมการดำรงชีวิตอิสระ จะมีบทบาทเป็น "เจ้าของเรื่อง" รับผิดชอบทำให้คนพิการตื่นตัวที่จะริเริ่มกิจกรรมร่วมกับกลุ่มอื่น ๆ ในชุมชนตลอดไป

จากกรณีศึกษาทั้ง 4 กรณี สรุปได้ว่ากระบวนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการเริ่มตั้งแต่ที่ตัวคนพิการเอง ซึ่งจะต้องกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้สามารถรับผิดชอบชีวิตของตนเองได้ในชั้นแรก การส่งเสริมให้มีการพัฒนากลุ่มพึ่งตนเองของคนพิการ ซึ่งจะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และคนพิการจากองค์กรที่มีฐานจากชุมชนระดับตำบล หรือระดับท้องถิ่น จะถูกส่งเสริมให้พัฒนาความร่วมมือกับองค์กรคนพิการระดับจังหวัด การที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถค้นหา/ระบุคนพิการที่มีภาวะผู้นำ มีความมุ่งมั่นได้ แล้วส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ คนพิการเหล่านี้จะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงและมีส่วนร่วมมากขึ้นในการพัฒนา เช่น การร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน การเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาในแผนงาน/โครงการที่รัฐหรือหน่วยงานอื่น ๆ มีอยู่เดิมแล้ว การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่สาธารณะ ในที่ทำการของจังหวัด ในห้างสรรพสินค้า สำหรับสตรีพิการได้รับการพัฒนาศักยภาพ มีบทบาททางสังคมมากขึ้น คนพิการร่วมรับผิดชอบ และเป็นเจ้าภาพการดำเนินงานที่เกี่ยวกับคนพิการ บทบาทของภาครัฐ ภาคสังคม เป็นเพียงผู้สนับสนุน สร้าง/ให้โอกาส จัดหาทรัพยากร และการเห็นชอบแผนระดับชาติที่คนพิการร่วมคิด

ส่วนที่ 3 ปัญหาอุปสรรคจากการดำเนินงานของศูนย์ฯ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการ

ผู้ขอรับการประเมิน มองเห็นว่ายังมีปัญหาอุปสรรคจากการดำเนินงาน ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการวิเคราะห์จากการศึกษาและข้อค้นพบของการดำเนินงานในส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 ของบทนี้ และส่วนหนึ่งเป็นประสบการณ์ที่ได้รับจากการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวนี้มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น ผู้ขอรับการประเมินจึงขอสรุปประเด็นที่เป็นปัญหาอุปสรรค ดังนี้

  • 1. ปัญหาด้านบุคลากร บุคลากรของภาครัฐขาดความรู้ ประสบการณ์ในการทำงานระดับภูมิภาค และบุคลากรส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์การทำงานที่ใช้แนวคิดการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานของการขับเคลื่อนศูนย์ฯ ในขณะเดียวกัน คนพิการที่มีบทบาทในการบริหารงานศูนย์ฯ ส่วนหนึ่งก็ยังขาดความรู้ และประสบการณ์การทำงานระดับภูมิภาค ทำให้ผู้แทนคนพิการเหล่านั้นไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของศูนย์ฯ ซึ่งทำหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้คนพิการไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์การดำเนินงานระดับประเทศของผู้นำคนพิการไทย จะเป็นประโยชน์อย่างมากในคณะทำงานเฉพาะเรื่อง เช่น การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน การดำรงชีวิตอิสระ การพัฒนาเครือข่ายข้อมูลที่เข้าถึงได้โดยคนพิการ การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับคนพิการ เป็นต้น
  • 2. ปัญหาด้านงบประมาณ จะเห็นว่าการดำเนินงานของศูนย์ฯ ที่เป็นภารกิจระดับภูมิภาค เป็นการดำเนินงานที่ต้องใช้งบประมาณอย่างมาก ในระยะแรก ศูนย์ฯ มีความร่วมมือทางวิชาการจากหน่วยงาน JICA ทำให้มีทรัพยากรที่จะสนับสนุนกิจกรรมของศูนย์ฯ เกิดกระบวนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการ ปัญหาด้านงบประมาณกับภารกิจของศูนย์ฯ แห่งนี้ อาจเป็นประเด็นอุปสรรคมากขึ้นหากไม่มีการเตรียมการในเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว
  • 3. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมการฝึกอบรมของศูนย์ฯ ที่เป็นคนพิการ ส่วนใหญ่เป็นคนพิการทางการเคลื่อนไหว และรองลงมาคือ คนพิการทางการเห็น คนพิการประเภทอื่นเข้าร่วมกิจกรรมกับศูนย์ฯ น้อยมาก ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการขาดข้อมูลความต้องการ/ปัญหาที่แท้จริงของคนพิการประเภทต่าง ๆ หรือความต้องการที่เป็นประเด็นร่วมของคนพิการทุกประเภท ทำให้การกำหนดกิจกรรมไม่ตรงกับความสนใจของคนพิการทุกกลุ่มได้
  • 4. ศูนย์ฯ ได้มีการพัฒนาความร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมีจำนวนถึง 189 หน่วย องค์กรเหล่านี้ยังมีบทบาทที่จำกัดมากในการเป็นเครือข่ายกับศูนย์ฯ การประสานเครือข่ายจะเป็นลักษณะทางเดียว คือ ศูนย์ฯ ให้บริการ/สนับสนุนแก่องค์กรเครือข่าย การพัฒนาเครือข่ายเชิงหุ้นส่วนจึงยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ
  • 5. อาคารสถานที่ของศูนย์ฯ ก็ยังมีการใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ เนื่องจากการฝึกอบรมที่ศูนย์ฯ จัดในแต่ละปีมีเพียง 6-8 หลักสูตร ในพื้นที่ชั้น 3 ซึ่งเปิดให้องค์กรดำเนินงานด้านความพิการในระดับภูมิภาคเข้ามาจัดตั้งสำนักงานฯ พบว่า ก็มีข้อจำกัดจากระเบียบของทางราชการ เนื่องจากปัจจุบันอาคารศูนย์ฯ เป็นทรัพย์สินของทางราชการ
  • 6. ในฐานะที่ศูนย์ฯ มีการดำเนินงานระดับภูมิภาค การมีภาคีเครือข่ายที่เป็นองค์การระหว่างประเทศ หรือองค์กรระดับภูมิภาคค่อนข้างจำกัด ซึ่งองค์กรเหล่านี้ น่าจะมีศักยภาพที่จะเห็นหุ้นส่วนกับศูนย์ฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 7. การดำเนินงานของศูนย์ฯ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งเป็นภูมิภาคขนาดใหญ่ มีระดับของการพัฒนาของประเทศในภูมิภาคที่แตกต่างกัน ทำให้การกำหนดยุทธศาสตร์ของการทำงานของศูนย์ฯ ต้องมีความชัดเจนด้วย ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มีการหารือในเรื่องดังกล่าวนี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ
  • 8. สถานภาพของศูนย์ฯ ในฐานะที่เป็นส่วนราชการ ควรได้รับการปรับปรุงเพื่อให้ศูนย์ฯ มีความคล่องตัวและสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และระบบของการบริหารงานของศูนย์ฯ ณ ปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยให้ผู้ที่เป็นชาวต่างประเทศ หรือคนพิการชาวต่างประเทศ สามารถร่วมงานกับศูนย์ฯ ได้เต็มที่

ข้อเสนอแนะ

  • 1. เนื่องจากการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเอกสาร ซึ่งเป็นเอกสารที่ใช้ในการปฏิบัติงานภายในของศูนย์ฯ เพียงแหล่งเดียว ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้ จึงยังขาดมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนพิการ และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับศูนย์ฯ เช่น องค์กรประสานงานภาครัฐ องค์กรเครือข่ายภาคเอกชน คณะกรรมการบริหารศูนย์ฯ ฯลฯ จึงควรมีการศึกษา เพิ่มเติมเพื่อให้ได้ทราบผลที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนพิการที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น
  • 2. ควรมีการทบทวนบทบาทความร่วมมือระหว่างศูนย์ฯ กับองค์กรเครือข่ายของศูนย์ฯ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้องค์กรเครือข่ายเหล่านี้ สามารถดำเนินงานเชิงหุ้นส่วนกับศูนย์ฯ ได้ การสำรวจ หรือศึกษาองค์กรเครือข่ายของศูนย์ฯ ในแง่ความพร้อม ศักยภาพ และประเด็นความร่วมมือที่คาดว่ามีความเป็นไปได้ จะช่วยให้การทบทวนบทบาททำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 3. ศูนย์ฯ ควรมีการพัฒนาเครือข่ายการทำงานกับองค์กรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเอื้ออำนวยให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ประสบการณ์ และองค์ความรู้ ขณะเดียวกัน ศูนย์ฯ ควรมีการขยายเครือข่ายให้กว้างขวางขึ้น โดยการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากลไกระดับอนุภูมิภาคและ/หรือเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนกับสถาบันที่มีอยู่แล้ว เช่น ASEAN, South Pacific Forum ของรัฐบาลประเทศในแถบแปซิฟิก และ South Asian Association for Regional Cooperation เป็นต้น
  • 4. ควรจัดให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะให้ครอบครัว ผู้เกี่ยวข้องกับการพิทักษ์สิทธิ และผู้มีบทบาทสำคัญต่อคนพิการ เข้ามามีส่วนร่วม โดยคำนึงถึงลักษณะเฉพาะขององค์ประกอบเหล่านี้ ซึ่งจะส่งผลต่อการเป็นชุมชนให้การสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ
  • 5. ควรพิจารณาใช้ประโยชน์อาคารศูนย์ฯ ให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลยิ่งขึ้น โดยส่งเสริมความร่วมมือในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อย่างเป็นระบบกับองค์กรต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ หลักสูตรการฝึกอบรมควรเป็นหลักสูตรที่สนองตอบความต้องการของคนพิการทุกประเภทแลสตรีพิการได้ เช่น การจัดหลักสูตรความเสมอภาคของคนพิการ การจัดหลักสูตรการส่งเสริมความเสมอภาคของสตรีพิการ การนำอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการสู่การปฏิบัติ เป็นต้น
  • 6. ควรมีการดำเนินกิจกรรมการระดมทุน หรือการส่งเสริมความร่วมมือในลักษณะหุ้นส่วนการพัฒนา มากขึ้น เพื่อไม่ให้เป็นภาระการดำเนินงานของรัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่น การปรับปรุงการบริหารงานองค์กรของศูนย์ฯ ในอนาคต ที่จะมีการดำเนินงานในลักษณะมูลนิธิ ควรส่งเสริมให้เกิดแรงจูงใจในภาคธุรกิจ เพื่อเข้ามาร่วมดำเนินการรับผิดชอบกิจกรรมด้านสังคมและงานด้านความพิการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ (Corporate Social Responsibility) ซึ่งจากประสบการณ์ในประเทศฟิลิปปินส์ทำให้เห็นผลกระทบที่กว้างขวางต่อสังคมในการส่งเสริมการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
  • 7. เนื่องจากบทบาทของศูนย์ฯ เป็นหน่วยในการส่งเสริม และเอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้ การพัฒนามากกว่าเป็นหน่วยปฏิบัติ ดังนั้น ศูนย์ฯ ควรดำเนินกิจกรรมหลักของศูนย์ฯ 3 กิจกรรม คือ การพัฒนาเครือข่ายและประสานความร่วมมือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการสนับสนุนข้อมูล ต่อเนื่องต่อไป และควรมีการพัฒนาด้านเครือข่ายที่เป็นรูปธรรม


[ Back to Home ]

Logo of Japan International Cooperation Agency (JICA)
Logo of Ministry of Social Development and Human Security


Valid XHTML 1.0 Strict! Valid CSS!