สืบเนื่องจากการดำเนินการตาม United Nations World Program of Action Concerning Disabled Persons (2525) และทศวรรษคนพิการแห่งสหประชาชาติ (พ.ศ. 2526-2535) ประชาคมโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของคนพิการมากขึ้น อย่างไรก็ตามคนพิการส่วนใหญ่จากจำนวนประมาณ 400 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกยังคงเป็นกลุ่มบุคคลที่ได้รับโอกาสในการพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ ในสังคม ดังนั้นในการประชุมประจำปีสมัยที่ 48 ของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) จึงได้มีประกาศทศวรรษคนพิการแห่ง เอเชียและแปซิฟิก (พ.ศ. 2536-2545) และแผนการปฏิบัติการสำหรับทศวรรษ ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกดังกล่าว ในการประชุมประจำปีสมัยที่ 54 ของเอสแคป จึงได้มีการรับข้อมติในเรื่องของความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้คนพิการ นอกเหนือจากนี้ the UN Standard Rules on the Equalization of Opportunities for Persons with Disabilities (2537) ได้ระบุถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศด้านคนพิการ ทั้งนี้จึงได้มีแนวคิดในการที่จะจัดตั้งศูนย์ด้านคนพิการในระดับภูมิภาคต่อไป
เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกดังกล่าว ในการประชุมประจำปีสมัยที่ 54 ของเอสแคป เมื่อพ.ศ. 2541 จึงได้มีการรับข้อมติในเรื่องของความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้คนพิการ โดยองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency : JICA) ได้ศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดตั้งศูนย์การปฏิบัติงานที่เอื้ออำนวยต่อความร่วมมือด้านคนพิการในภูมิภาค และผลการศึกษาในหลายๆ ประเทศพบว่าประเทศไทยมีความเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นที่ตั้งของศูนย์ เนื่องจากมีความพร้อมในด้านภูมิศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ตลอดจนความร่วมมือกับหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ รวมทั้งมีกฎหมาย และนโยบายด้านคนพิการอย่างชัดเจนประกอบกับมีองค์กรด้านคนพิการที่เข้มแข็งรัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้ส่งผลการศึกษาดังกล่าวให้ประเทศไทยพิจารณา
พิธีลงนามเซ็นสัญญา
คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการของไทย จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาการจัด ตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคด้านคนพิการในประเทศไทย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ จากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชนและหน่วยงานของสหประชาชาติ เพื่อศึกษาหาแนวคิด รูปแบบ และกรอบการดำเนินการของศูนย์ และเมื่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ความเห็นชอบแล้ว จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งสังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เป็นหน่วยงานรับผิดชอบจัดทำคำขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่น ในปีพ.ศ. 2543 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานจัดตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคด้านคนพิการในประเทศไทย
ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 เห็นชอบให้มีการจัดตั้งศูนย์ ในประเทศไทยภายใต้ชื่อ ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) พร้อมทั้งอนุมัติงบประมาณในการดำเนินงานของศูนย์ด้วย
คณะกรรมการเตรียมการจัดตั้ง ศพอ.
ในเดือนพฤษภาคม 2545 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียละแปซิฟิก ที่ประชุมประจำปีสมัยที่ 58 ของเอสแคปได้มีการรับข้อมติ การส่งเสริมสังคมบูรณาการ ปราศจากอุปสรรคและเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของคนพิการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ในศตวรรษที่ 21 โดยข้อมติดังกล่าวได้ตกลงที่จะขยายระยะเวลาของทศวรรษคนพิการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกไปอีก 1 ทศวรรษ และให้การสนับสนุนการดำเนินงานของ ศพอ. นอกจากนี้ ในเดือนตุลาคม 2545 ที่ประชุมระหว่างผู้แทนรัฐบาลระดับสูงของรัฐบาลจากประเทศต่างๆ ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองโอทสุ ประเทศญี่ปุ่นได้มีการรับกรอบการปฏิบัติงานแห่งสหัสวรรษจากทะเลสาบบิวาสู่สังคมบูรณาการ ปราศจากอุปสรรคและเคารพสิทธิพื้นฐานของคนพิการแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (The Biwako Millennium Framework for Action towards an Inclusive, Barrier-Free and Rights-based Society for Persons with Disabilities in Asia and the Pacific : BMF) ซึ่งในกรอบการปฏิบัติการดังกล่าวระบุให้ศูนย์ เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค โดยการดำเนินงานจัดตั้งโดยรัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่น และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค หน่วยงานสหประชาชาติ และหน่วยงานระหว่างประเทศต่างๆ ให้การสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ งบประมาณ และการสนับสนุนด้านอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อการดำเนินการของ ศพอ. ต่อไป