กระทรวงสวัสดิการสังคมร่วมกับสภาองค์กรเพื่อคนพิการแห่งชาติ (National Forum of Organizations Working with the Disabled: NFOWD) ได้จัดทำร่างกฎหมายเกี่ยวกับคนพิการในปี 2539 กฎหมายฉบับนี้ตราขึ้นในเดือนเมษายน 2544 และรู้จักกันในชื่อ พระราชบัญญัติสงเคราะห์คนพิการ พ.ศ. 2544 พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ให้คำจำกัดความของคนพิการไว้ดังนี้:
รัฐบาลบังคลาเทศลงนามในสัญญาทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกและได้ประกาศรับรองการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และความเสมอภาคของคนพิการ ดังนั้นรัฐบาลจึงรับนโยบายเพื่อคนพิการ ในปี 2538 นโยบายนี้เป็นแนวทางเพื่อการส่งเสริมและให้บริการแก่คนพิการ ซึ่งรวมทั้งการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมแก่คนพิการและสนับสนุนให้คนพิการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนา
หลังจากแผนการดำเนินงานแห่งชาติ ปี 2538 รัฐบาลยังได้บัญญัติมาตรการต่อไปนี้เพื่อสนับสนุนคนพิการ
พระราชบัญญัติสงเคราะห์คนพิการ พ.ศ. 2544 เป็นกฎหมายฉบับแรกและสำคัญที่สุดที่เน้นประเด็นเกี่ยวกับคนพิการ แบ่งออกเป็นหัวข้อสำคัญดังนี้ (สำหรับพระราชบัญญัติฉบับเต็ม ดูภาคผนวก 1)
แม้ว่าตัวพระราชบัญญัติเองจะได้รับการยอมรับและถือเป็นก้าวย่างสำคัญของรัฐบาล แต่ก็พบว่ายังมีข้อจำกัดและจุดอ่อนอยู่อีกมาก เนื่องจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด การขาดโอกาสในการทำงานสำหรับคนพิการ และปัญหาอื่นๆ
กระทรวงสวัสดิการสังคม
กระทรวงสวัสดิการสังคมเป็นหน่วยงานหลักของรัฐที่ดำเนินโครงการเพื่อคุ้มครอง ดูแล ให้การศึกษา อบรมและฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ กรมประชาสงเคราะห์และ NFOWD เป็นหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงสวัสดิการสังคม
สภาการประสานงานแห่งชาติ (National Coordination Committee - NCC)
สภาการประสานงานแห่งชาติ (NCC) ก่อตั้งขึ้นภายใต้การดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสวัสดิการสังคมในปี 2536 และปัจจุบันอยู่ในความควบคุมและบริหารจัดการของรัฐบาลบังคลาเทศ NCC มีสมาชิก 52 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจากคนพิการ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรพึ่งตนเองของคนพิการ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง NCC ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ NFOWD
สภาองค์กรเพื่อคนพิการแห่งชาติ (National Forum of Organizations Working with the Disabled NFOWD)
NFOWD ก่อตั้งขึ้นในปี 2534 เพื่อเป็นจุดประสานระหว่างหน่วยงานที่ดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือคนพิการ NFOWD เป็นองค์กรสำคัญระดับชาติในการประสานงานระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชน โดยปัจจุบันมีองค์กรสมาชิกแล้ว 138 องค์กร
สภาพัฒนาสตรีแห่งชาติ (National Council for Womens Development NCWD) สภาพัฒนาสตรีแห่งชาติ เป็นองค์กรสูงสุดในการจัดทำนโยบายสำหรับสตรี ประธานสภาได้แก่นายกรัฐมนตรี และกรรมการอีก 44 คนล้วนแต่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ทั้งรัฐมนตรีและเลขาธิการกระทรวงต่างๆ สมาชิกรัฐสภาและตัวแทนหน่วยงานราชการ สภาทำหน้าที่ให้แนวทางในการจัดทำนโยบาย ส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาสตรี และเพิ่มความร่วมมือระหว่างกระทรวงโดยส่งเสริมการทำงานที่กระทรวงต่างๆ ได้มีส่วนร่วมพร้อมกัน
ความรับผิดชอบหลักของ NCWD ได้แก่:
รัฐบาลได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนาและการประชุมในบังคลาเทศขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แนวคิด ความรู้และประสบการณ์เพื่อการส่งเสริมความเข้มแข็งของประชาคมโลกในการดำเนินงานช่วยเหลือคนพิการและการติดตามผลการดำเนินงาน ในปี 2540 บังคลาเทศเป็นเจ้าภาพการประชุมว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ ครั้งที่ 2 (Second South Asian Conference on Community Based Rehabilitation) โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชนและรัฐบาล นอกจากนี้รัฐบาลโดยความร่วมมือกับประเทศสมาชิกสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ (South Asian Association for Regional Cooperation: SAARC) ตั้งกองทุน SAARC Voluntary Disability Fund เพื่อการส่งเสริมคนพิการในภูมิภาคเอเชียใต้ และรัฐบาลยังเป็นเจ้าภาพการสัมมนาการอบรมภาวะผู้นำแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกครั้งที่ 11 (The 11th Asia-Pacific Regional Leadership Training Seminar) ในปี 2536 บังคลาเทศลงนามในสัญญาทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกและได้ประกาศรับรองการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และความเสมอภาคของคนพิการ ดังนั้นรัฐบาลจึงรับนโยบายเพื่อคนพิการ ในปี 2538 นโยบายนี้เป็นแนวทางเพื่อการส่งเสริมและให้บริการแก่คนพิการ ซึ่งรวมทั้งการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและสนับสนุนให้คนพิการมีส่วนร่วมในการพัฒนา หลังจากแผนการดำเนินงานแห่งชาติ ปี 2538 รัฐบาลยังได้บัญญัติมาตรการต่อไปนี้เพื่อสนับสนุนคนพิการ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่า 10% ของประชากรโลกเป็นคนพิการ ซึ่งหากเทียบตามอัตราส่วนนี้แล้วประชากรบังคลาเทศที่เป็นคนพิการจะมีประมาณ 12 ล้านคน หากคิดตามการสำรวจสำมะโนประชากรปี 2544 อย่างไรก็ตามการสำรวจกลุ่มตัวอย่างในปี 2534 ระบุว่าจำนวนคนพิการมีเพียง 500,000 คนเท่านั้น แต่เมื่อรวมจำนวนคนพิการตามคำจำกัดความคนพิการในพระราชบัญญัติสวัสดิการคนพิการ พ.ศ. 2544 แล้ว รัฐบาลคาดว่าตัวเลขคนพิการน่าจะสูงกว่านี้ จากการประมาณการของ ActionAid Bangaladesh ชาวบังคลาเทศประมาณ 7 ล้านคน (คิดเป็น 8% ของประชากรทั้งหมด) ต้องการความช่วยเหลืออในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับความพิการ
ในปี 2543 ActionAid ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างในโครงการ 1,339 คน แบ่งเป็นชาย 59.8% และหญิง 40.2% เมื่อจำแนกตามกลุ่มอายุ กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 0-10 ปี คิดเป็น 33% อายุ 11-17 ปี 17% และอีก 50% มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ประเภทของความพิการที่พบมากที่สุด คือ ความพิการทางกาย 42% ความพิการทางการมองเห็น 20% และความพิการทางการได้ยินและการพูด 20% สาเหตุหลักของความพิการ คือ โรคภัยไข้เจ็บ 29% และอาการแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ 21% ความพิการเนื่องจากอุบัติเหตุคิดเป็น 15% ของทั้งหมด
นอกจำนวนคนพิการทั้ง 1,339 คน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างของการสำรวจนี้ มากกว่า 95% (1,283) จากทั้งหมดเคยได้รับบริการฟื้นฟูในรูปแบบใดรูปหนึ่งมาก่อน และในจำนวนผู้ที่ได้รับการฟื้นฟูนั้น 18.7% อยู่ในระบบการศึกษา 31.4% เรียนในโรงเรียนรัฐ และอีก 39.4% เรียนการศึกษานอกโรงเรียน ไม่มีใครได้เรียนมหาวิทยาลัย
3.6 กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิคนพิการในปี 2544 เพื่อให้ความคุ้มครองสิทธิของคนพิการ (ดูพระราชบัญญัติฉบับสมบูรณ์ในภาคผนวก 1) อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ยังไม่ครอบคลุมความต้องการทั้งหมดของคนพิการ รัฐบาลจึงได้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับคณะกรรมการร่างพระราชบัญญัติในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คณะทำงานประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรคนพิการต่างๆ นักกฎหมายและจากสาขาวิชาชีพต่างๆ ขอบเขตของกฎหมาย ครอบคลุมไปถึงเครื่องมือในการตรวจรักษาที่เหมาะสม การระบุถึงสิทธิและหน้าที่ และ กระบวนการทางกฎหมาย เช่น คนพิการที่ได้รับมรดก การสมรสและสินสมรส รวมไปถึงประมวลกฎหมายลักษณะแพ่งและอาญา และบทบัญญัติในหัวข้อต่างๆ
แม้ว่าจะมีการผ่านพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิคนพิการ แต่รัฐบาลก็มิได้ออกพระราชบัญญัติหรือแก้ไขกฎหมายและข้อบังคับที่ครอบคลุมไปถึงการขนส่ง และกฎหมายแรงงานเพื่อให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพและความปลอดภัยในที่ทำงานและในที่สาธารณะ ในระบบขนส่ง และภายในบ้าน และรวมไปถึงการวางมาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องมือที่ใช้ในอุตสาหกรรม ในบ้านและที่ใช้ส่วนตัว โดยการออกแบบให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้ที่เป็นคนพิการ ยิ่งไปกว่านั้นคือ รัฐบาลมิได้แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ และการคุ้มครองสิทธิของคนพิการในการเข้าถึงการศึกษา ข้อมูลข่าวสาร และอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงสำหรับใช้ในการอัดเสียง การถ่ายโอน การแปล และการผลิตอุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้
กรมสรรพากรได้ส่งจดหมายเวียนแจ้งให้ทราบถึงการยกเว้นภาษีนำเข้า พาหนะ เครื่องมืออำนวยความสะดวก อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมไปถึงอุปกรณ์และเครื่องมือทุกชนิดที่จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีการลดหย่อนภาษี หรือการยกเว้นภาษี สำหรับคนพิการ ผู้ว่าจ้างคนพิการ และผู้ผลิตเครื่องมืออำนวยความสะดวก
เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเงิน ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทำให้บังคลาเทศไม่สามารถกระจายระบบ สวัสดิการสังคมไปได้ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการการส่งเสริมสวัสดิสังคมแก่คนพิการผู้ยากไร้ได้ถูกยกขึ้นมาสนทนาในการสัมนาต่างๆรวมทั้งในรัฐสภา ประเด็นที่พิจารณาประกอบไปด้วยเงินสวัสดิการสำหรับคนพิการ และเงินสงเคราะห์สำหรับการเดินทางและสถานพยาบาล
3.8 การบริการทางการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และเครื่องมืออำนวยความสะดวก
ระบบการดูแลรักษาสุขภาพในบังคลาเทศนั้นไม่รวมการฟื้นฟูทางการแพทย์สำหรับคนพิการ ดังนั้นส่วนใหญ่คนพิการจึงจำต้องอาศัยการรักษาจากหมอพื้นบ้าน และหากต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษเกินกว่าที่หมอพื้นบ้านจะให้ได้ก็จะไปพึ่งองค์กรเอกชน (NGO) ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าองค์กรเอกชนเป็นหน่วยงานหลักในการให้บริการแก่คนพิการ ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการป้องกันความพิการและการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการไปด้วย หนึ่งในองค์กรพัฒนาเอกชนขนาดใหญ่ที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการช่วยเหลือด้านการแพทย์แก่คนพิการในบังคลาเทศ คือมูลนิธิ Impact Foundation Bangladesh ซึ่งเป็นองค์กรที่ก่อตั้ง Floating Hospital ขึ้นในปี 2542 โรงพยาบาลแห่งนี้ให้บริการด้านการรักษาโรคทั่วไปและการผ่าตัดแก่คนพิการที่อยู่ในท้องถิ่นห่างไกล
การขาดการสนับสนุนด้านการเงินและเทคโนโลยี วัตถุดิบที่ด้อยคุณภาพ และขาดบุคลากรที่เชี่ยวชาญ ล้วนแต่เป็นข้อจำกัดในการผลิตเครื่องมืออำนวยความสะดวก ในบังคลาเทศแขนขาเทียมผลิตขึ้นที่ Orthopedic Hospital
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพยายามหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับอุปกรณ์จำเป็นเหล่านี้ รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตด้วย รัฐบาลได้ประกาศยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้าเครื่องมืออำนวยความสะดวกและส่วนประกอบและชิ้นส่วนสำรองอย่างเป็นทางการแล้ว อย่างไรก็ดีเป็นเรื่องยากยิ่งสำหรับทั้งผู้ใช้และผู้นำเข้าที่จะไปนำอุปกรณ์เหล่านี้ออกจากศุลกากร เนื่องจากส่วนใหญ่มักไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ปกติการนำสินค้าออกจากท่าเรือได้ต้องได้รับอนุญาตเป็นพิเศษจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของศุลกากร
ที่บังคลาเทศไม่มีการฝึกอบรมสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมืออำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการอย่างเป็นทางการ มีองค์กรพัฒนาอยู่ 3 องค์กรที่เปิดให้มีการฝึกอบรมแก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจากองค์กรอื่นๆ องค์กรทั้งสามดังกล่าวนี้ ประกอบด้วย ศูนย์การพัฒนาคนพิการ (Centre for Disability in Development: CDD), ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาต (Centre for Rehabilitation of the Paralysed: CRP) และ Interlife Bangaladesh
ในเดือนกันยายน 2541 เครือข่ายเครื่องมืออำนวยความสะดวก (Assistive Device Network: ADNet) ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีหน้าที่ช่วยเหลือและให้การสนับสนุนองค์กรต่างๆที่จัดกิจกรรมขึ้น เพื่อช่วยให้สถานการณ์ของคนพิการดีขึ้นโดยการใช้เครื่องมืออำนวยความสะดวก เดือนพฤศจิกายน 2541 เครือข่ายเครื่องมืออำนวยความสะดวกมีสมาชิกซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยงานของรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนรวมทั้งสิ้น 8 องค์กร องค์กรสมาชิกเหล่านี้ผลิตและแจกจ่าย อวัยวะเทียม เครื่องมือสำหรับการยืนและเดิน ที่นั่งพิเศษสำหรับคนพิการ รถเข็น จักรยานสามล้อ เครื่องช่วยฟัง ของเล่น เครื่องมือช่วยเหลือคนพิการสำหรับใช้ในกิจวัตรประจำวัน เครื่องป้องกันเท้า เครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับการทำงาน เครื่องมือสำหรับการสื่อสาร และหนังสืออักษรเบรลล์ นอกจากนั้นยังให้ความช่วยเหลือในการดัดแปลงบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆให้เหมาะสมและสะดวกในการเข้าถึง
Bangladesh Protibandhi Kallyan Somity (BPKS) ได้จัดตั้งศูนย์ผลิตเครื่องมืออำนวยความสะดวกขึ้นในปี 2541 ทำหน้าที่ในการผลิตเครื่องมืออำนวยความสะดวกชนิดต่างๆ รวมไปถึงให้ความช่วยเหลือด้านการซ่อมและบำรุงรักษา เครื่องมืออำนวยความสะดวกที่ผลิตได้แก่ รถเข็นประเภทต่างๆ ไม้ค้ำยัน ไม้เท้า และเฝือก นอกจากนั้นที่ศูนย์แห่งนี้ยังได้พัฒนารถเข็นในรูปแบบต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของคนพิการที่ต้องการความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ไปมามากขึ้น
องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) จำนวนมากและหน่วยงานของภาครัฐได้ทำโครงการต่างๆ เกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (CBR) ทั่วประเทศ รัฐบาลได้จัดการประชุมเอเชียใต้ ครั้งที่ 2 ว่าด้วยเรื่องการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนสำหรับคนพิการ ณ กรุงธากา (Dhaka) ในปี 2540 ผลการประชุมทำให้เกิดปฏิญญาธากา (Dhaka Declaration) ซึ่งให้ความสำคัญกับการทำงานของรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนในท้องถิ่น ในการสนับสนุนการหาสาเหตุของความพิการ
ภายใต้กรอบการทำงานของ NCC ทำให้เกิดคณะกรรมการระดับจังหวัด (DCC) ขึ้นในบางจังหวัดของประเทศ โดยมีตัวแทนจากทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชนร่วมมือกันจัดโครงการระดับท้องถิ่นว่าด้วยเรื่องความพิการภายใต้แนวคิดการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (CBR) ปัจจุบันมีความพยายามให้ทั้ง 64 จังหวัดทั่วประเทศมีคณะกรรมการระดับจังหวัด
มีองค์กรเอกชนกว่า 65 องค์กรและหน่วยงานภาครัฐอย่างน้อย 3 หน่วยงานที่ทำโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับคนพิการซึ่งส่วนใหญ่นำแนวคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (CBR) มาใช้ ตัวอย่างเช่น องค์กร CDD ซึ่งดำเนินงานเพื่อส่งเสริมให้คนพิการได้เข้ามามีส่วนร่วมกับสังคมทั่วไป โดยใช้แนวคิดเรื่องการทำงานกับคนพิการและทุพพลภาพในชุมชน (Community Approaches to Handicap and Disability: CAHD) ยุทธศาสตร์คือ การนำแนวความคิดเรื่องการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (CBR) มาใช้ เน้นความต้องการของชุมชนโดยรวมและตอบสนองความต้องการนั้นๆ โดยรวมปัญหาอันเกิดจากความบกพร่องทางร่างกายและความพิการเพื่อนำไปสู่การพัฒนาให้ความช่วยเหลือ นอกจากนั้นยังจัดให้มีการฝึกอบรมให้แก่องค์กรเพื่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพให้แก่องค์กร ให้การฝึกอบรมแก่วิทยากรฝึกอบรม (Training of Trainers: TOT) เพื่อพัฒนาความสามารถในการทำงานและเตรียมความพร้อมให้มีความรู้ในการใช้เครื่องมือเพื่อการป้องกันและการฟื้นฟูสมรรถภาพ
จากความพยายามในการแก้ไขปัญหาความพิการอย่างเป็นระบบ องค์กร CDD ได้พัฒนาและดำเนินงานโดยใช้แนวคิดเรื่องการทำงานกับคนพิการและทุพพลภาพในชุมชน (CAHD) ซึ่งเป็นการนำแนวคิดการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (CBR) มาปรับใช้ CAHD ตระหนักถึงการให้ความช่วยเหลือแกผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ทุพพลภาพ และคนพิการ ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานที่เกี่ยวเนื่องกันและนำไปสู่ความพยายามที่จะก่อให้เกิด ความตระหนักถึงการดำรงอยู่ของคนพิการและผู้ที่มีความบกพร่อง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและควรได้รับสวัสดิการต่างๆ ที่พวกเขาพึงมี กิจกรรมต่างๆ ที่องค์กรจัดทำขึ้นเกิดจากแนวคิดเรื่องการทำงานกับคนพิการและทุพพลภาพในชุมชน (CAHD) และกระบวนการทำงาน และการให้องค์กรต่างๆ นำแนวคิด CAHD ไปใช้ ถือเป็นกลวิธีที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเผยแพร่โครงการ
แนวคิด CAHD ได้รับการพัฒนาขึ้นในประเทศบังคลาเทศในปี 2540 โดย CDD และได้รับการสนับสนุนจาก Handicap International (HI) ของฝรั่งเศส และ Christoffel Blindenmission (CBM) ของเยอรมณี การสนับสนุนจากต่างชาติเป็นไปอย่างถูกต้องเหมือนองค์กรนานาชาติอื่นๆ เช่น Action Aid Bangladesh, Save the Children Fund Sweden และ Foundation for Childrens Welfare Stamps Netherlands, Nippon Foundation Japan and the CBR Development and Training Center Indonesia จุดมุ่งหมายของ CAHD คือ การสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆเพื่อลดทัศนคติแง่ลบอันเกิดจากความพิการ เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติหากต้องเผชิญกับความพิการ การบรรลุวัตถุประสงค์ของ CAHD โครงการที่จัด
องค์ประกอบของการใช้แนวคิด CAHD เป็นฐานในการปฏิบัติงาน มี 4 ส่วนดังต่อไปนี้
การสื่อสารในสังคม (Social Communication) ความตระหนักและทัศนคติ
การมีส่วนร่วมและสิทธิ (Inclusion and Rights) การมีสถานภาพและสิทธิที่เท่าเทียมในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและกิจกรรมทางสังคมและการเมือง
การฟื้นฟูสมรรถภาพ (Rehabilitation) การฟื้นฟูด้วยการบำบัด
ให้ความช่วยเหลือผู้ที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายและทุพพลภาพ โดยการลดความยากลำบากในการทำสิ่งต่างๆ อันเป็นผลมาจากความบกพร่องและเพิ่มการพัฒนาให้แก่คนพิการ โดย
การจัดการ (Management)หน้าที่ขององค์กรถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับกิจกรรมทั้ง 3 ที่กล่าวมาข้างต้น ให้ดำเนินไปพร้อมๆ กัน มีความเกี่ยวข้อง มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดย:
ประสิทธิผลของ CAHD จำเป็นต้องมีการทำกิจกรรมใน 3 ระดับ ดังต่อไปนี้
การดำเนินงาน กิจกรรมต่างๆที่องค์กรจัดทำขึ้นเกิดจากแนวคิดเรื่องการทำงานกับคนพิการและทุพพลภาพในชุมชน (CAHD)และกระบวนการดำเนินงาน และการให้องค์กรต่างๆนำแนวคิด CAHD ไปใช้ ถือเป็นกลวิธีที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเผยแพร่โครงการ
CAHD จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากองค์กรต่างๆจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นจากภาครัฐไปจนถึงองค์กรพัฒนาเอกชนขนาดเล็กในระดับท้องถิ่น การดำเนินงานในระบบ CAHD ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมขององค์กรพื้นฐาน ซึ่งแบ่งตามประเภทขององค์กรได้ดังต่อไปนี้
องค์กรสำคัญ (Initiating Organizations): องค์กรส่วนใหญ่เป็นองค์กรเอกชนนานาชาติ (international non-government organization: INGO) หรือองค์กรท้องถิ่นที่ได้รับการสนับสนุนจาก INGO ที่มีความสนใจ มีทักษะและมีทรัพยากรที่สามารถนำระบบ CAHD ไปพัฒนาในระดับภูมิภาคหรือระดับประเทศได้
องค์กรดำเนินงาน (Implementing Organizations): องค์กรสนับสนุนการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยคนพิการโดยชุมชน (CBR) ที่ให้ความช่วยเหลือคนในชุมชน
องค์กรการวิจัย (Research Organizations): เป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญและศักยภาพในการพัฒนาระบบการติดตามผล การทำวิจัยและประเมินผลกิจกรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ CAHD
องค์กรการจัดหาผู้เชี่ยวชาญ (Referral Organization): เป็นองค์กรที่มีศักยภาพในการให้บริการทางการแพทย์และการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่คนพิการ
เครือข่าย CAHD คือ กลุ่มองค์กรที่จัดตั้งขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ โดยทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน เช่น การดำเนินระบบ CAHD ให้เป็นผลสำเร็จ
ขั้นตอนในการดำเนินงาน ขั้นตอนพื้นฐานในการดำเนินระบบ CAHD มีดังต่อไปนี้
ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาต (CRP) เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่จัดให้มีโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพขนาดใหญ่ ศูนย์แห่งนี้เปิดเมื่อปี 2522 ปัจจุบันรองรับคนไข้ได้กว่า 100 เตียง ขณะเดียวกันก็ให้การฝึกอาชีพ ให้ทุนกู้ยืม และให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่คนพิการ ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาตดำเนินโครงการ การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (CBR) โดยได้รับความช่วยเหลือจากกรมสวัสดิการสังคมแห่งบังคลาเทศ วัตถุประสงค์ของศูนย์ CRP คือ
ปัจจุบัน ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาต (CRP) มีสาขาย่อยอยู่ 3 สาขา คือ Gonokbari (Savar), Dhaka City Centre (Mohammadpur) และ Gobindapur (จังหวัด Mouvlibazar) และ กำลังก่อสร้างศูนย์เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพแห่งใหม่ อยู่ที่ Mirpur ในเมืองธากา ที่สาขา Savar ให้การรักษาทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ซึ่งสาเหตุของความพิการของผู้ป่วยส่วนใหญ่มาจากอุบัติเหตุ
สถาบันสุขภาพบังคลาเทศ (The Bangladesh Health Professions Institute) เป็นวิทยาลัยฝึกอบรม ตั้งอยู่ที่ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาต สาขาเมือง Savar สอนถึงระดับปริญญาตรี เปิดสอน นักกายภาพบำบัด นักอาชีวบำบัด พยาบาลเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ครูสำหรับการศึกษาพิเศษ และพนักงานที่ให้บริการด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่คนพิการ
ปัจจุบันยังไม่มีองค์กรใดๆ ที่ส่งเสริมหรือดำเนินการเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการในบังคลาเทศอย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะมีศูนย์ฝึกอบรมอาชีพที่ดำเนินการโดยมีแนวคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (CBR) อยู่ทั่วประเทศก็ตาม
หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลประสบความสำเร็จในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ตัวแทนและองค์กรพัฒนาเอกชน จัดทำโครงการต่างๆ เพื่อที่จะส่งเสริมให้ตระหนักถึงคนพิการ พระราชบัญญัติสวัสดิการสังคมคนพิการ ปี 2544 มีเนื้อหาที่มุ่งเน้นที่การส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้และป้องกันความพิการ เนื้อหามีดังนี้:
ข้อมูลข้างล่างนี้คือส่วนหนึ่งของโครงการที่รัฐบาลได้จัดทำขึ้นเพื่อให้สาธารณชนเกิดความตระหนักรู้
แม้ว่าโครงการเหล่านี้ทำให้สาธารณชนในบังคลาเทศมีความตระหนักเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยให้ลดความเชื่อผิดๆ ที่สืบทอดกันมาเกี่ยวกับความพิการ มีหลายโครงการที่ถูกไว้ในหลักสูตรการศึกษา แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการของบังคลาเทศและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่ได้ริเริ่มที่จะปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาและอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆที่จะเปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนพิการ และไม่มีข้อมูลที่จะช่วยส่งเสริมให้คนพิการอยู่ในสังคมได้
กระทรวงสวัสดิการโดยความร่วมมือจากองค์กรพัฒนาเอกชน ได้จัดกิจกรรมการกีฬาและวัฒนธรรมสำหรับคนพิการอยู่เป็นประจำ เพื่อให้สาธารณชนมีความตระหนักรู้ต่อคนพิการ นอกจากนั้นองค์การพัฒนาหลายองค์กรก็จัดกิจกรรมกีฬาและวัฒนธรรมให้กับคนพิการ นักกีฬาที่พิการก็ได้เข้าร่วมแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ เช่น World Special Olympics ในเดือนมิถุนายน 2546
สมาพันธ์กีฬาแห่งชาติ ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้มีกิจกรรมกีฬาสำหรับคนพิการ ทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชนได้ร่วมกันจัดให้มีการแข่งขันกีฬาสำหรับคนพิการในระดับประเทศ ไม่ได้มีเฉพาะแค่ในระดับท้องถิ่นเท่านั้น
รัฐบาลได้ก่อตั้งสภาความร่วมมือแห่งชาติซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากองค์กรพึ่งตนเองของคนพิการ รัฐบาลได้งบประจำปี สนับสนุนองค์การเพื่อการพึ่งตนเองของคนพิการผ่านมูลนิธิแห่งชาติเพื่อให้การพัฒนาคนพิการ ตัวแทนจากองค์การเพื่อการพึ่งตนเองของคนพิการได้จัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจแห่งชาติเพื่อช่วยเหลือคนพิการ องค์การเพื่อการพึ่งตนเองของคนพิการให้ความช่วยเหลือครอบคลุมความพิการทั้ง 4 ประเภทคือ ความบกพร่องทางร่างกาย การมองเห็น การพูดและการได้ยินและสติปัญญา
องค์การเพื่อการพึ่งตนเองของคนพิการเป็นองค์การเพื่อการพึ่งตนเองเพียงองค์กรเดียวที่ริเริ่มโดยมี Bangladesh Protibandhi Kallyan Somity (BPKS) ตั้งแต่ปี 2528
BPKS เป็นองค์กรพัฒนาเอชน ตั้งอยู่ที่เมืองธากา ให้ความช่วยเหลือและพัฒนาคนพิการทุกประเภท เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเองในระดับรากหญ้า ปัจจุบัน BPKS ได้ใช้แนวความคิดที่ว่า ให้คนพิการริเริ่มพึ่งตนเอง หลักการสำคัญของแนวคิดนี้ก็คือ ให้เริ่มต้นด้วยตัวเราเอง ให้เราฝึกฝนและฟื้นฟูร่างกายด้วยการ “ฟังเสียงของตัวเราเอง“
จากประสบการณ์ภาคสนามและจากเหตุการณ์ต่างๆ แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนามาเป็นแนวคิดทฤษฎีเรื่องสิทธิ การมีส่วนร่วมและโอกาสที่เท่าเทียมกันของทุกๆคน จากความเพียรพยายามที่ช่วยเหลือคนพิการระดับรากหญ้าให้เริ่มต้นพึ่งตนเองได้ นำไปสู่การมีส่วนร่วมในครอบครัว สังคม ชาติและนานาชาติ องค์กร BPKS ได้ทำสิ่งเหล่านี้และได้เห็นถึงความสำเร็จของคนพิการด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สถานภาพความเป็นอยู่ที่เท่าเทียม ขจัดอุปสรรคโดยการตอบสนองความต้องการของคนพิการ ดังนั้นคนพิการในชุมชนที่อยู่ภายใต้ระบบโครงสร้างขององค์กรนี้ จึงเรียกว่า องค์กรของคนพิการเพื่อการพัฒนา
องค์กร BPKS พัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรม 16 โปรแกรม ประกอบด้วย การส่งเสริมการศึกษา การสนับสนุนทางการแพทย์ (ประกอบด้วยการเข้ารับการฟื้นฟูและการศัลยกรรม) โครงการรณรงค์ให้เกิดการตื่นตัว จัดหางาน เสริมสร้างความเคารพตนเอง และการบำบัดโดยครอบครัว
รัฐบาลมิได้ออกนโยบายเฉพาะสำหรับสตรีพิการ ดังนั้นจึงมีองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนมากให้การสนับสนุนโครงการสำหรับสตรีพิการ เหมือนประเทศที่กำลังพัฒนาทั่วไป สตรีในบังคลาเทศได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมผู้ชายและถูกจำกัดบทบาทในสังคม สตรีพิการยิ่งได้รับความเจ็บปวดเป็นสองเท่าจากสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ
การศึกษาของ CSID ได้กล่าวว่าสตรีพิการที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากครอบครัว มักไม่กล้าที่จะเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ทำให้เค้าไม่ได้เรียนรู้และฝึกทักษะทางสังคม CSID ยังชี้ให้เห็นว่าสตรีพิการเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางอารมณ์ ร่างกายและทางเพศ สตรีพิการที่ถูกล่วงละเมิดมีจำนวนสูงถึง 92 %
3.15 การค้นหาและป้องกันความพิการตั้งแต่แรกเริ่ม และการให้การศึกษาแก่คนพิการ
การค้นพบความพิการตั้งแต่แรกเริ่มเป็นประเพณีปฏิบัติของประเทศบังคลาเทศที่ส่วนใหญ่คลอดบุตรที่บ้านและเด็กที่ออกมาก็ไม่ได้รับการบริการทางสุขภาพขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น ส่วนใหญ่เมื่อคลอดบุตรที่บ้าน ผู้ที่ทำคลอดให้ ก็คือ หมอตำแย (Traditional Birth Attendant: TBA) ซึ่งมักไม่เคยผ่านการอบรมและไม่มีใบรับรอง ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเริ่มโครงการฝึกอบรมให้กับ TBA รวมไปถึงการป้องกันความพิการของทารกตั้งแต่แรกคลอด ด้วยความร่วมมือจากองค์กรพัฒนาเอกชน รัฐบาลได้วางมาตรการในการกระตุ้นครอบครัวให้ไปคลอดบุตรที่ศูนย์สุขภาพและโรงพยาบาล นอกจากนั้นรัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชนยังได้จัดให้มีการฝึกอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ดูแลแม่และเด็กด้วย
การเข้าไปช่วยเหลือNGO ทำงานอย่างหนักเพื่อหาและให้การช่วยเหลือเด็กที่พิการในชุมชน ครูฝ่ายทรัพยากรของโรงเรียนรัฐบาลที่เป็นแบบเรียนร่วมมีหน้าที่รับผิดชอบในการค้นหาเด็กพิการ ในเบื้องต้นคือหาเด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา เด็กที่พบว่ามีความบกพร่องก็จะได้รับความช่วยเหลือให้เข้าเรียนในชั้นเรียนพิเศษ อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ไม่ได้ทำให้เด็กจำนวนมากได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
หลายปีมาแล้วที่องค์กรพัฒนาเอกชนจัดการฝึกอบรมและให้การบริการเพื่อสนับสนุนให้มีการค้นหาเด็กพิการตั้งแต่แรกเริ่ม ปัจจุบันมีวิทยากรฝึกอบรมที่มีทักษะความรู้และมีเครื่องมือให้ข่าวสารเพื่อค้นหาและให้ความช่วยเหลือเด็กพิการ องค์กรพัฒนาแสดงความสนใจในการทำงานเพื่อป้องกันการพิการตั้งแต่แรกเริ่มและการค้นหาเด็กพิการโดยการจัดให้มีการฝึกอบรมและจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือเพื่อพัฒนาทักษะความรู้ให้เจ้าหน้าที่ภาคสนาม
การให้การศึกษาขอบเขตของการศึกษาสำหรับเด็กพิการในบังคลาเทศยังคงจำกัดเป็นอย่างมาก เนื่องจากขาดแคลนสถาบันที่รับเด็กพิการเข้าเรียน และขาดแคลนครูที่มีทักษะในการสอนเด็กพิการ แม้ว่าจะมีผู้ที่เต็มใจสอนเด็กพิการก็ตาม แต่ไม่สามารถสอนได้เนื่องจากขาดหลักสูตรและขาดอุปกรณ์เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับสอนเด็กพิการ
มีความพยายามเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการที่จะปรับปรุงวิธีการสอนตลอดจนเครื่องมือเพื่อใช้สอนเด็กพิการ อย่างไรก็ตามโปรแกรมการฝึกอบรมครูสำหรับครูฝ่ายทรัพยากรของโรงเรียนแบบรวมของรัฐบาล สถาบันกาศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัย Dhaka และองค์กรพัฒนาเอกชนบางแห่ง ก็จัดให้มีมีการฝึกอบรมให้ครูที่จะสอนเด็กพิการ
การประชุมเชิงปฏิบัติการที่จัดโดย NFOWD โดยความช่วยเหลือจากรัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชน ได้จัดการประชุมเกี่ยวกับการรวมการสอนเด็กพิการเข้ากับการสอนแบบปกติ และการเน้นให้มีการจัดให้มีการเรียนแบบพิเศษในระดับชาติและระดับท้องถิ่น สำหรับผู้เรียนที่พิการที่ไม่สามารถเข้าเรียนแบบปกติได้
การสร้างความมั่นใจในการศึกษาสำหรับทุกคน กระทรวงศึกษาธิการได้นำข้อสรุปจากการประชุมที่หาดจอมเทียน เมื่อปี 2533 ซึ่งในที่ประชุมได้ประกาศนโยบาย “การศึกษาสำหรับทุกคน”คำประกาศนี้หมายรวมไปถึงเด็กๆทุกคนและเด็กพิการด้วย ถึงแม้การศึกษาสำหรับคนพิการเป็นหน้าที่รับผิดชอบหลักของกระทรวงสวัสดิการสังคมแต่การให้บริการจากกระทรวงก็ยังมีไม่เพียงพอ ดังนั้นในการออกพระราชบัญญัติและนโยบายเกี่ยวกับคนพิการแห่งชาติ รัฐบาลจึงจัดให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเรื่องความพิการ ผลจากการประชุม คณะกรรมการเฉพาะกิจจึงถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อนำประเด็นเรื่องความพิการใส่ไว้ในแผนการพัฒนาระดับชาติ
ยังไม่มีการริเริ่มที่จะพัฒนาปรับปรุงนโยบายหรือพระราชบัญญัติในการปฏิรูปการศึกษาจากที่เน้นเรื่องเนื้อหาวิชาไปเน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง อย่างเป็นรูปธรรม แต่กรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Department of Primary and Mass Education)ก็ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กพิการในประเทศ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าควรจะพัฒนานโยบายเพื่อรวมการศึกษาสำหรับเด็กพิการเข้ากับการศึกษาแบบปกติ การช่วยเหลือเด็กที่พิการเข้ารับการศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชนจัดฝึกอบรมการสอนเด็กพิการให้แก่ครูในสถาบันการศึกษา
กรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (DPE) ในสังกัดกระทรวงศึกษา ได้จัดทำโครงการการวิจัยในปี 2545 ในหัวข้อ การให้การศึกษาแก่เด็กที่มีปัญหาในการเรียน: เด็กพิการ (ESTEEM II) รัฐบาลตระหนักว่า นโยบายการศึกษาสำหรับทุกคนจะประสบความสำเร็จได้ ถ้าหากการให้การศึกษาสำหรับเด็กพิการสัมฤทธิ์ผล การศึกษาจัดทำขึ้นเพื่อช่วยให้รัฐบาล พัฒนา และ/หรือปฏิรูปนโยบายการศึกษาสำหรับเด็กพิการในบังคลาเทศ ถ้าหากกระทรวงสวัสดิการสังคมไม่เข้ามามีบทบาทในการช่วยให้เด็กที่พิการได้มีส่วนร่วมในการศึกษาในระบบปกติ ความสัมฤทธิ์ผลในการสอนเด็กพิการก็จะไม่เกิดขึ้น
ส่วนหนึ่งในงานวิจัยของ ESTEEM II ข้อมูลการสำรวจเก็บจากเด็กพิการ 360 คน ผลจากการสำรวจ มีเพียง 28 % ของจำนวนทั้งหมดที่กล่าวว่าไม่มีปัญหาในการเรียน ส่วนที่เหลือ 72 % กล่าวว่าผู้ปกครองของพวกเขาประสบปัญหาในการหาที่เรียน ผู้ตอบแบบสอบถาม 56 % เป็นผู้ชายและอีก 44 % เป็นผู้หญิง และ 66 % อาศัยอยู่ในชนบท 50% ของผู้ตอบแบบสอบถามเป็นคนพิการทางร่างกาย และอีก16 % มีความบกพร่องทางการฟังและการพูด
ที่มา: ESTEEM II Study
ที่มา: ESTEEM II Study
ผลการวิจัยสรุปได้ว่ามีเพียง 11 % เท่านั้นที่ได้รับการศึกษา ตารางที่ 8 นี้แสดงให้เห็นประเภทโรงเรียนที่พวกเขาเข้าเรียน
| ประเภทของความพิการ | ปกติ | นอกโรงเรียน | เรียนร่วม | บูรณาการ | พิเศษ | รวม |
|---|---|---|---|---|---|---|
| ทางกาย | 68 | 5 | 5 | 18 | 5 | 101 |
| ซ้ำซ้อน | 20 | 20 | 20 | 40 | 0 | 100 |
| ทางสติปัญญา | 33 | 17 | 0 | 17 | 33 | 100 |
| ทางสายตา | 0 | 0 | 0 | 25 | 75 | 100 |
| ทางการได้ยินและการพูด | 50 | 0 | 0 | 50 | 0 | 100 |
| อื่นๆ | 0 | 100 | 0 | 0 | 0 | 100 |
| รวม | 48 | 10 | 5 | 23 | 15 | 101 |
ที่มา: CSID, ESTEEM II Survey
อื่นๆ รวมทั้งเด็กที่เป็นโรคสมองพิการ (cerebral palsy)
หมายเหตุ: สาเหตุที่รวมทั้งหมดแล้วไม่เท่ากับ 100% เนื่องจากการตัดจุดทศนิยม
การจัดหาเครื่องมือช่วยสอนที่เหมาะสม เนื่องจากขาดแคลนเครื่องมือช่วยสอนที่และอุปกรณ์เครื่องช่วยเหลือคนพิการ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เหมาะสมทำให้ผลสำเร็จในการสอนคนพิการเป็นไปได้ยาก มีองค์กรพัฒนาเอกชนเพียงไม่กี่แห่งที่มีศูนย์การศึกษาพิเศษที่มีอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆคอยให้บริการ รัฐบาลได้จัดตั้งโรงเรียนรวม 64 แห่งสำหรับสอนคนพิการทางสายตา ซึ่งมีอุปกรณ์เครื่องมือที่เป็นอักษรเบรลล์
การเพิ่มอัตราการได้รับการศึกษาสำหรับเด็กทุกๆคนแม้ว่าจะไม่มีนโยบายที่มุ่งเน้นเรื่องการให้การศึกษาแก่เด็กพิการ แต่ก็ได้มีความพยายามให้กระทรวงและทบวงกรมที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบในการจัดการศึกษาแบบรวมการศึกษาสำหรับคนพิการเข้ากับการศึกษาปกติ ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีเจ้าภาพร่วมคือกระทรวงสวัสดิการสังคมและ NFOWD เพื่อร่วมกันพิจารณาเรื่องการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนที่พิการ
มีการรวมการศึกษาสำหรับคนพิการเข้าในหลักสูตรการศึกษาแบบปกติน้อยมาก กระทรวงศึกษาธิการจึงนำผลการศึกษาจาก ESTEEM II ขึ้นมาพิจารณาหาความเป็นไปได้ในการรวมการศึกษารสำหรับคนพิการเข้ากับการศึกษาแบบปกติ
โรงเรียนพิเศษที่ดำเนินงานโดยองค์กรพัฒนาเอกชน และโรงเรียนรวมของรัฐบาล ให้การสนับสนุนระบบ และอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆสำหรับคนพิการ จัดการฝึกอบรมให้แก่ครู มีอุปกรณ์เครื่องมือช่วยสอน และบริการทางการแพทย์และอุปกรณ์เครื่องช่วยสำหรับเด็กพิการ
ได้มีการริเริ่มพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน เพื่อช่วยส่งเสริมให้การสอนเด็กที่มีความสามารถที่แตกต่างกันรวมไปถึงเด็กพิการให้สัมฤทธิ์ผล ในระดับองค์กรพัฒนาเอกชน ได้จัดให้มีโปรแกรมการฝึกอบรมสำหรับครูสอนเด็กพิการด้วย องค์การ UNESCO ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อปฐมนิเทศครูเพื่อให้ความช่วยเหลือรัฐบาล ตลอดจนองค์กรแห่งชาติและองค์กรนานาชาติด้วย ครูที่สอนในโรงเรียนรวมของรัฐบาลก็ได้รับการฝึกอบรมด้วยเช่นกัน สถาบันการศึกษาพิเศษจัดการฝึกอบรมให้กับครูสอนผู้สอนนักเรียนพิการอยู่เป็นประจำ มหาวิทยาลัย Dhaka ก็มีแผนกการศึกษาพิเศษสอนที่สอนถึงระดับปริญญาโท
โปรแกรมการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมีโรงเรียนรัฐบาลสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ทั้งหมด 7 แห่งทั่วประเทศ และรัฐบาลก็ได้จัดตั้ง ศูนย์การศึกษาพิเศษนานาชาติ (The National Complex for Special Education) รองรับนักเรียนได้ 1,500 คน โดยความร่วมมือจากสำนักงานเพื่อการพัฒนาแห่งนอร์เวย์ (Norwegian Agency for Development: NORAD) กรมสวัสดิการสังคมบังคลาเทศได้จัดตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษแห่งชาติ ( National Center for Special Education: NCSE) ตั้งแต่ปี 2534 ที่เมือง Dhaka ให้การศึกษาและโปรแกรมการฝึกอบรมสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางจิต การมองเห็นและการได้ยิน ปัจจุบันมีโรงเรียนพิเศษสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินอยู่ 33 แห่ง
3.16 การฝึกอบรมและการจ้างแรงงาน
การเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับคนพิการในบังคลาเทศยังคงจำกัดอยู่มาก อุปสรรคสำคัญสำคัญอย่างหนึ่งของการจ้างงานคนพิการคือทัศนคติแง่ลบและขาดความรู้เรื่องศักยภาพและความสามารถของลูกจ้าง นอกจากนั้นยังขาดประสบการณ์ ขาดทักษะความชำนาญในอาชีพและการฝึกอบรมทำให้คนพิการขาดโอกาสในการเข้าร่วมทำงาน แม้ว่าบังคลาเทศได้ออกพระราชบัญญัติเรื่องการจ้างแรงงานคนพิการและวางนโยบายคนพิการแห่งชาติ แต่นโยบายเกี่ยวกับการจ้างงานคนพิการก็ไม่เป็นผลมากนัก
รัฐบาลประกาศการจ้างแรงงาน 10 % ของคนพิการและเด็กกำพร้า แต่นโยบายนี้ก็ไม่ได้รับความสนใจจากนายจ้างทั่วไป ดังนั้นรัฐบาลจึงเพิ่มการเปิดรับสมัครในหน่วยงานทุกๆ แห่งของรัฐบาล องค์การปกครองรับเอานโยบายจากนายกรัฐมนตรี ในการวางแผนเพื่อส่งเสริมให้มีการจ้างงานคนพิการ
รัฐบาลประกาศการจ้างแรงงาน 10 % ของคนพิการและเด็กกำพร้า แต่นโยบายนี้ก็ไม่ได้รับความสนใจจากนายจ้างทั่วไป ดังนั้นรัฐบาลจึงเพิ่มการเปิดรับสมัครในหน่วยงานทุกๆ แห่งของรัฐบาล องค์การปกครองรับเอานโยบายจากนายกรัฐมนตรี ในการวางแผนเพื่อส่งเสริมให้มีการจ้างงานคนพิการ
กระทรวงสวัสดิการสังคมได้ก่อตั้งสถาบันฝึกอาชีพเพื่อคนพิการ 2 แห่ง ซึ่งรวมทั้งศูนย์ฟื้นฟูอาชีพเพื่อคนพิการทางกาย (Employment Rehabilitation Centre for the Physically Handicapped) องค์กรพัฒนาบางแห่งก็จัดให้มีการฝึกพัฒนาทักษะเพื่อคนพิการร่วมด้วย แม้ศูนย์ต่างๆ เหล่านี้ได้รับความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ที่จำเป็นแต่ก็มีข้อจำกัดในด้านความสามารถในการให้บริการ
ที่บังคลาเทศยังไม่มีการรวมเรื่องการป้องกันและการฟื้นฟูสมรรถภาพในหลักสูตรการฝึกอบรมพนักงานที่ทำงานด้าน สุขภาพ การศึกษาและสังคม แต่ก็มีโปรแกรมการฝึกอบรมที่รวมเรื่องความพิการเข้าไปด้วย กรมบริการสังคมในสังกัดกระทรวงสวัสดิการสังคมร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน จัดให้มีการฝึกอบรมให้ให้พนักงานบริการสังคมทั่วประเทศ โดยคาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้พนักงานบริการสังคมจะได้รับการฝึกอบรมครบทุกคน
ศูนย์การศึกษาพิเศษแห่งชาติ (National Center for Special Education: NCSE) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2534 เพื่อฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ ประเมินความต้องการด้านการฝึกอบรมและการฟื้นฟูสมรรถภาพของคนพิการ และพัฒนาอุปกรณ์ช่วยเหลือและวิธีการสอนด้วย ศูนย์การพัฒนาคนพิการ (Centre for Disability in Development: CDD) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้แก่องค์กรที่ทำงานเพื่อคนพิการ ครูฝึกที่มีประสบการณ์และเจ้าหน้าที่ด้านทรัพยากรดำเนินการฝึกและพัฒนาเอกสารและหลักสูตรการฝึกเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นสำหรับองค์กรพัฒนาชุมชน
ปี 2545 CSID ทำการศึกษาเพื่อสำรวจจำนวนคนพิการที่ได้รับการจ้างแรงงานจากจำนวนคนพิการทั้งหมด 452 คน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า 60 % ประกอบอาชีพส่วนตัว ขณะที่รัฐบาลมีส่วนในการจ้างงานเพียง 5 % เท่านั้น
คนพิการได้โอกาสเข้าร่วมในการแข่งขันกีฬาระดับชาติด้วย เช่น การแข่งขันกีฬา Abilympics ครั้งที่ 6 ในเดือนพฤศจิกายน 2546 ในการแข่งขันครั้งนี้นักกีฬาจากบังคลาเทศได้เหรียญทอง 15 เหรียญ เหรียญเงิน 6 เหรียญและทองแดง 2 เหรียญ
3.17 สิ่งอำนวยความสะดวกและขนส่งมวลชน
พระราชบัญญัติคุ้มครองคนพิการ ปี 2544 กำหนดให้อาคารที่สร้างขึ้นใหม่และขนส่งมวลชนมีทางเข้าสำหรับคนพิการ แต่ก็มีผู้ริเริ่มทำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อนุสาวรีย์แห่งชาติ โรงพยาบาลและสถานที่ราชการบางแห่งจัดสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้คนพิการสามารถใช้บริการได้ แต่รัฐบาลก็ยอมรับว่ายังมีจำนวนน้อยและไม่เพียงพอกับความต้องการ การออกแบบอาคารองค์การบริหารแห่งใหม่ก็ดำเนินการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แก่คนพิการตามนโยบายที่ได้รับจากนายกรัฐ
สำนักงานกฏหมายแห่งชาติได้ให้ความร่วมมือโดยการปรับปรุงอาคารให้คนพิการเข้ารับการบริการในอาคารได้ แต่การปรับปรุงสาธารณูปโภคต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงและค่อนข้างยากลำบาก
3.18 การเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสาร
มีการริเริ่มพัฒนาเพื่อส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจภาษามือ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ควรได้รับการเผยแพร่ และเมื่อประสบความสำเร็จก็จะมีการฝึกอบรมเพื่อการสื่อสารและเพื่อพัฒนาเป็นล่ามภาษามือ พจนานุกรมภาษามือได้รับการพัฒนาขึ้นโดยสมาพันธ์คนหูหนวกแห่งบังคลาเทศ และได้รับการอนุมัติจากกระทรวงสวัสดิการสังคม
รัฐบาลบังคลาเทศจัดตั้งโรงพิมพ์อักษรเบรล์ลภายใต้สังกัดกรมบริการสังคม แต่โรงพิมพ์นี้ก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้เพราะว่าจำนวนเล่มและจำนวนเทปบันทึกเสียงสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสายตาลผลิตได้จำนวนจำกัด มีองค์กรพัฒนาเอกชนบางองค์กรเริ่มให้บริการพิมพ์อักษรเบรลล์โดยคอมพิวเตอร์ แต่กำลังในการผลิตก็มีจำกัดเช่นกัน
มีองค์กรพัฒนาเอกชนเพียงไม่กี่แห่งที่จัดให้มีการฝึกทักษะและให้การสนับสนุนผู้มีความบกพร่องทางสายตาให้ใช้คอมพิวเตอร์ที่ออกแบบเป็นพิเศษ แต่ก็มีข้อจำกัดตรงที่เข้าถึงได้เฉพาะนักเรียนเพียงไม่กี่คนและพนักงานองค์กรพัฒนาเอกชน
3.19 การบรรเทาความยากจน ด้วยการสร้างศักยภาพ สวัสดิการสังคม และการมีคุณภาพชีวิตแบบยั่งยืน
จากแผนการดำเนินงานแห่งชาติและพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องคนพิการ นายกรัฐมนตรีบังคลาเทศได้มีมติให้กำหนดแผนพัฒนาระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งประกอบด้วย การเริ่มให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อผ่านทางธนาคารเพื่อให้คนพิการและครอบครัวได้นำเงินทุนไปประกอบกิจการ มีธนาคารของรัฐบาล 2-3 แห่งสนับสนุนนโยบายดังกล่าวโดยจัดให้มีบริการสินเชื่อแก่คนพิการ
กระทรวงสวัสดิการสังคมจัดตั้งกองทุนสินเชื่อรายย่อยที่ใหญ่เป็นอันดับสองขึ้นในประเทศ ขยายการให้บริการสินเชื่อแก่คนพิการทั่วประเทศ
รัฐบาลจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเรื่องความพิการ ผลจากการประชุมทำให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อให้ความช่วยเหลือตามแผนพัฒนาแห่งชาติ โดยบรรจุประเด็นปัญหาเรื่องความพิการไว้ในนโยบายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ การปรับปรุงแผนพัฒนายังคงอยู่ในกระบวนการขั้นสุดท้าย เนื้อหาครอบคลุมความต้องการอันหลากหลายของคนพิการ เช่น การบรรเทาความยากจน สุขภาพ ที่อยู่อาศัย การเดินทาง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แรงงาน การศึกษา การสื่อสาร วัฒนธรรม การท่องเที่ยว กิจกรรมทางการเมือง และการจัดการความสูญเสีย
โครงการของรัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชน ให้ความช่วยเหลือด้วยการปล่อยสินเชื่อโดยไม่คิดดอกเบี้ย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการให้สินเชื่อแก่สตรีที่ยากจนในบังคลาเทศ ตัวอย่างเช่น
วัตถุประสงค์ของโครงการเหล่านี้คือ พัฒนาสตรีให้เป็นเจ้าของกิจการโดยการฝึกอบรมและให้สินเชื่อเพื่อทำกิจการและการบริการขนาดเล็ก โครงการได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากสตรีที่มีกิจการเป็นของตัวเองจำนวนมาก
มูลนิธิ The Palli Karma Shahayak Foundation (PKSF) วัตถุประสงค์ของมูลนิธิคือการบรรเทาความยากจน และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนยากจนโดยการจัดหาทรัพยากรเพื่อนำไปประกอบกิจการเป็นของตนเอง วัตถุประสงค์เร่งด่วนของ PKSF คือการให้ทุนกู้ยืมแก่ผู้ให้สินเชื่อรายย่อย (โครงการของ องค์กรพัฒนาเอกชน และรัฐบาล) เพื่อก่อให้เกิดรายได้และการจ้างแรงงานแก่คนยากจน และเพื่อช่วยให้สถาบันองค์กรหุ้นส่วน (Partner Organization: PO) เกิดความเข้มแข็ง ให้ผู้ที่กู้ยืมเงินจาก PKSF ได้นำเงินไปใช้ในการดำเนินงาน
บังคลาเทศ ได้แสดงให้เห็นผลสำเร็จอันเกิดจากการให้สินเชื่อรายย่อย ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องมือช่วยบรรเทาความยากจนได้ PKSF ตั้งขึ้นในปี 2533 มีบทบาทในการขยายความช่วยเหลือให้ทั่วถึงและช่วยเหลือ PO ในการปล่อยสินเชื่อรายย่อยเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ยุทธศาสตร์นี้เห็นผลอย่างชัดเจน เช่น การให้องค์กรกรได้กู้ยืม โดยไม่ต้องไปหาแหล่งกู้ยืมที่อื่นๆ มูลนิธิ PKSF กระจายไปทั่วประเทศได้โดยความร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนในท้องถิ่นนั้นๆ จากแนวคิดนี้ทำให้เกิดการจ้างงานโดยใช้ศักยภาพที่องค์กรที่มีอยู่ยังไม่นำออกมาใช้ และนอกจากนั้นยังมีการจ้างแรงงานขึ้นมาใหม่ซึ่งเป็นการพัฒนาความเข้มแข็งให้แก่องค์กรหุ้นส่วน
โครงการของ PKSF ประกอบด้วย 3 ด้าน ดังนี้:
เนื่องจากเป็นสถาบันการเงิน หรือเป็นแหล่งรวมทุน การให้กู้ยืมจึงคิดดอกเบี้ย 3-5 % ต่อปี ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ให้กู้ยืม และขนาดและความเข้มแข็งทางการเงินขององค์กรหุ้นส่วน สถาบันแห่งนี้ได้พัฒนาโปรแกรมเพื่อฝึกอบรมให้พนักงาน PO การทำบัญชี การจัดการระบบการเงิน การจัดการระบบข้อมูลข่าวสาร บริการให้คำแนะนำแก่โครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อพัฒนาคุณภาพและการจัดการการเงิน มูลนิธิ PKSF จัดทำวิจัยและให้ทุนสนับสนุนการวิจัยเพื่อประเมินผลโครงการ องค์กรพัฒนาเอกชนหลักเกือบทุกองค์กร ได้รับการเงินทุนจากมูลนิธิ PKSF ปัจจุบันให้กู้ยืมผ่าน PO เกือบ 23 % จากการคาดการณ์ไว้ว่าจะมีผู้กู้ยืมรายย่อยประมาณ 8 ล้านราย
การเคลื่อนไหวของชุมชน และการเสริมสร้างศักยภาพ การรวมตัวของกลุ่มคนจน คือ การให้บริการเงินทุนกู้ยืมผ่านองค์กรหุ้นส่วน (PO) แต่ก็มีองค์กรหุ้นส่วนบางแห่งที่อาจจะให้บริการด้านอื่นๆเช่น การศึกษา สุขภาพ การฝึกอบรมและอื่นๆ โครงการเหล่านี้ได้รับเงินทุนมาจากทั้งผู้บริจาคและรัฐบาล
มูลนิธิ PKSF ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรหุ้นส่วน เพราะผลสำเร็จของโครงการสินเชื่อรายย่อยนั้นขึ้นอยู่กับศักยภาพขององค์กรหุ้นส่วน ที่จะเป็นหน่วยงานที่ให้บริการการเงินแก่ผู้ที่ต้องการ องค์กรหุ้นส่วนจึงจำเป็นต้องมีความเข้มแข็งโดยเฉพาะองค์กรหุ้นส่วนขนาดเล็กและขนาดกลาง มูลนิธิ PKSF เสริมสร้างศักยภาพของ PO โดยการจัดฝึกอบรม ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค วิธี และการบริการให้คำแนะนำ สิ่งที่สำคัญมากคือ ระบบการจัดการ ทรัพยากรบุคคล ระบบการจัดการข้อมูลและการจัดการการเงิน มูลนิธิ PKSF พัฒนาคู่มือการทำบัญชีเพื่อให้มีระบบบัญชีที่เหมือนกัน ซึ่งการทำบัญชีนี้เป็นเรื่องพื้นฐานของการฝึกอบรม หัวหน้าขององค์กรหุ้นส่วนขนาดเล็กก็ได้เข้าร่วมในการสนทนาและฝึกอบรมในหัวข้อต่างๆที่กล่าวมาซึ่งเป็นการพัฒนาแผนงานเพื่ออนาคต ขยายโครงการและวางแผนด้านการเงินและนโยบาย จากการตรวจเยี่ยมกิจการของมูลนิธิ PKSF ได้มีการกล่าวถึงข้อบกพร่องของ PO และมีคำแนะนำเพื่อปรับปรุงงานให้ดีขึ้น สิ่งที่ได้รับการปรับปรุงตามคำแนะนำขององค์กรหุ้นส่วน คือ ดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเกินกำหนดเวลา ปรับปรุงนโยบายการให้สินเชื่อ พัฒนาระบบบัญชีและระบบการจัดการข้อมูล พัฒนาระบบการจัดการการให้สินเชื่อ การติดตามโครงการให้สินเชื่อ การเพิ่มรายได้โดยการขยายโครงการสินเชื่อและขยายการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิควิธีเพื่อเตรียมการฝึกอบรมต่อไป