skip navigation

1.1 บทนำ

ราชอาณาจักรภูฐาน ได้รับการก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการโดยข้อตกลงในสนธิสัญญา อินโด – ภูฐานนิส เมื่อปี 2492

1.2 ภูมิศาสรตร์

ราชอาณาจักร ภูฐานมีพื้นที่ทั้งหมด 47,000 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่ทั้งหมดไม่มีทางออกสู่ทะเล ตั้งอยู่ระหว่างประเทศจีนและอินเดีย ทางตอนเหนือของประเทศมีเทือกเขาหิมาลัยเป็นแนวกั้นเขตติดต่อกับประเทศจีนมีความยาวกว่า 470 กิโลเมตร

Bhutan Map

ที่มา: Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand

1.3 ข้อมูลทางสังคม และ เศรษฐกิจ

สถิติจำนวนประชากร

ภูฐาน ประกอบด้วยชนกลุ่มน้อยหลายเชื้อชาติ ได้แก่ ชาวโบ้ต (Bhote) 50% ชาวเนปาลี 35% และกลุ่มคนพื้นเมือง หรือ ผู้อพยพเผ่าต่างๆ รวม 15% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ภาษาประจำชาติคือ ซองก้า ซึ่งมีรากฐานมาจากตัวอักษรของชาวทิเบต และ เนปาล

มีผู้นับถือศาสนาพุทธนิกายลามะ ประมาณ 75% ในขณะที่ชาวเนปาลอีก 25% นับถือศาสนาฮินดู

ประชากร

ในปี 2542 ภูฐานมีประชากรประมาณ 657,548 คน อ้างอิงจากการสำรวจของคณะกรรมการเพื่อการวางแผน รัฐบาลภูฐาน และมีรายงานว่ามีจำนวนผู้ลี้ภัยชาวภูฐานประมาณ 125,000 คนอาศัยอยู่ในเนปาลและอินเดีย โดย 105,000 คนอยู่ในเนปาล และอีก 20,000 คนอยู่ในอินเดีย ดังนั้น จำนวนประชากรทั้งหมดของภูฐานอยู่ที่ประมาณ 782,548 คน(657,548 + 125,000) ในขณะที่ธนาคารโลกคาดว่าจำนวนประชากรเมื่อปี 2543 เท่ากับ 782,000 คน

หน่วยงานอื่นๆ ได้ประมาณการจำนวนประชากรไว้ในตัวเลขที่ต่ำกว่า ในปี 2546 สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ประมาณตัวเลขจำนวนประชากรไว้ที่ 734,340 โดยมีอัตราการเพิ่มของประชากรที่ 2.5% จาก การสำรวจสุขภาพแห่งชาติในปี 2543 ตัวเลขนี้ยังไม่ได้รวมจำนวนผู้อพยพลี้ภัย

จำนวนประชากรโดยประมาณแบ่งตามอายุและเพศ ปี2546
อายุ ชาย % หญิง % รวม %
0-4 56,855 15.3 56,603 15.6 113,458 15.5
5-9 52,813 14.2 53,549 14.7 106,362 14.5
10-14 45,061 12.2 43,915 12.1 88,976 12.1
15-19 33,491 9.0 32,536 8.9 66,027 9.0
20-24 28,966 7.8 29,337 8.1 58,303 7
25-29 25,033 6.8 25,012 6.9 50,045 6.8
30-34 22,660 6.1 22,248 6.1 44,908 6.1
35-39 21,253 5.7 19,886 5.5 41,139 5.6
40-44 17,876 4.8 16,796 4.6 34,672 4.7
45-49 14,464 3.9 13,414 3.7 27,878 3.8
50-54 13,612 3.7 12,832 3.5 26,444 76.6
55-59 12,092 3.3 11,306 3.1 23,398 3.2
60-64 11,090 3.0 10,397 2.9 21,487 2.9
65-69 6,379 1.7 6,580 1.8 12,959 1.8
70-74 4,414 1.2 4,398 1.2 8,812 1.2
75+ 4,746 1.3 4,726 1.3 9,472 1.3
รวม 370,805 100.0 363,535 100.0 734,340 100.0
สัดส่วน 50.5%   49.5%      
ที่มา:เอกสารสถิติประจำปีของภูฐาน 2546 สำนักงานสถิติแห่งชาติ

แรงงาน

จากข้อมูลล่าสุดของกรมแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2542 อัตราการว่างงานของประชากรภูฐานคือ 1.4% ในขณะที่ 98.6% เป็นผู้มีรายได้ที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป จากจำนวนประชากรทั้งหมด 68.7% เป็นผู้มีรายได้ที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป และ 30.4% เป็นผู้ไม่มีรายได้ อัตราการว่างงานของเพศชายอยู่ที่ 1.2% ในขณะที่เพศหญิงมีอัตราการว่างงานที่ 1.6% ในจำนวนผู้มีรายได้ทั้งหมด 89% อยู่ในพื้นที่ชนบท ในขณะที่อีก 11% อาศัยอยู่ในเขตเมือง

การจำแนกสัดส่วนร้อยละของผู้มีงานทำจำแนกตาม อายุ เพศ และที่อยู่อาศัย ปี 2542
  ผู้มีงานทำ ผู้ไม่มีงานทำ
  เขตเมือง เขตชนบท รวม เขตเมือง เขตชนบท รวม
ชาย 7.7 46.8 54.5 10.4 36.7 47.1
หญิง 3.3 42.2 45.5 15.8 37.1 52.9
รวม 11.0 89.0 100.0 26.2 73.8 100.0
ที่มา: : การสำรวจจากกรมแรงงานประเทศภูฐาน เมื่อ ปี 2542
เอกสารสถิติประจำปีของภูฐาน 2546 สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ระดับความยากจน

จากโครงการของ UNDP ในเดือนกันยายน 2543 ภูฐานได้ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาระดับความยากจนให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน จุดมุ่งหมายแรก คือ การแก้ไขปัญหาความยากจนและอดอยากให้หมดไปภายใน ปี พ.ศ. 2558 เป้าหมายที่จะลดสัดส่วนของผู้มีรายได้น้อยกว่า 1 เหรียญต่อวัน ลงให้ได้ 50% ในระหว่างปี 2533 และ 2558 เนื่องจากการทำงานของ UNDP ตั้งแต่ปี 2503 นั้นทำให้มาตรฐานการครองชีพของประชากรได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่า 31.7% ของประชากรในปัจจุบันมีรายได้ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำซึ่งอยู่ที่ประมาณ 740.36 นูตัม ต่อหัว ต่อเดือน จากจำนวนตัวเลข 31.7% นั้นมีผู้มีรายได้ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่อาศัยอยู่ในเมืองเพียง 4.2% ในขณะที่อีก 38.3% เป็นผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในชนบท ซึ่งภาวะความยากจนส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มผู้ที่อาศัยในชนบท ความแตกต่างทางฐานะค่อนข้างสูงโดยผู้ที่มีฐานะร่ำรวยที่สุด 20% ของประชากรทั้งหมดนั้นมีฐานะร่ำรวยกว่าผู้มีฐานะยากจนที่สุด 20% ต่างกันถึง 8 เท่า

ปัจจัยชี้วัดทางเศรษฐกิจ

งบประมาณ

งบประมาณทั้งหมดสำหรับแผนพัฒนาห้าปี ฉบับที่เก้า (2545 - 2550) จำนวน 70 พันล้านนูตัม (1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ในแผนฉบับที่ 9 นี้ ได้มีการจัดสรรเงินงบประมาณสำหรับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการเป็นจำนวน 10.7% ของเงินงบประมาณทั้งหมด ซึ่งจัดเป็นกระทรวงสาธารณสุข 6.4% ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการจำนวน 3.7% คิดเป็นจำนวนเงิน 4.5 พันล้านนูตัม (94 ล้านเหรียญสหรัฐ) และ 2.6 พันล้านนูตัม (54 ล้านเหรียญสหรัฐ) สำหรับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการตามลำดับ

แผนงบประมาณ 5 ปีฉบับที่ 9 (2545 - 2550)
(จำนวน:ล้าน)
องค์กร นูตัม ดอลล่าห์สหรัฐ %
ตัวแทนอิสระ 9,621.8 200.7 13.7
กระทรวงเกษตร 4,548.4 94.9 6.5
กระทรวงการคลัง 1,612.1 33.6 2.3
กระทรวงการต่างประเทศ 1,454.9 30.4 2.1
กระทรวงสื่อสาร 10,383.10 216.6 14.8
กระทรวงสาธารณสุขและศึกษาธิการ      
สำนักเลขาธิการ 129.1 2.7 0.2
กระทรวงสาธารณสุข 4,505.8 94.0 6.4
 กระทรวงศึกษาธิการ 2,597.0 54.2 3.7
กรมแรงงาน 242.6 5.1 0.3
รวมกระทรวงสาธารณสุขและศึกษาธิการ 7,474.5 155.9 10.7
กระทรวงธุรกิจบ้านและที่ดิน 617.0 12.9 0.9
กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม 8,561.5 178.6 12.2
อื่นๆ 8,606.0 179.6 12.3
Dzongkhags / Gewogs 17,120.8 357.2 24.5
รวมแผนค่าใช้จ่ายทั้งหมด 70,000.0 1,460.5 100.0
ที่มา: : แผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 9 (2545 - 2550)
เอกสารสถิติประจำปีของภูฐาน 2546 สำนักงานสถิติแห่งชาติ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเมื่อ ปี 2545 / 2546 เท่ากับ 47.93 นูตัมต่อ 1 เหรียญสหรัฐ

1.4 รัฐบาล

ภูฐานมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ คือ พระเจ้ายิกเม ซิงเก วังซุก ผู้นำรัฐบาล ซึ่งเป็นประธานสภาแห่งคณะรัฐมนตรีคือนาย Lyonpo Yeshey Zimbo ได้ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2547 คณะรัฐมนตรีจะได้รับแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ และผ่านความเห็นชอบจากสภาแห่งชาติ ดำรงตำแหน่งสมัยละ 5 ปี

สภาแห่งชาติเรียกว่า ซองดู (Tshogdu) มีสมาชิก 150 ที่นั่งโดยที่ 105 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 10 ที่นั่งมาจากตัวแทนศาสนาและอีก 35 ที่นั่งมาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ สมาชิกสภาแห่งชาติดำรงตำแหน่งสมัยละ 3 ปี

1.5 ระบบสวัสดิการสังคมแห่งชาติ

เงินบำนาญและเงินสำรองเลี้ยงชีพ

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2543 รัฐบาลได้ก่อตั้งกองทุนเงินบำนาญและเงินสำรองเลี้ยงชีพแห่งชาติ (NPPF) ของประเทศภูฐานซึ่งเป็นองค์กรอิสระรับผิดชอบในการบริหารและดูแลประชาชนและทหารผ่านศึกที่เกษียณอายุ การปฏิบัติงานจะอยู่ภายใต้การกำหนดแนวทางและนโยบายของคณะผู้บริหารของกองทุนบำนาญ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้ดูแลผลประโยชน์จากหลายฝ่าย คณะกรรมการอิสระ เช่น กลุ่มผู้ใช้แรงงานและกลุ่มที่ปรึกษาการลงทุน โดยจะเป็นผู้กำหนดนโยบายแนวทางและให้คำปรึกษาในการจัดการของกองทุน

ภายหลังการเข้าการควบรวมกิจการแทนกองทุนบำนาญลูกจ้างรัฐบาลซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2519 และเคยอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทการประกันภัยแห่งราชวงศ์ภูฐาน ได้มีการเปลี่ยนโครงสร้าง และถูกแทนที่โดยโครงการเบี้ยบำนาญและเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพแห่งชาติ ได้แยกเป็น 2 แนวทางด้วยกันเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะจ่ายเงินเป็นรายเดือนและเงินก้อนสำหรับสมาชิกที่เกษียณอายุ

แนวทางที่ 1 ครอบคลุมโครงการเงินบำนาญแห่งชาติโดยจะยึดหลักการจ่ายว่า “จ่ายเมื่อออก” ซึ่งเป็นการคุ้มครองผู้ประกันตน โดยจะมีการสะสมเงินเข้ากองทุนขณะที่ทำงาน และจะคืนสิทธิประโยชน์ให้หลังจากการเกษียณอายุให้แก่สมาชิกและคู่สมรส

แนวทางที่ 2 ครอบคลุมโครงการเงินสะสมสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งจะจ่ายคืนให้เป็นเงินก้อนภายใต้เงื่อนไขว่า สมาชิกจะได้รับเงินก้อนเท่ากับจำนวนเงินที่สะสมได้เมื่อเกษียณอายุ

ในปัจจุบันสมาชิกของกองทุนบำนาญและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้แก่กลุ่มลูกจ้างทั่วไป ราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ ทหารผ่านศึกจะได้รับการคุ้มครองในส่วนอื่น และมีการวางแผนที่จะขยายการคุ้มครองให้ครอบคลุมไปยังกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์มากกว่าข้าราชการและพนักงานบริษัททั่วไป

สมาชิกจะจ่ายเงินสมทบให้แก่กองทุน NPPFP อัตราขั้นต่ำที่ 8% ของเงินเดือน ในส่วนของนายจ้างก็ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสมทบในนามของลูกจ้างในจำนวนที่เท่ากัน

1.6 ข้อมูลด้านการศึกษา

ระบบการศึกษา:

การพัฒนาระบบการศึกษาให้ครอบคลุมทั่วประเทศภูฐานนั้นได้เริ่มขึ้นในปี 2504 ก่อนหน้านี้การศึกษาไม่มีระบบการศึกษาสมัยใหม่อื่นใด นอกเหนือไปจากการศึกษาในวัดวาอารามเท่านั้น ระบบการศึกษาในปัจจุบันประกอบด้วยอนุบาล 1 ปี และ 6 ปีในระดับประถมศึกษา มัธยมต้น 2 ปี มัธยมกลาง 2 ปี มัธยมปลาย 2 ปี และระดับปริญญา 3 ปี

ตามแผนพัฒนาประเทศห้าปี ฉบับที่เก้า (2545 - 2550) อัตราการสมัครเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาประมาณ 72% ในปี 2544 ตัวเลขการสมัครเข้าเรียนนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นปีละ 6 - 7% จากตัวเลขประมาณการของสำนักงานสถิติแห่งชาติ อัตราการสมัครลงทะเบียนในระดับประถมศึกษาจะเพิ่มขึ้นถึง 81% ในปี 2546

จำนวนนักเรียนหญิงที่ลงทะเบียนเข้าเรียนอยู่ที่ 46% ในปี 2543 นักเรียนจำนวน 110,000 คนเข้ารับการศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย กระจายไปตามโรงเรียนและสถาบันต่างๆ 382 แห่ง ประมาณ 10,000 คนได้เข้าศึกษาในโรงเรียนวัดซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาล ในขณะที่อีกประมาณ 3,000 คนได้ศึกษาด้านวิชาชีพและสถานฝึกอบรมต่างๆ ที่เป็นหน่วยงานของรัฐ

หลักสูตรการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ให้อ่านออกเขียนได้นั้นได้รับการริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2536 เพื่อจัดหลักสูตรให้ผู้ที่ไม่ได้เรียนในระบบการศึกษาทั่วไปหรือหยุดเรียน โดยมีผู้สนใจเข้าเรียนหลักสูตรนี้ราว 10,000 คน

ในปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับประถมทั้ง 7 ปีเพียง 69% เท่านั้น อีก 54% สำเร็จชั้น 8 และ 39% สำเร็จชั้น 10 ประมาณ 12 - 13% ของนักเรียนทั้งหมดเรียนซ้ำชั้นทุกปี นักเรียนของภูฐานต้องสอบวัดผลแห่งชาติเมื่อเรียนจบชั้น 8, 10 และชั้น 12 ลักษณะโครงสร้างการศึกษาเป็นรูปปิรามิดทรงสูงโดยมีนักเรียนออกจากระบบการศึกษาในทุกๆ ระดับ และมีนักเรียนไม่ถึง 1% ที่สามารถต่อเนื่องในระดับที่สูงกว่าได้ (ระดับวิทยาลัย หรือสูงกว่า)

เพื่อให้มีการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึง รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการจึงจัดให้มีการเล่าเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หนังสือ อุปกรณ์กีฬา อาหาร และอุปกรณ์ทางการศึกษาอื่นๆ ก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลโดยทั้งสิ้น นอกจากนี้รัฐบาลยังให้การสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ให้กับโรงเรียนในชนบทโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ โรงเรียนต่างๆ ยังได้รับการสนับสนุนในรูปแบบของการบริจาคจากผู้ปกครอง เพื่อเป็นการช่วยเหลือระบบการศึกษาและสังคม กลุ่มคนในชุมชนยังได้ร่วมกันสนับสนุนในด้านการก่อสร้างและซ่อมแซมดูแลโรงเรียนอีกด้วย

สืบเนื่องจากแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 9 นักเรียนที่ออกจากโรงเรียนจะได้รับการส่งเสริมให้เข้ารับการอบรมทักษะอาชีพเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้โรงเรียนสอนฝึกอาชีพมีไม่เพียงพอและยังขาดประสิทธิภาพอีกมาก ทั้งยังไม่เป็นที่นิยมสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ เนื่องจากสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดี และสังคมยังคงมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการทำงานในโรงงานและการทำงานภาคเอกชน

สัดส่วนการลงทะเบียนเรียน:

จำนวนผู้ลงทะเบียนเรียนในปี 2546 มีประมาณ 8.1% ประมาณ 145,249 คนลงทะเบียนเรียนในโรงเรียน/สถาบัน 426 แห่งและ 365 คนเรียนอยู่ในสถาบันที่ไม่เป็นทางการ ในจำนวนโรงเรียนและสถาบัน 426 แห่งนั้น มีเพียง 18 โรงเรียนที่เป็นเอกชน ส่วนที่เหลือจะสังกัดรัฐบาล ในปี 2546 มีโรงเรียนชุมชนระดับประถมทั้งหมด 90 โรงเรียนรับผิดชอบพื้นที่ขนาดเล็กเล็กและหมู่บ้านในชนบท รองรับเฉพาะบางชุมชน หมู่บ้าน หรือกลุ่มหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียง ศูนย์การเรียนอย่างไม่เป็นทางการเพิ่มจำนวนจากประมาณ 3 แห่งในปี 2535 จำนวนนักเรียน 300 คน เป็น 365 แห่งและจำนวนนักเรียนถึง 128,838 คนในปี 2546 ศูนย์การเรียนรู้เหล่านี้ได้จัดให้มีหลักสูตรเพื่อเน้นการอ่านและเขียนเบื้องต้นเท่านั้น

ตาราง4
จำนวนนักเรียนที่สมัครเข้าเรียนในสถานศึกษาปี พ.ศ. 2545 – 2546
สถานศึกษา ปี2545 % ปี2546 %
โรงเรียน
ชุมชน 20,978 15.5 22,502 15.5
ชั้นประถม 28,849 21.2 26,168 18.0
มัธยมต้น 41,985 30.9 46,856 32.3
มัธยมกลาง 19,194 14.1 17,735 12.2
มัธยมปลาย 8,464 6.2 11,268 7.8
เอกชน 3,813 2.8 4,631 3.2
รวมจำนวนนักเรียน 123,283 90.8 129,160 88.9
สถาบันอื่นๆ
สถาบันเพื่อคนพิการแห่งชาติ 37 0.0 35 0.0
สถาบันเพื่อการศึกษาแห่งชาติ ปาโร 633 0.5 656 0.5
สถาบันเพื่อการศึกษาแห่งชาติ Samtse 381 0.3 344 0.2
สถาบันแห่งชาติ Zorig Chusum Kawajangsa 139 0.1 122 0.1
สถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติภูฐาน 560 0.4 429 0.3
Sherubtse College 625 0.5 828 0.6
Dhoban Sanskrit Patsala 35 0.0 13 0.0
Jigmecholing Sanskrit Patshala n/a 0.0 30 0.0
Trashiyangtse Institute of Zorigchusum 46 0.0 52 0.0
ศูนย์ฝึกอบรมการก่อสร้าง n/a 0.0 234 0.2
Institute of Language and Cultural Affairs 225 0.2 225 0.2
สถาบันฝึกอาชีพ Khuruthang n/a 0.0 72 0.0
สถาบันฝึกอาชีพ Ranngjung n/a 0.0 112 0.1
สถาบันฝึกอาชีพ Samthang n/a 0.0 99 0.1
รวมสถาบันอื่นๆ 2,681 2.0 3,251 2.2
ศูนย์การศึกษาอย่างไม่เป็นทางการ 9,798 7.2 12,838 8.8
รวมจำนวนนักเรียน 135,762 100.0 145,249 100.0
ที่มา: Statistical Yearbook of Bhutan 2003
General Statistics 2003, Policy and Planning Division, Ministry of Education

งบประมาณเพื่อการศึกษา

ตามแผนพัฒนาฉบับที่ 9 นั้นมีการจัดงบประมาณสำหรับการศึกษาจำนวน 10,209.4 ล้านนูตัม (213 ล้านเหรียญสหรัฐ) จากจำนวนนี้ 2,597.0 ล้านนูตัม (3.7% ของงบประมาณทั้งหมด) จัดไว้สำหรับโครงการส่วนกลาง และ 7,264.2 ล้านนูตัม (10.4% ของงบประมาณทั้งหมด) สำหรับ Dzongkhags และ 348.277 ล้านนูตัม (0.5% ของงบประมาณทั้งหมด) สำหรับ Gewogs

ระดับการอ่านออกเขียนได้

จากข้อมูลของ UNDP อัตราการอ่านออกเขียนได้ของภูฐานอยู่ที่ประมาณ 43% โดยประชากรเมืองจะมีสัดส่วนที่สูงกว่า ที่ประมาณ 70% และในชนบทมีจำนวนที่ค่อนข้างต่ำกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 36% เพศหญิงมีอัตราการอ่านออกเขียนได้น้อยกว่าชายทั้งชุมชนในเมืองและชนบท ตามที่แสดงในตารางด้านล่าง

อัตราการรู้หนังสือของพลเมืองอายุ 6 ปี ขึ้นไปจำแนกตามพื้นที่และเพศ
เขตพื้นที่ ชาย หญิง รวม
เขตเมือง 81.7 59.9 70.4
ชนบท 47.3 26.5 36.5
รวม 53.9 32.8 42.9
ที่มา: UNDP, BLSS 2003

1.7 ข้อมูลด้านการสาธารณสุข

กระทรวงสาธารณสุขได้ควบคุมดูแลระบบเครือข่ายด้านสวัสดิการสุขภาพ เพื่อให้ครอบคลุมประมาณ 90% ของประชากรภูฐานทั้งหมด การดูแลด้านสุขภาพได้ถูกให้บริการผ่านแผนโครงสร้างระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับเขต โรงพยาบาลต่างๆ จะให้บริการเสมือนเป็นศูนย์เชื่อมโยงต่อจากหน่วยบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน (BHUs) ที่อยู่ในระดับชุมชน ศูนย์ขยายงานด้านสุขภาพ (คลินิกขยายงาน) และหน่วยเคลื่อนที่ซึ่งทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านสุขภาพเบื้องต้น

ในปี 2545 มีจำนวนโรงพยาบาลทั้งหมด 29 แห่งหน่วยบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน 166 แห่ง และ คลีนิคขยายงาน มากกว่า 455 แห่ง จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข มีจำนวนแพทย์ทั้งหมด 122 คนและเตียงผู้ป่วย 1,023 เตียง มีหัวหน้าประจำศูนย์สุขภาพท้องถิ่นจำนวน 27 คน ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพ 173 คน มีบุคคลากรทั่วไปด้านสุขภาพ 175 คน และมีพยาบาลทั้งสิ้น 500 คน

1.8 เทคโนโลยีสารสนเทศ

จากข้อมูลของ CIA มีการวางสายโทรศัพท์พื้นฐานมากกว่า 25,000 คู่สาย ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประมาณ 8,000 หมายเลข ในปี 2546 มีจำนวนผู้เช่าบริการพื้นที่แม่ข่ายของอินเตอร์เน็ตที่ 985 ราย และมีจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตประมาณ 15,000 คน รหัสอินเตอร์เน็ตของภูฐานคือ .bt


Logo of Japan International Cooperation Agency (JICA)
Logo of Ministry of Social Development and Human Security



  © , APCD Project. All rights reserved.
last updated: