ความพิการ ในการสำรวจสำมะโนประชากร ปี 2543 ได้มีการให้คำนิยามไว้ว่า
"บุคคลผู้ประสบกับความสูญเสีย การเปลี่ยนแปลง หรือความผิดปกติใดๆ ไม่ว่าในทางกายภาพ โครงสร้างทางร่างกาย ระบบประสาท การทำงานของอวัยวะ และความพิการทางจิตใจ หรือทางกายภาพ ซึ่งอาจเกิดก่อนหรือภายหลังการคลอด ไม่ว่าชั่วคราวหรือถาวร (พิการมากกว่า 6 เดือน) สภาพความพิการไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือพิการโดยสิ้นเชิงจะส่งผลกระทบต่อความต้องการของสังคมและชุมชน ทั้งทางด้านวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ"
ประเภทของความพิการที่ได้ประมวลไว้ในการสำรวจมะโนประชากร ได้แก่
รวมถึงคนตาบอด ผู้ซึ่งมีความบกพร่องทางการมองเห็นสายตา การมองเห็นเลือนราง และสูญเสียดวงตาทั้งสองข้าง ผู้ที่มีความบกพร่องทางสายตา และใส่แว่นตา หรือคอนเทคเลนส์ และผู้ที่การมองเห็นได้รับการแก้ไขให้เป็นปกติ จะไม่นำมารวมอยู่ในประเภทนี้
รวมไปถึงอาการหูหนวก หูหนวกบางส่วน การสูญเสียการได้ยิน (แต่สามารถพูดได้) เป็นผลให้ประสพความลำบากในการศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียน โอกาสในการทำงาน หรือการเป็นเจ้าของกิจการส่วนตัว
การที่ไม่สามารถพูดได้ (เป็นใบ้) ก่อให้เกิดความลำบากในการศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนปกติ เสียโอกาสในการเข้าทำงานที่เหมาะสม หรือการเป็นเจ้าของกิจการส่วนตัว
รวมถึงความพิการของผู้ถูกตัด มือ/เท้า อัมพาต (รวมถึงโปลิโอ) กระดูกหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง โครงสร้างร่างกายไม่สมประกอบ คนแคระ และอื่นๆ การสูญเสียส่วนเล็กๆ ของร่างกาย เช่น นิ้วมือ ไม่ถือว่าเป็นความพิการ
ที่เรียนรู้ได้ช้า สมองเสื่อม และจิตใจไม่ปกติ ผู้ที่มีจิตใจไม่ปกติ ได้ถูกให้คำจำกัดความโดยความไม่สมดุลระหว่างทางสภาพร่างกายและอายุของจิตใจ และยังรวมถึงสมองพิการ หรือเนื่องจากสมองถูกทำลาย มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส การตกเลือด และอื่นๆ ที่นำไปสู่ความผิดปกติของสมอง
ภาวะจิตไม่ปกติ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
โรคออทิสติก
กรมสวัสดิการสังคม และกระทรวงสาธารณสุข ได้ใช้คำนิยามของคนพิการ ตามองค์การอนามัยโลก ดังนี้
"บุคคลใดก็ตามที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ตามความจำเป็นของคนปกติ และ/หรือชีวิตในสังคม อันเนื่องมาจากความไร้ประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นมาโดยกำเนิดหรือไม่ก็ตาม ตามสภาพร่างกายหรือความสามารถของจิตใจ ซึ่งอาจเกิดก่อนหรือภายหลังการกำเนิด"
นโยบายของประเทศมาเลเซีย และโครงการต่างๆ สำหรับคนพิการ อยู่ภายใต้เป้าหมายกลยุทธ์ของนโยบายสวัสดิการแห่งชาติ ซึ่งมุ่งไปที่การพึ่งตนเอง ความเสมอภาคทางโอกาสสำหรับผู้ด้อยโอกาสและความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนวัฒนธรรมซึ่งมีความห่วงใยซึ่งกันและกัน จุดยืนของรัฐบาลสามารถเห็นได้จากงบประมาณของประเทศในปี 2537 ที่ได้กล่าวไว้โดยอดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง Yab Dato Seri Dr. Mahatir Bin Mohamad เมื่อเดือนกันยายน 2546 ในหัวข้อ "สร้างสรรค์จากความสำเร็จ ลงทุนเพื่ออนาคต"
ในปี 2541 รัฐบาลได้จัดตั้งคณะผู้ประสานงานแห่งชาติ โดยใช้ชื่อว่า สภาที่ปรึกษาแห่งชาติสำหรับคนพิการ (National Advisory and Consultative Council for People with Disabilities) แทนที่คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนพิการ (National Implementation Committee for the Well-being of the Disabled) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2533 โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงเอกภาพและการพัฒนาสังคมแห่งชาติ เป็นประธาน มีตัวแทนจากภาครัฐบาลหลายหน่วยงาน องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเอกชน และผู้ที่มีความสนใจ รวมทั้ง คนพิการ โดยมีหน้าที่หลักคือ เพื่อประสานงานในการจัดตั้งวาระการทำงานสำหรับทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก หน้าที่ของสภาให้คำแนะนำเบื้องต้น และจัดตั้งโครงร่างสำหรับความร่วมมือและการประสานงานระหว่างกระทรวงและกรมต่างๆ ในสังกัดรัฐบาลไปพร้อมกับองค์กรพัฒนาเอกชน
สำหรับการจัดตั้งวาระการทำงานนั้น สภาได้จัดตั้งคณะทำงานทางเทคนิค 12 คณะ บนพื้นฐานของ " ความห่วงใย 12 ประการ" แต่ละคณะทำงานจำอยู่ภายใต้การดูแลโดยเลขาธิการของกระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือโดยคนพิการเอง สภาได้ร้องขอให้รัฐบาลท้องถิ่นในทุกรัฐจัดตั้งสภาที่ปรึกษาและให้คำแนะนำของรัฐเพื่อคนพิการ (State Advisory and Consultative Council for PWDs) เพื่อรับรองการดำเนินงานในระดับรากหญ้า
กรมสวัสดิการสังคมสังกัดภายใต้กระทรวงนี้ และเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินกิจกรรมเพื่อคนพิการ ทางกรมได้พัฒนากลไกในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูลให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคนพิการ และยังได้ทำการขึ้นทะเบียนคนพิการอีกด้วย
กระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่ดูแลการศึกษาพิเศษ รวมทั้งโรงเรียนการศึกษาพิเศษ โครงการการศึกษาแบบบูรณาการ กระทรวงยังได้ควบคุมการวิทยาลัยครู มหาวิทยาลัย และโครงการฝึกอบรมต่างๆ สำหรับอาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพิเศษ
กระทรวงมีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการออก ระเบียบการจ้างงานคนพิการในภาคเอกชน (Code of Practice of Employment of Disabled Persons in Private Sector) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2544 กรมแรงงานอยู่ภายใต้กระทรวงนี้ และมีหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อจัดสรรรับโควต้าการจ้างงาน จำนวนร้อยละ 1 ให้คนพิการ และช่วยให้คนพิการขึ้นทะเบียนได้รับการจ้างเข้าทำงานในหน่วยงานต่างๆ
รัฐบาลได้ร่วมลงนามในคำแถลงการณ์ต่อการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และความเสมอภาคของคนพิการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (the Proclamation on the Full Participation and Equality of People with Disabilities in the Asian Pacific Region) เมื่อเดือน 2537 รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อความร่วมมือในระดับภูมิภาคและการเข้าร่วมกิจกรรมในระดับภูมิภาค และเป็นเจ้าภาพจัดโครงการต่างๆ รวมทั้ง
ผู้แทนจากรัฐบาลได้เข้าร่วมการสัมมนาต่างๆ ตลอดทั่วทั้งภูมิภาค รวมทั้งการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ และการสัมมนาในที่ประชุมนานาชาติ เพื่อปกป้องและส่งเสริมสิทธิและศักดิ์ศรีของคนพิการ ที่จัดขึ้นในประเทศไทยในเดือนมิถุนายน 2546 นอกจากนี้ คณะผู้แทนยังได้เข้าร่วมการประชุมระดับสูงของรัฐบาลต่างๆ ในพิธีปิดทศวรรษของคนพิการในภูมิภาคอาเซียนและแปซิฟิก (2536 - 2545) ณ ประเทศญี่ปุ่น
จากข้อมูลของกรมสวัสดิการสังคม ในเดือนมิถุนายน 2545 มีคนพิการสมัครใจขึ้นทะเบียนกับทางกรมจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 108,000 คน เมื่อเปรียบเทียบกับปลายปี 2543 มีเพียง 98,452 คน จำนวนคนพิการ จำแนกตามประเภท ณ ปี 2545 ดังต่อไปนี้
| ประเภทของความพิการ | จำนวน |
|---|---|
| ความพิการทางร่างกาย | 33,559 |
| ความบกพร่องทางจิต | 33,275 |
| ความบกพร่องทางการได้ยิน | 17,692 |
| ความบกพร่องทางสายตา | 13,743 |
| ความพิการอื่นๆ | 183 |
| รวมทั้งสิ้น | 98,452 |
ที่มา: กรมสวัสดิการสังคม
| เชื้อชาติ | |||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| รัฐ | มาเล | จีน | อินเดีย | BI | BBI | L | Jumlah |
| Johor | 1,419 |
679 |
257 |
- |
- |
81 |
2,436 |
| Kedah | 939 |
154 |
68 |
- |
- |
10 |
1,171 |
| Kelantan | 1,074 |
36 |
1 |
- |
- |
2 |
1,113 |
| Melaka | 423 |
233 |
63 |
- |
1 |
5 |
725 |
| Negeri Sembilan | 462 |
201 |
97 |
- |
1 |
3 |
764 |
| Pahang | 526 |
111 |
31 |
- |
- |
6 |
674 |
| Perak | 958 |
579 |
175 |
2 |
2 |
11 |
1,727 |
| Perlis | 255 |
13 |
3 |
- |
- |
2 |
273 |
| Pulau Pinang | 534 |
627 |
123 |
- |
- |
4 |
1,288 |
| Selangor | 1,037 |
560 |
346 |
- |
- |
15 |
1,958 |
| Terengganu | 1122 |
13 |
2 |
- |
- |
- |
1,137 |
| WP Kuala Lumpur | 745 |
680 |
250 |
- |
- |
6 |
1,681 |
| WP Labuan | 17 |
13 |
- |
1 |
3 |
- |
34 |
| Sabah | - |
11 |
- |
- |
1,341 |
- |
1,352 |
| Sarawak | 350 |
672 |
- |
- |
337 |
- |
1,359 |
| JUMLAH / Total | 9,861 |
4,582 |
1,416 |
4 |
1,684 |
145 |
17,692 |
ที่มา: กรมสวัสดิการสังคม
จากข้อมูลของสมาคมการแพทย์มาเลเซีย ในปี 2523 มีจำนวนคนพิการประมาณ139,000 คน และมีเพียง 14% เท่านั้นที่ได้มาขึ้นทะเบียนกับกรมสวัสดิการสังคม
| ประเภทของความพิการ | Tจำนวนทั้งหมด | % | จำนวนผู้ขึ้นทะเบียน | % | อัตราส่วน |
|---|---|---|---|---|---|
| ตาบอด | 44,480 |
32.0 |
7,604 |
39.0 |
17.1 |
| หูหนวก | 25,020 |
18.0 |
3,070 |
15.8 |
12.3 |
| ความพิการทางร่างกาย | 58,380 |
42.0 |
6,653 |
34.2 |
11.4 |
| ปัญญาอ่อน | 11,120 |
8.0 |
2,151 |
11.0 |
19.3 |
| รวมทั้งสิ้น | 139,000 |
100.0 |
19,478 |
100.0 |
14.0 |
ที่มา : สมาคมการแพทย์มาเลเซีย
ปัจจุบันยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายฉบับใดเพื่อคนพิการโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามคนพิการได้รับความคุ้มครองในบทบัญญัติหลายบท รวมถึงสิทธิของคนพิการ คนพิการอาจเรียกร้องสิทธิของตนภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 8 ที่ให้ความเท่าเทียมกันของคนทุกคน ยกเว้นจะมีการระบุไว้เป็นอื่นใดในรัฐธรรมนูญ
คณะทำงานทางเทคนิคด้านกฎหมาย ภายใต้คณะกรรมการที่ปรึกษา ได้รับการก่อตั้งขึ้นและได้ ร่างพระราชบัญญัติคนพิการปี 2545 และนำเสนอต่อสภาเพื่อการอนุมัติ ร่างพระราชบัญญัติคนพิการครอบคลุมประเด็นการแบ่งแยก และการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม ซึ่งมีผลลบต่อสิทธิของคนพิการ รวมทั้งการแบ่งแยกใดๆ ด้วยเหตุแห่งความพิการ ในด้านของการจ้างงาน การศึกษา ที่อยู่อาศัย การขนส่ง การประกอบธุรกิจ กีฬา กิจกรรมเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ การเข้าถึงสถานที่สาธารณะต่างๆ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในสาธารณะ และบริการต่างๆ ด้วย (ดูภาคผนวก 1 ซึ่งมีร่างฉบับสมบูรณ์ พร้อมทั้งการแก้ไขและข้อเสนอแนะจากองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ)
ภายใต้องค์กรสวัสดิการสังคม (Social Security Organization - SOCSO) คนพิการจะได้รับความคุ้มครองเป็นประเภทชั่วคราวหรือตลอดชีพ จากสุนทรพจน์งบประมาณของนายกรัฐมนตรี ได้มีการจัดสรรสิทธิประโยชน์ให้กับคนพิการเพิ่มเติมดังนี้ (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ในข้อ 3.2 นโยบายของรัฐบาลและแผนคนพิการแห่งชาติ) ดังนี้
การพัฒนาการเข้าถึงการบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ เป็นหนึ่งในภารกิจเร่งด่วนในแผนพัฒนาแห่งชาติมาเลเซีย ฉบับที่ 7 (2544 - 2548) การฟื้นฟูเบื้องต้นให้บริการในคลินิกสุขภาพของรัฐทุกแห่ง จากข้อมูลของกรมสวัสดิการสังคม ปัจจุบันมีคลินิกสุขภาพอยู่ 72 แห่ง ให้บริการด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และมีคลินิก 180 แห่งให้บริการการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้สูงอายุกระจายอยู่ทั่วประเทศ
กรมสวัสดิการสังคมได้ให้บริการการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่คนพิการ เพื่อช่วยคนพิการให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ และช่วยให้คนพิการมีศักยภาพสูงสุดในทุกๆ ด้านของชีวิต ตามความสามารถของพวกเขา บริการต่างๆ ได้จัดไว้ผ่านการทำงานภาคสนามและสถาบันต่างๆ
กรมได้ให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพ และพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานชีวิตของคนพิการเพื่อให้คนพิการสามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ โดยจัดโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพและการฝึกอบรมทักษะที่จำเป็น
กรมสวัสดิการสังคมมีกองทุนสำหรับจัดซื้อเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น เครื่องมืออำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการทางกระดูก หูฟัง และรถเข็น สำหรับคนพิการที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้ แต่ไม่สามารถซื้อได้ นอกจากนี้ มูลนิธิสวัสดิการแห่งชาติ (National Welfare Foundation) ยังมีกองทุนพิเศษเพื่อช่วยเหลือคนพิการในการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สามล้อ และเครื่องมือช่วยเหลืออื่นๆ
ผลิตภัณฑ์นำเข้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับคนพิการจะได้รับการยกเว้นภาษี ในกรณีที่คนพิการซื้อรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ที่ผลิตภายในประเทศ จะได้รับส่วนลดทางภาษี 50%
ศูนย์อุตสาหกรรมและการฟื้นฟูสมรรถภาพบังงี (Bangi Industrial and Rehabilitation Center) ได้ผลิตเครื่องมืออำนวยความสะดวกช่วยเหลือคนพิการตามความต้องการของคนพิการที่ไม่สามารถซื้อได้จากผู้ผลิตในภาคเอกชนได้
จากข้อมูลของกรมสวัสดิการสังคม มีศูนย์ให้บริการจำนวน 260 ศูนย์ที่ให้บริการแก่เด็กพิการที่มีจำนวนมากกว่า 5,700 คน ประเทศมาเลเซียได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการในระดับชุมชนท้องถิ่น มากกว่าการรับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพจากสถาบันต่างๆ โครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2529
รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 2 ล้านริงกิต (1.1 ล้านเหรียญสหรัฐ) แก่การดำเนินงานของศูนย์ CBR อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากในเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีความทันสมัย และเครื่องมืออำนวยความสะดวกเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟู โดยมีศูนย์ CBR รับการอุดหนุนจากภาครัฐจำนวนทั้งสิ้น 92 แห่ง
มูลนิธิยายาซัน ซัลทัน ไอดริส ได้ให้บริการในลักษณะครบวงจรประกอบด้วยการฟื้นฟูด้านการพูด ด้านอาชีพ โครงการของชุมชน การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ
องค์ประกอบหลักของการฟื้นฟูสมรรถภาพประกอบไปด้วย การดูแลรักษา (การแพทย์ การผ่าตัด และการรักษาโรค) การศึกษา (ความตระหนักรู้ของสาธารณชน และความสามารถทางวิชาการ) การอยู่ร่วมในสังคม เชิงเศรษฐกิจ (การมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง, การทำงาน และการมีส่วนร่วมในธุรกิจและการค้าขนาดเล็ก) การพัฒนาและฝึกอบรมทักษะ (จากการฝึกอบรมในระดับรากหญ้า และการส่งเด็กพิการเข้าเรียนในโรงเรียนทั่วไป)
การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนซึ่งดำเนินงานโดยมูลนิธิ YSIS ไม่ได้มีเพียงผู้ได้รับการส่งตัวมาจากแพทย์ หรือโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประชาชนทั่วไปซึ่งเดินทางมาขอรับความช่วยเหลือจากศูนย์ หรือได้รับการแนะนำมาจากหน่วยงานสาธารณะ และมีความช่วยเหลือในการดูแลเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของคนพิการโดยผ่านสื่อมวลชน ปัจจุบันคนพิการขึ้นทะเบียนภายใต้การดูแลของศูนย์ YSIS มีจำนวนถึง 3,853 คน
คณะผู้เชี่ยวชาญ CBR จากประเทศสวีเดนได้ริเริ่มหลักสูตรการฝึกอบรมในด้านทักษะพื้นฐานของการฟื้นฟูสมรรถภาพ และได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกในปี 2540 หลักสูตร CBR การฝึกอบรมและผู้ฝึกอบรม (Training and Trainers) ซึ่งเป็นหลักสูตรเร่งรัด 2 เดือน มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกอบรมเสริมสร้างศักยภาพ ยกระดับมาตรฐานของบุคคลากรมูลนิธิ YSIS
YSIS ได้จัดฝึกอบรมเทคนิคและทักษะพื้นฐานแก่บุคคลากรและผู้ที่เกี่ยวข้องจากศูนย์ CBR และหน่วยงานสวัสดิการสังคมกว่า 420 แห่งทั่วประเทศมาเลเซีย
การประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการดำรงชีวิตอิสระจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในเดือนสิงหาคม 2542 การประชุมจัดขึ้นโดยผู้นำกลุ่มคนพิการในประเทศมาเลเซีย โดยความร่วมมือกับสถาบันคนพิการแห่งเอเชีย (Asia Disability Institute)
สมาคมศูนย์ดำรงชีวิตอิสระและศูนย์ฝึกอบรมแห่งรัฐเซลังงอร์และวิเลยาห์ เพอร์เซกูตวน (The Independent Living and Training Center Association of Selangor and Wileyah Persekutuan - ILTC) เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรทางศาสนาหรือการเมือง ตั้งอยู่ในรัฐเซลังงอร์ สมาคมมีจุดมุ่งหมายเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคทางสิทธิและโอกาสสำหรับคนพิการทางร่างกายภายในประเทศ โดยการประสานความร่วมมือเพื่อความเติบโตทางเศรษฐสังคมของคนพิการทางร่างกาย เพื่อให้คนพิการสามารถดูแลตนเอง และเป็นประชากรที่มีคุณค่าของสังคม ILTC เป็นองค์กรพึ่งตนเองของคนพิการและครอบครัว
สมาคมศูนย์ดำรงชีวิตอิสระและศูนย์ฝึกอบรมแห่งรัฐราวัง (The Independent Living and Training Center Association of Rawang) ได้รับการก่อตั้งขึ้นในปี 2542 ดำเนินงานของคนพิการเพื่อคนพิการ ศูนย์มีสมาชิกที่เป็นคนพิการอยู่ภายใต้การดูแลมากกว่า 60 คน นอกจากนี้ ศูนย์ดำรงชีวิตอิสระและศูนย์ฝึกอบรมยังมีบทบาทที่สำคัญต่อความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอิสระภายในประเทศมาเลเซียอีกด้วย
ศูนย์นี้ส่งเสริมโอกาสของคนพิการให้ได้รับความเป็นส่วนตัวและมีอำนาจทางการเมือง การตัดสินใจด้วยตนเอง การมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และความเสมอภาคผ่านการช่วยเหลือทางข้อมูล การฝึกอบรม ด้านเทคนิคและการให้คำปรึกษา ศูนย์ได้ดำเนินงานร่วมกับองค์กรอื่นๆ ที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ และรวมไปถึงกลุ่มพึ่งตนเองด้วย
เป้าหมายและวัตถุประสงค์เบื้องต้นขององค์กร คือ
ศูนย์ได้จัดให้มีโครงการฝึกอบรมเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอิสระ ระยะเวลา 3 เดือน ให้กับคนพิการ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง กิจกรรมต่างๆ ที่ได้ดำเนินการเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรม ได้แก่
กรมสวัสดิการสังคม ได้ดำเนินการแปลแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายเป็นภาษาประจำชาติ และเผยแพร่ไปสู่ตัวแทนภาครัฐบาลที่เกี่ยวข้อง และองค์กรอาสาสมัคร เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ดังกล่าว
สภาพาราลิมปิกแห่งมาเลเซียน (The Malaysian Paralympic Council) ได้รับการก่อตั้งขึ้นในปี 2525 เพื่อส่งเสริมกีฬา และกิจกรรมนันทนาการให้กลุ่มคนพิการ ทางกรมได้ร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน และส่งเสริมให้คนพิการได้เข้าร่วมแข่งขันในกีฬาและนันทนาการในแต่ละประเภท กีฬามาเลเซียนพาราลิมปิค/ASEAN Invitation จะจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี โดยมีรางวัลพิเศษและเงินรางวัลสำหรับนักกีฬาพิการทั้งหญิงและชายที่ได้รับรางวัลการแข่งขันด้วย
เมื่อเร็วๆ นี้ นักกรีฑาคนพิการ จำนวน 17 คน ได้เข้าแข่งขันกีฬาพาราลิมปิค ณ กรุงเอเธนส์ ในเดือนกันยายน 2537 โดยได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ คือ ว่ายน้ำ (2 คน) ยูโด (3 คน) ยิงธนู (2 คน) ยกน้ำหนัก (7 คน) และฟันดาบ (1 คน) ซิว ลี ชาน (Siow Lee Chan ได้ร่วมการแข่งขันในกีฬาพาราลิมปิค เป็นครั้งที่ 2 ภายหลังจากที่เธอประสบความสำเร็จในกีฬาพาราลิมปิค ณ เมืองซิดนีย์ ในปี 2543 และครองอันดับที่ 8 ของโลก และเธอยังได้รับรางวัลนักกีฬาดีเด่นในกีฬาคนพิการของกลุ่มประเทศตะวันออกไกล และแปซิฟิกตอนใต้ ณ ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2545 ด้วย
จากข้อมูลของกรมสวัสดิการสังคม องค์กรช่วยเหลือตนเองในระดับชาติหลายองค์กร มีบทบาทสำคัญในการประสานงาน และให้คำแนะนำต่อสมาชิก และองค์กรที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก
Aจากข้อมูลของคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิก (ESCAP) บริการสำหรับคนพิการทางการเรียนรู้ในประเทศมาเลเซีย จะจัดโดยองค์กรเพื่อคนพิการมากกว่าโดยคนพิการเอง อย่างไรก็ตาม องค์กรเพื่อศักดิ์ศรีและบริการ (Dignity & Services) ได้รับรางวัล UNESCAP HRD สำหรับการดำเนินงานที่โดดเด่นเพื่อสนับสนุนคนพิการ ในปี 2543
ศักดิ์ศรีและการบริการ (Dignity & Services) ได้รับการก่อตั้งขึ้นในปี 2534 เป็นองค์กรที่เน้นในเรื่องสิทธิของบุคคลคนพิการทางการเรียนรู้ บนพื้นฐานของการพัฒนามากกว่าในมุมมองของการกุศล สำหรับองค์กรเพื่อศักดิ์ศรีและการบริการแล้ว นั่นจะหมายถึงการมีส่วนร่วมของคนพิการทางการเรียนรู้เรื่องอย่างเต็มที่ในโครงการที่สร้างสรรค์และจัดทำเพื่อคนพิการโดยเฉพาะเพื่อประโยชน์ต่อคนพิการ คนพิการทางการเรียนรู้เป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาสอย่างมากในสังคมมาเลเซีย และเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสอื่นๆ ในฐานะองค์กรผู้เคลื่อนไหวเพื่อและโดยคนพิการทางการเรียนรู้ องค์กรจะให้การสนับสนุนกับคนพิการทางการเรียนรู้ ให้มีสิทธิพื้นฐานเช่นเดียวกับประชาชน และสมาชิกในชุมชนทั่วไป และเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายนี้ องค์กรจึงได้ให้ความสำคัญกับการก่อตั้งกลุ่มพึ่งตนเองที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับคนพิการทางการเรียนรู้
องค์กรนี้ได้วางกลุ่มเป้าหมายที่คนพิการทางการเรียนรู้ เป็นผู้ที่รับประโยชน์หลักของโครงการนี้ โครงการส่วนใหญ่ขององค์กรจะดำเนินการในพื้นที่ชนบท ซึ่งองค์กรศักดิ์ศรีและการบริการ (Dignity & Services) ได้มีส่วนสนับสนุนการก่อตั้ง สภาครอบครัวผู้ให้การสนับสนุนแห่งชาติ (National Council of Family Support Groups) เพื่อให้การสนับสนุนและรณรงค์เกี่ยวกับสิทธิ จากบริการของศักดิ์ศรีและการบริการ (Dignity & Services) และโครงการต่างๆ ได้ริเริ่มโดยผ่านกลุ่มพึ่งตนเอง และกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กร ในแต่ละปีองค์กรได้ให้ข้อมูลและบริการสำหรับผู้ที่ต้องการกว่า 3,000 คน (ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์กรศักดิ์ศรีและการบริการ (Dignity & Services) ได้จากภาคผนวก 3)
โครงการของรัฐบาลเพื่อคนพิการได้ครอบคลุมถึงสตรีพิการด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีโครงการสำหรับสตรีพิการโดยเฉพาะ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของสตรีในทุกๆ ด้านของชีวิต และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความเสมอภาค เสริมสร้างศักยภาพ และพัฒนาสตรี เพื่อทัดเทียมบุรุษในทุกๆ ด้านและทุกระดับ รัฐบาลได้ดำเนินการแผนงานและโครงการพิเศษเพื่อสตรี โดยอยู่ภายใต้แผนแก้ไขความยากจน เพศศึกษา และแผนการพัฒนาต่างๆ
กระทรวงสาธารณสุข ได้ริเริ่มจำนวนโครงการจำนวนหนึ่งเพื่อป้องกันการคลอด และการดูแลก่อนการคลอด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการป้องกันความพิการ ตัวอย่างส่วนหนึ่งได้แก่โครงการป้องกันภาวะตาบอดแห่งชาติ และโครงการป้องกันการขาดไอโอดีนแห่งชาติ
พระราชบัญญัติการศึกษา ปี 2539 และระเบียบการศึกษา (การศึกษาพิเศษ) ปี 2540 ให้การรับรองว่า เด็กพิการมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาในภาคปกติ มีโครงการการศึกษาพิเศษ 3 ประเภท รวมทั้งโรงเรียนการศึกษาพิเศษ และโครงการศึกษาแบบบูรณาการ
นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับ "ประชาธิปไตยทางการศึกษา"และนโยบายแห่งชาติ "การศึกษาเพื่อทุกคน"ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิทธิของเด็กพิการในการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เช่นเดียวกับเด็กปกติทั่วไป กระทรวงได้กำหนดให้การศึกษาระดับประถมเป็นการศึกษาภาคบังคับสำหรับเด็กทุกคนในมาเลเซีย รวมทั้งเด็กพิการด้วย
ปัจจุบัน โรงเรียนการศึกษาพิเศษ จัดตั้งขึ้นเพื่อเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับก่อนวัยเรียน ระดับประถม และมัธยม ในปี 2524 กระทรวงศึกษาได้เริ่มจัดให้มีหลักสูตรการศึกษาพิเศษในโรงเรียนทั่วไป และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
กระทรวงศึกษาธิการได้จัดโครงการศึกษาแบบบูรณาการในระดับเทคนิคระดับมัธยม / โรงเรียนวิชาชีพ และโรงเรียนโพลีเทคนิค สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ในปี 2542 กระทรวงยังได้จัดโครงการแทรกแซงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสำหรับเด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป ในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ เพื่อเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและการมองเห็น โดยดำเนินการในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ จำนวน 19 แห่ง และมีนักเรียนในระดับประถม จำนวน 76 คน และได้มีการคาดว่าจะรวมเด็กที่พิการทางจิตเข้าร่วมในโครงการนี้ในอนาคตอันใกล้
กระทรวงได้ดำเนินการผ่านทางวิทยาลัยฝึกอบรมครู มหาวิทยาลัย และโครงการฝึกอบรมอื่นๆ ได้ให้การฝึกอบรมสำหรับครูผู้เข้าร่วมในการศึกษาพิเศษ ในปี 2538 องค์ประกอบของการศึกษาพิเศษยังได้รับการผนวกเข้ากับหลักสูตรด้านการฝึกอบรมครูและประกาศนียบัตรศึกษาศาสตร์อีกด้วย
จากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ ความต้องการของผู้มีความบกพร่องทางสายตา ทางการได้ยิน และคนพิการทางการเรียนรู้ จะได้รับการแก้ไขในระบบโรงเรียนทั่วไป ปัจจุบันมีโรงเรียนจำนวน 283 แห่งซึ่งมีความพร้อมทั้งบุคคลากร และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรวมเด็กเหล่านี้เข้าศึกษาในระบบของโรงเรียนทั่วไปได้ อย่างไรก็ตาม เด็กกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ จะได้รับการจัดให้เข้าเรียนในโรงเรียนพิเศษ 31 แห่ง ความก้าวหน้าในการดำเนินงานของกระทรวงต่างๆ เกี่ยวกับการศึกษาสำหรับคนพิการมีดังต่อไปนี้
ในปี 2531 รัฐบาลได้ประกาศใช้โควต้าการจ้างงานจำนวนร้อยละ 1 ให้คนพิการ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กระตุ้นและรณรงค์ให้ตระหนักถึงโอกาสในการจ้างงานคนพิการ และในปี 2533 - 2544 มีคนพิการทั้งสิ้น
Iในปี 2544 กระทรวงทรัพยากรมนุษย์ได้ออกกฎหมายการจ้างงานคนพิการในภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม ยังไม่พร้อมที่จะนำสำเนาของกฎหมายมารวมในรายงานฉบับนี้
ระเบียบปฏิบัติมาตรฐาน 3 ฉบับของประเทศมาเลเซีย ว่าด้วยการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและการเคลื่อนย้ายของคนพิการ ที่ได้ประกาศใช้ระหว่างปี 2533 และ 2536 ได้แก่
ส่วนหนึ่งของสาระสำคัญในระเบียบปฏิบัติว่าด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ สำหรับคนพิการ มีรายละเอียดดังนี้(ภาคผนวก)
แบบร่างของอาคารซึ่งนำเสนอต่อหน่วยงานส่วนท้องถิ่นภายหลังจากวันที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาในแต่ละรัฐจะต้องเป็นไปตามระเบียบที่ประกาศใช้นั้น อาคารที่มีอยู่เดิมต้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบภายในระยะเวลา 3 ปี นับจากวันประกาศ (หรือการขยายระยะเวลาใดๆ ก็ตามที่ได้รับอนุมัติ) แต่อาจมีการยื่นคำร้องขอรับการยกเว้นจากเงื่อนไขดังกล่าว ตามที่หน่วยงานส่วนท้องถิ่นจะเห็นสมควร
มาตรฐานนี้จะบังคับใช้กับอาคารทั้งหมด ยกเว้นบ้านพักอาศัยส่วนตัว และครอบคลุมทุกส่วนของอาคาร ซึ่งลูกจ้าง ลูกค้า ผู้ที่มาเยี่ยมชม หรือสาธารณะชนทั่วไปเข้าไปใช้สอยเป็นประจำ
หน่วยงานส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการยกเว้นอาคารที่มีพื้นที่ต่ำกว่า 280 ตารางเมตรต่อชั้น จากการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการสามารถเข้าถึงถัดไปได้ โดยจัดให้คนพิการสามารถเข้าถึงชั้นล่างได้โดยสะดวก นอกจากนี้ การยกเว้นยังครอบคลุมไปยังพื้นที่ของอาคารส่วนที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ หรือโดยส่วนใหญ่ให้เป็น "พื้นที่สำหรับการตรวจสอบ บำรุงรักษา หรือซ่อมแซมอาคาร หรือซ่อมบำรุงเครื่องมืออำนวยความสะดวกหรือเครื่องจักรซึ่งติดตั้งภายในอาคาร"
ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใดๆ ในมาตรฐานเกี่ยวกับห้องพักในโรงแรม หรือห้องพักในแฟลต อย่างไรก็ตามบางส่วนของอาคารซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานเช่นกัน ในอนาคตอาจมีการวางแผนเพื่อกำหนดมาตรฐาน และโควตาสำหรับส่วนเหล่านี้ และสำหรับบ้านพักอาศัยส่วนบุคคลในโครงการบ้านจัดสรร
ประเภทหลักของคนพิการ ที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้มาตรฐานนี้ได้แก่
รายละเอียดปลีกย่อยต่อจากการจำแนกประเภทคนพิการจะให้รายละเอียดที่แยกจากกัน และมีดัชนีอ้างอิงถึงมาตรฐาน ซึ่งมีการจัดหมวดหมู่แบ่งตามส่วนต่างๆ ของอาคาร
ความรับผิดชอบของเจ้าของ และ/หรือ ผู้ครอบครอง จะเริ่มตั้งแต่บริเวณทางเข้าสู่ทรัพย์สินจากทางสาธารณะ โยจะต้องจัดทางที่มีพื้นราบและต่อเนื่องสำหรับคนพิการทุกกลุ่มตามที่ระบุด้านบน ไปยังที่จอดรถ (ถ้ามี) จนถึงทางเข้าอาคาร จนถึงทุกๆ ชั้น และทุกๆ ส่วนของอาคารที่ไม่ได้รับการยกเว้นจากมาตรฐาน
Tทุกส่วนของอาคารและที่ดินซึ่งคนพิการอาจเข้าไปใช้สอย ควรได้รับการดัดแปลงให้เหมาะสมตามความจำเป็น เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ ยกตัวอย่างเช่น ลิฟท์ เคาน์เตอร์บริการ ห้องน้ำ และโต๊ะทำงานของลูกจ้าง หากสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะเพียงบางส่วนได้รับการดัดแปลงเพื่อให้สอดคล้องตามจำนวนโควต้า สถานที่นั้นๆ จะต้องมีสัญลักษณ์ และป้ายบอกทิศทางให้กับคนพิการด้วย
สมาคมคนหูหนวกแห่งกรุงกัวลาลัมเปอร์ (The Kuala Lumpur Society for the Deaf) ได้เปิดโฮมเพจ E-Pekak ตั้งแต่ปี 2539 เพื่อให้คนหูหนวกสามารถรับข้อมูลข่าวสารและการบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น
สภาเพื่อคนตาบอดแห่งชาติ (The National Council for the Blind - NCBM) เป็นองค์กรเอกชนไม่หวังผลกำไร ได้รับการยกเว้นภาษี และขึ้นทะเบียนภายใต้พระราชบัญญัติสมาคมของประเทศมาเลเซีย สมาคมได้รับการก่อตั้งขึ้นในปี 2529 และประกอบด้วย 5 องค์กรเพื่อคนตาบอด กล่าวคือ
องค์กร NCBM ได้ตีพิมพ์วารสารภาษาอังกฤษ The NCBM Outreach ทุกไตรมาส เผยแพร่ในกลุ่มเพื่อนและผู้สนับสนุน นอกจากนี้ NCBM ยังได้ดำเนินกิจการสำนักพิมพ์อักษรเบรลล์มาเลเซียน ผลิตสื่ออักษรเบรลล์จำหน่ายในราคาพิเศษ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนจากภาครัฐ นอกจากนี้ NCBM ยังให้การสนับสนุนศูนย์อาชีพของคนตาบอด ร่วมกับสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศมาเลเซีย ช่วยเหลือคนตาบอดแก้ปัญหาที่ต้องพบระหว่างการหางานทำ
ในแผนพัฒนา 5 ปี ของประเทศมาเลเซีย ฉบับที่ 8 (ปี 2544 -2548) เกี่ยวข้องการให้ความสำคัญในการพัฒนาบนพื้นฐานของความไว้วางใจต่อบุคคลอื่น การสร้างชาติโดยส่งเสริมความเป็นเอกภาพ ความรักชาติ ความมั่นคงทางการเมือง สร้างสังคมที่เอื้ออาทรและมีคุณธรรม และการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ด้วยการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตโดยการพัฒนาการเข้าถึงด้านการบริการสังคม ด้วยการพัฒนาสุนทรียศาสตร์แห่งชีวิต แผนยังได้ย้ำถึงความสำคัญในความพยายามเผยแพร่คุณค่าเชิงบวก ในประชากรชาวมาเลเซียโดยผ่านระบบการศึกษา หน่วยงานราชการหรือองค์กรอาสาสมัคร และสื่อมวลชน บริการทางสังคมซึ่งรวมถึงบริการด้านสวัสดิการสังคมได้ตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือระยะยาว รวมทั้งกลุ่มประชากรเป้าหมายที่อ่อนแอและผู้ด้อยโอกาส เช่น เด็ก เยาวชน คนพิการ สตรี ผู้สูงอายุ และครอบครัว
จากแผนพัฒนาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 การแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นวัตถุประสงค์หลักของแผน ภายใต้แผนฉบับนี้ การแก้ไขปัญหาความยากจนสามารถสรุปในบทที่ 1 - วัตถุประสงค์ของนโยบายและกรอบการดำเนินงาน ดังนี้
ตามที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาชาติ ฉบับที่ 8 บทที่ 3 การแก้ไขปัญหาความยากจน และการปรับโครงสร้างสังคม จะมีการดำเนินมาตรการเพื่อคนพิการดังนี้
3.09 ระหว่างแผนพัฒนา PPRT ยังคงเน้นในเรื่องโครงการสร้างรายได้ ที่รวมถึงการค้ารายย่อย อุตสาหกรรมในครัวเรือน โครงการปศุสัตว์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการเพาะปลูกธัญพืชเชิงพาณิชย์ PPRT ยังได้จัดให้มีการฝึกอบรม และการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสำหรับผู้ยากจน นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ทบทวนโครงการ the Amanah Saham Bumiputera (ASB) PPRT โดยให้กู้ยืมเงินปลอดดอกเบี้ยเป็นระยะ 4 ปี จำนวน 5,000 ริงกิต และให้สิทธิ์ผู้ยากจนได้รับส่วนแบ่งประจำปีเต็มจำนวน และโบนัสต่างๆ ณ วันที่ 30 เมษายน 2545 ผู้ยากจนจำนวนทั้งสิ้น 153,500 คน ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการกู้ยืมนี้ คิดเป็นจำนวนเงิน 767.2 ล้านริงกิต
3.10 หน่วยงานพัฒนาที่ดิน เช่น FELDA, FELCRA และ RISDA ได้จัดโครงการพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ภายใต้โครงการนี้ ครอบครัวที่มีหัวหน้าครอบครัวเป็นคนพิการ หรือผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินช่วยเหลือรายเดือนจำนวน 50 ริงกิต ต่อคน เป็นจำนวนสูงสุด 250 ริงกิต ต่อครอบครัว มีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ทั้งสิ้น 7,000 ครอบครัว โดยเป็นความช่วยเหลือของ FELDA จำนวน 5,000 ครอบครัว และความช่วยเหลือจาก FELCRA และ RISDA อีกแห่งละ 1,000 ครอบครัว โครงการนี้ได้ช่วยให้ครัวเรือนสามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้
3.11 จากข้อมูลของ PPRT โครงการต่างๆ ขององค์กรพัฒนาเอกชน และหน่วยงานภาคเอกชนได้จัดโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน ในช่วงระยะเวลาของแผนพัฒนา Amanah Ikhtian Malaysia (AIM) ได้จัดโครงการเงินกู้ยืมรายย่อยแก่ครอบครัวที่มีฐานะยากจนจำนวน 22,800 ครอบครัว จากงบประมาณกู้ยืมปลอดดอกเบี้ยจากรัฐบาล จำนวน 300 ล้านริงกิต ภาคเอกชนและมูลนิธิเพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนในแต่ละรัฐ ยังคงทุ่มเทความพยายามอย่างต่อเนื่องในการจัดฝึกอบรมทักษะ การสนับสนุนในลักษณะเดียวกัน และความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ยากไร้

