skip navigation

3. สถานการณ์ปัจจุบันของคนพิการ

3.1 คำนิยามและการจำแนกประเภท

ความพิการ ในการสำรวจสำมะโนประชากร ปี 2543 ได้มีการให้คำนิยามไว้ว่า

"บุคคลผู้ประสบกับความสูญเสีย การเปลี่ยนแปลง หรือความผิดปกติใดๆ ไม่ว่าในทางกายภาพ โครงสร้างทางร่างกาย ระบบประสาท การทำงานของอวัยวะ และความพิการทางจิตใจ หรือทางกายภาพ ซึ่งอาจเกิดก่อนหรือภายหลังการคลอด ไม่ว่าชั่วคราวหรือถาวร (พิการมากกว่า 6 เดือน) สภาพความพิการไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือพิการโดยสิ้นเชิงจะส่งผลกระทบต่อความต้องการของสังคมและชุมชน ทั้งทางด้านวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ"

ประเภทของความพิการที่ได้ประมวลไว้ในการสำรวจมะโนประชากร ได้แก่

ความพิการทางการมองเห็น

รวมถึงคนตาบอด ผู้ซึ่งมีความบกพร่องทางการมองเห็นสายตา การมองเห็นเลือนราง และสูญเสียดวงตาทั้งสองข้าง ผู้ที่มีความบกพร่องทางสายตา และใส่แว่นตา หรือคอนเทคเลนส์ และผู้ที่การมองเห็นได้รับการแก้ไขให้เป็นปกติ จะไม่นำมารวมอยู่ในประเภทนี้

ความพิการทางการได้ยิน

รวมไปถึงอาการหูหนวก หูหนวกบางส่วน การสูญเสียการได้ยิน (แต่สามารถพูดได้) เป็นผลให้ประสพความลำบากในการศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียน โอกาสในการทำงาน หรือการเป็นเจ้าของกิจการส่วนตัว

ความพิการทางการพูด

การที่ไม่สามารถพูดได้ (เป็นใบ้) ก่อให้เกิดความลำบากในการศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนปกติ เสียโอกาสในการเข้าทำงานที่เหมาะสม หรือการเป็นเจ้าของกิจการส่วนตัว

ความพิการแขนและขา

รวมถึงความพิการของผู้ถูกตัด มือ/เท้า อัมพาต (รวมถึงโปลิโอ) กระดูกหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง โครงสร้างร่างกายไม่สมประกอบ คนแคระ และอื่นๆ การสูญเสียส่วนเล็กๆ ของร่างกาย เช่น นิ้วมือ ไม่ถือว่าเป็นความพิการ

ความพิการทางจิต

ที่เรียนรู้ได้ช้า สมองเสื่อม และจิตใจไม่ปกติ ผู้ที่มีจิตใจไม่ปกติ ได้ถูกให้คำจำกัดความโดยความไม่สมดุลระหว่างทางสภาพร่างกายและอายุของจิตใจ และยังรวมถึงสมองพิการ หรือเนื่องจากสมองถูกทำลาย มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส การตกเลือด และอื่นๆ ที่นำไปสู่ความผิดปกติของสมอง

ภาวะจิตไม่ปกติ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

  • สติปัญญา
  • จิต – ไม่รวมในความหมายของภาวะจิตไม่ปกติ

ความพิการอื่นๆ

โรคออทิสติก

กรมสวัสดิการสังคม และกระทรวงสาธารณสุข ได้ใช้คำนิยามของคนพิการ ตามองค์การอนามัยโลก ดังนี้

"บุคคลใดก็ตามที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ตามความจำเป็นของคนปกติ และ/หรือชีวิตในสังคม อันเนื่องมาจากความไร้ประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นมาโดยกำเนิดหรือไม่ก็ตาม ตามสภาพร่างกายหรือความสามารถของจิตใจ ซึ่งอาจเกิดก่อนหรือภายหลังการกำเนิด"

3.2 นโยบายของรัฐบาล และแผนดำเนินงานแห่งชาติเกี่ยวกับคนพิการ

นโยบายของประเทศมาเลเซีย และโครงการต่างๆ สำหรับคนพิการ อยู่ภายใต้เป้าหมายกลยุทธ์ของนโยบายสวัสดิการแห่งชาติ ซึ่งมุ่งไปที่การพึ่งตนเอง ความเสมอภาคทางโอกาสสำหรับผู้ด้อยโอกาสและความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนวัฒนธรรมซึ่งมีความห่วงใยซึ่งกันและกัน จุดยืนของรัฐบาลสามารถเห็นได้จากงบประมาณของประเทศในปี 2537 ที่ได้กล่าวไว้โดยอดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง Yab Dato Seri Dr. Mahatir Bin Mohamad เมื่อเดือนกันยายน 2546 ในหัวข้อ "สร้างสรรค์จากความสำเร็จ ลงทุนเพื่ออนาคต"

การให้ความช่วยเหลือแก่คนพิการ

  • 197. รัฐบาลมีความห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของคนพิการ และรับรองว่าคนพิการจะยังคงได้รับประโยชน์ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ความช่วยเหลือด้านการเงินจากหลายแห่งได้ให้ความช่วยเหลือคนพิการ รวมทั้งเงินสงเคราะห์จำนวน 80 – 350 ริงกิตต่อเดือน ในช่วงกลางปี 2546 มีคนพิการขึ้นทะเบียนรวมทั้งสิ้นจำนวน 122,543 คน และได้รับเงินสงเคราะห์เป็นจำนวนถึง 88.5 ล้านริงกิต (22.3 ล้านเหรียญสหรัฐ)
  • 198.เพื่อเป็นการสนับสนุนให้คนพิการสามารถทำงานเพื่อช่วยเหลือตนเองและครอบครัว รัฐบาลจึงได้ให้เงินสนับสนุนแก่คนทำงานซึ่งเป็นคนพิการ จำนวน 200 ริงกิตต่อเดือน หากคนพิการได้รับเงินเดือนไม่ถึง 500 ริงกิต เงินจำนวนนี้เป็นความช่วยเหลือด้านค่าเดินทางไปทำงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ และเพื่อช่วยให้คนพิการจำนวนมากขึ้นสามารถเข้าถึงเงินสงเคราะห์นี้ รัฐบาลได้เสนอให้ปรับเพดานเงินเดือนคนพิการที่มีสิทธิ์รับเงินสงเคราะห์นี้ จาก 500 ริงกิต เป็น 750 ริงกิตต่อเดือน
  • 199.เพื่อเป็นมาตรการรับประกันว่าคนพิการสามารถมีโอกาสในการหางานทำ รัฐบาลได้จัดสรรตำแหน่งจำนวนร้อยละ 1 ในตำแหน่งงานข้าราชการไว้สำหรับคนพิการ นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษ ณ กระทรวงทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสนับสนุนการหางานให้กับคนพิการอีกด้วย
  • 200. รัฐบาลมีความห่วงใยต่อผู้ปกครองของคนพิการที่ต้องรับภาระอันหนักหน่วง ในการดูแลบุตรพิการ และค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการส่งบุตรของตนเข้าโรงเรียนพิเศษ และเพื่อเป็นการช่วยบิดามารดาและเด็กๆ รัฐบาลได้เสนอให้เงินช่วยเหลือรายเดือนจำนวน 25 ริงกิต ต่อเด็กพิการ 1 คน ในระดับประถมและมัธยม เพื่อช่วยกระตุ้นให้พวกเขาได้รับการศึกษา สำหรับคนพิการที่ศึกษาในระดับอุดมศึกษา เงินช่วยเหลือ จำนวน 300 ริงกิต ต่อคน สำหรับผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน จะขยายครอบคลุมคนพิการประเภทอื่นๆ ด้วย
  • 201. สำหรับข้าราชการที่มีบุตรเป็นคนพิการ รัฐบาลได้อนุญาตให้ข้าราชการเหล่านั้นมีเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้ เพื่อช่วยให้พวกเขาได้มีเวลาดูแลบุตร รัฐบาลยังได้เสนอว่าภาคเอกชนควรให้สิทธิดังกล่าวกับพนักงานเช่นกัน
  • 202. ในงบประมาณปี 2546 รัฐบาลจัดสรรเงินทุนจำนวน 100 ล้านริงกิต เพื่อใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง และนอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เสนอกองทุนพิเศษ จำนวน 10 ล้านริงกิต (2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อคนพิการที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังด้วย
  • 203.โอกาสในการทำงานของผู้บกพร่องทางสายตา เช่น พนักงานพิมพ์ดีด พนักงานชวเลข และพนักงานรับโทรศัพท์ กำลังลดลง ดังนั้น พวกเขาจึงจำเป็นต้องได้รับทักษะในด้านอื่นๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ กายภาพบำบัด และอื่นๆ ในการนี้ สมาคมคนตาบอดได้ส่งเสริมการจัดตั้งเครือข่ายร้านค้า เพื่อเปิดโอกาสให้คนพิการเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งจะสามารถสร้างโอกาสในการทำงานแก่คนพิการได้มากขึ้น โดยขอรับการสนับสนุนเงินทุนจากโครงการเงินกู้รายย่อยของรัฐบาล และได้รับทำเลที่เหมาะสม เพื่อเปิดเครือข่ายร้านค้า นอกจากนี้ รัฐบาลยังรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพื่อซื้อไม้เท้า และเครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์ สำหรับคนพิการทางสายตาอีกด้วย
  • 204. รัฐบาลยังมีมาตรการเพื่อให้คนพิการให้มีบ้านที่พักอาศัยที่สะดวกสบายในราคาประหยัด จากวัตถุประสงค์ในข้อนี้ คนพิการที่มีรายได้ต่ำจะได้รับอภิสิทธิ์ในการซื้อบ้านต้นทุนต่ำและต้นทุนปานกลางจาก SPNB โดยได้รับส่วนลด 20%
  • 205. เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับคนพิการ Syarikat Prasarana Negara Berhad ได้ลดราคาค่าโดยสาร 50% บริษัทขนส่งเอกชนได้รับการสนับสนุนให้ปรับใช้มาตรการนี้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เสนอให้มีการยกเว้นภาษีคมนาคม สำหรับรถยนต์ รถตู้และมอเตอร์ไซค์ของคนพิการ ซึ่งผลิตภายในประเทศมาเลเซีย
  • 206. เพื่อเป็นการรับประกันว่าคนพิการได้รับประโยชน์จาก ICT ศูนย์ทรัพยากร ICT จะจัดตั้งขึ้นที่เมือง Sungai Buloh เพื่อฝึกหัดทักษะทาง ICT ช่วยให้ผู้บกพร่องทางสายตา และการได้ยิน รัฐบาลจะจัดผู้เชี่ยวชาญทาง ICT ช่วยสอนให้คนพิการสามารถใช้ ICT เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บนทางม้าลาย และในภาวะฉุกเฉินโดยเฉพาะบนถนนทางหลวง นอกจากนี้ อาคารทั้งหมดของรัฐบาล ได้จัดสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อช่วยคนพิการในการติดต่อกับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในลิฟท์ ซึ่งรัฐบาลได้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หน่วยงานเอกชนจะจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้คนพิการด้วยเช่นกัน

3.3 ระบบรัฐบาล

สภาที่ปรึกษาแห่งชาติสำหรับคนพิการ

ในปี 2541 รัฐบาลได้จัดตั้งคณะผู้ประสานงานแห่งชาติ โดยใช้ชื่อว่า สภาที่ปรึกษาแห่งชาติสำหรับคนพิการ (National Advisory and Consultative Council for People with Disabilities) แทนที่คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนพิการ (National Implementation Committee for the Well-being of the Disabled) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2533 โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงเอกภาพและการพัฒนาสังคมแห่งชาติ เป็นประธาน มีตัวแทนจากภาครัฐบาลหลายหน่วยงาน องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเอกชน และผู้ที่มีความสนใจ รวมทั้ง คนพิการ โดยมีหน้าที่หลักคือ เพื่อประสานงานในการจัดตั้งวาระการทำงานสำหรับทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก หน้าที่ของสภาให้คำแนะนำเบื้องต้น และจัดตั้งโครงร่างสำหรับความร่วมมือและการประสานงานระหว่างกระทรวงและกรมต่างๆ ในสังกัดรัฐบาลไปพร้อมกับองค์กรพัฒนาเอกชน

สำหรับการจัดตั้งวาระการทำงานนั้น สภาได้จัดตั้งคณะทำงานทางเทคนิค 12 คณะ บนพื้นฐานของ " ความห่วงใย 12 ประการ" แต่ละคณะทำงานจำอยู่ภายใต้การดูแลโดยเลขาธิการของกระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือโดยคนพิการเอง สภาได้ร้องขอให้รัฐบาลท้องถิ่นในทุกรัฐจัดตั้งสภาที่ปรึกษาและให้คำแนะนำของรัฐเพื่อคนพิการ (State Advisory and Consultative Council for PWDs) เพื่อรับรองการดำเนินงานในระดับรากหญ้า

กระทรวงเอกภาพและการพัฒนาสังคมแห่งชาติ

กรมสวัสดิการสังคมสังกัดภายใต้กระทรวงนี้ และเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินกิจกรรมเพื่อคนพิการ ทางกรมได้พัฒนากลไกในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูลให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคนพิการ และยังได้ทำการขึ้นทะเบียนคนพิการอีกด้วย

กระทรวงศึกษาธิการ

กระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่ดูแลการศึกษาพิเศษ รวมทั้งโรงเรียนการศึกษาพิเศษ โครงการการศึกษาแบบบูรณาการ กระทรวงยังได้ควบคุมการวิทยาลัยครู มหาวิทยาลัย และโครงการฝึกอบรมต่างๆ สำหรับอาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพิเศษ

กระทรวงทรัพยากรมนุษย์

กระทรวงมีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการออก ระเบียบการจ้างงานคนพิการในภาคเอกชน (Code of Practice of Employment of Disabled Persons in Private Sector) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2544 กรมแรงงานอยู่ภายใต้กระทรวงนี้ และมีหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อจัดสรรรับโควต้าการจ้างงาน จำนวนร้อยละ 1 ให้คนพิการ และช่วยให้คนพิการขึ้นทะเบียนได้รับการจ้างเข้าทำงานในหน่วยงานต่างๆ

3.4 ความร่วมมือระหว่างภูมิภาค

รัฐบาลได้ร่วมลงนามในคำแถลงการณ์ต่อการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และความเสมอภาคของคนพิการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (the Proclamation on the Full Participation and Equality of People with Disabilities in the Asian Pacific Region) เมื่อเดือน 2537 รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อความร่วมมือในระดับภูมิภาคและการเข้าร่วมกิจกรรมในระดับภูมิภาค และเป็นเจ้าภาพจัดโครงการต่างๆ รวมทั้ง

  • การประชุมผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการบัญญัติกฎหมายคนพิการแห่งชาติ สำหรับภูมิภาคอาเซียน และแปซิฟิก เดือนธันวาคม 2536/li>
  • การสัมมนาภายในประเทศเกี่ยวกับความร่วมมือเพื่อคนพิการ เดือนธันวาคม 2536
  • การประชุมรณรงค์เพื่อคนพิการในภูมิภาคอาเซียนและแปซิฟิก เดือนพฤศจิกายน 2542
  • กีฬาพาราอาเซียนเกมส์ จัดขึ้นในปี 2544
  • การประชุมแผนกลยุทธ์ของคณะกรรมการพาราลิมปิกนานาชาติ เดือนเมษายน 2544
  • งานวัฒนธรรมและศิลปะนานาชาติเพื่อคนพิการ ปี 2545
  • งานมาเลเซียน พาราลิมปิค ครั้งที่ 11/งาน Asian Invitation เดือนพฤษภาคม 2545

ผู้แทนจากรัฐบาลได้เข้าร่วมการสัมมนาต่างๆ ตลอดทั่วทั้งภูมิภาค รวมทั้งการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ และการสัมมนาในที่ประชุมนานาชาติ เพื่อปกป้องและส่งเสริมสิทธิและศักดิ์ศรีของคนพิการ ที่จัดขึ้นในประเทศไทยในเดือนมิถุนายน 2546 นอกจากนี้ คณะผู้แทนยังได้เข้าร่วมการประชุมระดับสูงของรัฐบาลต่างๆ ในพิธีปิดทศวรรษของคนพิการในภูมิภาคอาเซียนและแปซิฟิก (2536 - 2545) ณ ประเทศญี่ปุ่น

3.5 ข้อมูลเชิงสถิติ

จากข้อมูลของกรมสวัสดิการสังคม ในเดือนมิถุนายน 2545 มีคนพิการสมัครใจขึ้นทะเบียนกับทางกรมจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 108,000 คน เมื่อเปรียบเทียบกับปลายปี 2543 มีเพียง 98,452 คน จำนวนคนพิการ จำแนกตามประเภท ณ ปี 2545 ดังต่อไปนี้

จำนวนคนพิการขึ้นทะเบียน กรมสวัสดิการสังคม ปี 2543
ประเภทของความพิการ จำนวน
ความพิการทางร่างกาย
33,559
ความบกพร่องทางจิต
33,275
ความบกพร่องทางการได้ยิน
17,692
ความบกพร่องทางสายตา
13,743
ความพิการอื่นๆ
183
รวมทั้งสิ้น
98,452

ที่มา: กรมสวัสดิการสังคม

จำนวนคนหูหนวกขึ้นทะเบียน ณ สิ้นปี 2543
  เชื้อชาติ
รัฐ มาเล จีน อินเดีย BI BBI L Jumlah
Johor
1,419
679
257
-
-
81
2,436
Kedah
939
154
68
-
-
10
1,171
Kelantan
1,074
36
1
-
-
2
1,113
Melaka
423
233
63
-
1
5
725
Negeri Sembilan
462
201
97
-
1
3
764
Pahang
526
111
31
-
-
6
674
Perak
958
579
175
2
2
11
1,727
Perlis
255
13
3
-
-
2
273
Pulau Pinang
534
627
123
-
-
4
1,288
Selangor
1,037
560
346
-
-
15
1,958
Terengganu
1122
13
2
-
-
-
1,137
WP Kuala Lumpur
745
680
250
-
-
6
1,681
WP Labuan
17
13
-
1
3
-
34
Sabah
-
11
-
-
1,341
-
1,352
Sarawak
350
672
-
-
337
-
1,359
JUMLAH / Total
9,861
4,582
1,416
4
1,684
145
17,692

ที่มา: กรมสวัสดิการสังคม

จากข้อมูลของสมาคมการแพทย์มาเลเซีย ในปี 2523 มีจำนวนคนพิการประมาณ139,000 คน และมีเพียง 14% เท่านั้นที่ได้มาขึ้นทะเบียนกับกรมสวัสดิการสังคม

อัตราส่วนของคนพิการขึ้นทะเบียนเปรียบเทียบกับจำนวนคนพิการทั้งหมด ปี 2523
ประเภทของความพิการ Tจำนวนทั้งหมด % จำนวนผู้ขึ้นทะเบียน % อัตราส่วน
ตาบอด
44,480
32.0
7,604
39.0
17.1
หูหนวก
25,020
18.0
3,070
15.8
12.3
ความพิการทางร่างกาย
58,380
42.0
6,653
34.2
11.4
ปัญญาอ่อน
11,120
8.0
2,151
11.0
19.3
รวมทั้งสิ้น
139,000
100.0
19,478
100.0
14.0

ที่มา : สมาคมการแพทย์มาเลเซีย

3.6 กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบันยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายฉบับใดเพื่อคนพิการโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามคนพิการได้รับความคุ้มครองในบทบัญญัติหลายบท รวมถึงสิทธิของคนพิการ คนพิการอาจเรียกร้องสิทธิของตนภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 8 ที่ให้ความเท่าเทียมกันของคนทุกคน ยกเว้นจะมีการระบุไว้เป็นอื่นใดในรัฐธรรมนูญ

คณะทำงานทางเทคนิคด้านกฎหมาย ภายใต้คณะกรรมการที่ปรึกษา ได้รับการก่อตั้งขึ้นและได้ ร่างพระราชบัญญัติคนพิการปี 2545 และนำเสนอต่อสภาเพื่อการอนุมัติ ร่างพระราชบัญญัติคนพิการครอบคลุมประเด็นการแบ่งแยก และการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม ซึ่งมีผลลบต่อสิทธิของคนพิการ รวมทั้งการแบ่งแยกใดๆ ด้วยเหตุแห่งความพิการ ในด้านของการจ้างงาน การศึกษา ที่อยู่อาศัย การขนส่ง การประกอบธุรกิจ กีฬา กิจกรรมเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ การเข้าถึงสถานที่สาธารณะต่างๆ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในสาธารณะ และบริการต่างๆ ด้วย (ดูภาคผนวก 1 ซึ่งมีร่างฉบับสมบูรณ์ พร้อมทั้งการแก้ไขและข้อเสนอแนะจากองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ)

3.7 สวัสดิการสังคม

ภายใต้องค์กรสวัสดิการสังคม (Social Security Organization - SOCSO) คนพิการจะได้รับความคุ้มครองเป็นประเภทชั่วคราวหรือตลอดชีพ จากสุนทรพจน์งบประมาณของนายกรัฐมนตรี ได้มีการจัดสรรสิทธิประโยชน์ให้กับคนพิการเพิ่มเติมดังนี้ (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ในข้อ 3.2 นโยบายของรัฐบาลและแผนคนพิการแห่งชาติ) ดังนี้

  • เงินช่วยเหลือ 200 ริงกิตต่อเดือน สำหรับคนพิการที่ได้รับเงินเดือนต่ำกว่า 750 ริงกิต
  • โควต้าตำแหน่งงานข้าราชการร้อยละ 1 สำหรับคนพิการ
  • ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นสำหรับข้าราชการที่มีบุตรพิการ
  • กองทุน 10 ล้านริงกิต (2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อคนพิการที่เจ็บป่วยเรื้อรัง
  • ส่วนลด 20% ในการซื้อบ้านต้นทุนต่ำ
  • ส่วนลดค่าโดยสาร 50% จาก Syarikat Prasarian Negera (ปัจจุบันมีส่วนลด 50% สำหรับตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ ตั๋วรถไฟ รวมไปถึงผู้ช่วยเหลือคนพิการด้วย)
  • ยกเว้นภาษีรถจักรยานยนต์ ต่ำกว่า150 ซี.ซี.
  • ยกเว้นภาษีสำหรับยานพาหนะของคนพิการที่ผลิตภายในประเทศ (ปัจจุบันมีส่วนลด 50%)

3.8 การบริการทางการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และเครื่องมือสิ่งอำนวยความสะดวก

การฟื้นฟูสมรรถภาพ

การพัฒนาการเข้าถึงการบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ เป็นหนึ่งในภารกิจเร่งด่วนในแผนพัฒนาแห่งชาติมาเลเซีย ฉบับที่ 7 (2544 - 2548) การฟื้นฟูเบื้องต้นให้บริการในคลินิกสุขภาพของรัฐทุกแห่ง จากข้อมูลของกรมสวัสดิการสังคม ปัจจุบันมีคลินิกสุขภาพอยู่ 72 แห่ง ให้บริการด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และมีคลินิก 180 แห่งให้บริการการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้สูงอายุกระจายอยู่ทั่วประเทศ

กรมสวัสดิการสังคมได้ให้บริการการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่คนพิการ เพื่อช่วยคนพิการให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ และช่วยให้คนพิการมีศักยภาพสูงสุดในทุกๆ ด้านของชีวิต ตามความสามารถของพวกเขา บริการต่างๆ ได้จัดไว้ผ่านการทำงานภาคสนามและสถาบันต่างๆ

การบริการ

  • การขึ้นทะเบียนคนพิการ – การขึ้นทะเบียนสามารถกระทำได้ ณ สำนักงานสวัสดิการสังคมเขตหรือสำนักงานรัฐ
  • บัตรประจำตัวประชาชน – บัตรจะออกโดยกรม เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงการบริการและสาธารณประโยชน์ต่างๆ
  • เครื่องมืออำนวยความสะดวกช่วยเหลือ – เครื่องมืออำนวยความสะดวกช่วยเหลือสำหรับคนพิการ
  • เงินสวัสดิการแรงงานคนพิการ – เป็นช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนให้คนพิการสามารถทำงานและเป็นการช่วยเหลือทางการเงินสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
  • โครงการเงินทุน – มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยคนพิการที่มีความรู้ และทักษะในการประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งคนพิการไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขาดเงินทุนและเครื่องมือ
  • บริการจัดหางาน – ช่วยจัดหางานแก่คนพิการในหน่วยงานภาครัฐ/โรงงาน/ภาคเอกชน และโครงการพิเศษอื่นๆ เช่น การสัมมนา และโครงการจัดสรรที่ทำกิน
  • ความช่วยเหลืออื่น
    ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่เด็ก
    ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้สูงอายุ
    ความช่วยเหลือสาธารณะ
    ความช่วยเหลือกรณีภัยธรรมชาติ

สถาบัน

กรมได้ให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพ และพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานชีวิตของคนพิการเพื่อให้คนพิการสามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ โดยจัดโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพและการฝึกอบรมทักษะที่จำเป็น

การบริการรวมไปถึง

  • การดูแล คุ้มครอง และการฟื้นฟูสมรรถภาพ
  • ให้ความช่วยเหลือความต้องการด้านร่างกาย สังคม และจิตใจ
  • สุขภาพและความปลอดภัย
  • การศึกษา การให้คำแนะนำและฝึกอบรมทักษะอาชีพ
  • การปรับตัวเข้ากับสังคม
  • กิจกรรมภาคการผลิต และกิจกรรมอื่นๆ ในชุมชนท้องถิ่น

เครื่องมือสิ่งอำนวยความสะดวก

กรมสวัสดิการสังคมมีกองทุนสำหรับจัดซื้อเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น เครื่องมืออำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการทางกระดูก หูฟัง และรถเข็น สำหรับคนพิการที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้ แต่ไม่สามารถซื้อได้ นอกจากนี้ มูลนิธิสวัสดิการแห่งชาติ (National Welfare Foundation) ยังมีกองทุนพิเศษเพื่อช่วยเหลือคนพิการในการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สามล้อ และเครื่องมือช่วยเหลืออื่นๆ

ผลิตภัณฑ์นำเข้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับคนพิการจะได้รับการยกเว้นภาษี ในกรณีที่คนพิการซื้อรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ที่ผลิตภายในประเทศ จะได้รับส่วนลดทางภาษี 50%

ศูนย์อุตสาหกรรมและการฟื้นฟูสมรรถภาพบังงี (Bangi Industrial and Rehabilitation Center) ได้ผลิตเครื่องมืออำนวยความสะดวกช่วยเหลือคนพิการตามความต้องการของคนพิการที่ไม่สามารถซื้อได้จากผู้ผลิตในภาคเอกชนได้

3.9 การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (CBR)

จากข้อมูลของกรมสวัสดิการสังคม มีศูนย์ให้บริการจำนวน 260 ศูนย์ที่ให้บริการแก่เด็กพิการที่มีจำนวนมากกว่า 5,700 คน ประเทศมาเลเซียได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการในระดับชุมชนท้องถิ่น มากกว่าการรับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพจากสถาบันต่างๆ โครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2529

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 2 ล้านริงกิต (1.1 ล้านเหรียญสหรัฐ) แก่การดำเนินงานของศูนย์ CBR อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากในเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีความทันสมัย และเครื่องมืออำนวยความสะดวกเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟู โดยมีศูนย์ CBR รับการอุดหนุนจากภาครัฐจำนวนทั้งสิ้น 92 แห่ง

Yayasan Sultan Idris Shah (YSIS)

ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพแบบครบวงจร

มูลนิธิยายาซัน ซัลทัน ไอดริส ได้ให้บริการในลักษณะครบวงจรประกอบด้วยการฟื้นฟูด้านการพูด ด้านอาชีพ โครงการของชุมชน การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ

องค์ประกอบหลักของการฟื้นฟูสมรรถภาพประกอบไปด้วย การดูแลรักษา (การแพทย์ การผ่าตัด และการรักษาโรค) การศึกษา (ความตระหนักรู้ของสาธารณชน และความสามารถทางวิชาการ) การอยู่ร่วมในสังคม เชิงเศรษฐกิจ (การมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง, การทำงาน และการมีส่วนร่วมในธุรกิจและการค้าขนาดเล็ก) การพัฒนาและฝึกอบรมทักษะ (จากการฝึกอบรมในระดับรากหญ้า และการส่งเด็กพิการเข้าเรียนในโรงเรียนทั่วไป)

การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนซึ่งดำเนินงานโดยมูลนิธิ YSIS ไม่ได้มีเพียงผู้ได้รับการส่งตัวมาจากแพทย์ หรือโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประชาชนทั่วไปซึ่งเดินทางมาขอรับความช่วยเหลือจากศูนย์ หรือได้รับการแนะนำมาจากหน่วยงานสาธารณะ และมีความช่วยเหลือในการดูแลเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของคนพิการโดยผ่านสื่อมวลชน ปัจจุบันคนพิการขึ้นทะเบียนภายใต้การดูแลของศูนย์ YSIS มีจำนวนถึง 3,853 คน

ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมทักษะ

คณะผู้เชี่ยวชาญ CBR จากประเทศสวีเดนได้ริเริ่มหลักสูตรการฝึกอบรมในด้านทักษะพื้นฐานของการฟื้นฟูสมรรถภาพ และได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกในปี 2540 หลักสูตร CBR “การฝึกอบรมและผู้ฝึกอบรม” (Training and Trainers) ซึ่งเป็นหลักสูตรเร่งรัด 2 เดือน มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกอบรมเสริมสร้างศักยภาพ ยกระดับมาตรฐานของบุคคลากรมูลนิธิ YSIS

YSIS ได้จัดฝึกอบรมเทคนิคและทักษะพื้นฐานแก่บุคคลากรและผู้ที่เกี่ยวข้องจากศูนย์ CBR และหน่วยงานสวัสดิการสังคมกว่า 420 แห่งทั่วประเทศมาเลเซีย

3.10 ความเคลื่อนไหวด้านการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ

การประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการดำรงชีวิตอิสระจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในเดือนสิงหาคม 2542 การประชุมจัดขึ้นโดยผู้นำกลุ่มคนพิการในประเทศมาเลเซีย โดยความร่วมมือกับสถาบันคนพิการแห่งเอเชีย (Asia Disability Institute)

สมาคมศูนย์ดำรงชีวิตอิสระและศูนย์ฝึกอบรมแห่งรัฐเซลังงอร์และวิเลยาห์ เพอร์เซกูตวน (The Independent Living and Training Center Association of Selangor and Wileyah Persekutuan - ILTC) เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรทางศาสนาหรือการเมือง ตั้งอยู่ในรัฐเซลังงอร์ สมาคมมีจุดมุ่งหมายเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคทางสิทธิและโอกาสสำหรับคนพิการทางร่างกายภายในประเทศ โดยการประสานความร่วมมือเพื่อความเติบโตทางเศรษฐสังคมของคนพิการทางร่างกาย เพื่อให้คนพิการสามารถดูแลตนเอง และเป็นประชากรที่มีคุณค่าของสังคม ILTC เป็นองค์กรพึ่งตนเองของคนพิการและครอบครัว

สมาคมศูนย์ดำรงชีวิตอิสระและศูนย์ฝึกอบรมแห่งรัฐราวัง (The Independent Living and Training Center Association of Rawang) ได้รับการก่อตั้งขึ้นในปี 2542 ดำเนินงานของคนพิการเพื่อคนพิการ ศูนย์มีสมาชิกที่เป็นคนพิการอยู่ภายใต้การดูแลมากกว่า 60 คน นอกจากนี้ ศูนย์ดำรงชีวิตอิสระและศูนย์ฝึกอบรมยังมีบทบาทที่สำคัญต่อความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอิสระภายในประเทศมาเลเซียอีกด้วย

ภารกิจของศูนย์

ศูนย์นี้ส่งเสริมโอกาสของคนพิการให้ได้รับความเป็นส่วนตัวและมีอำนาจทางการเมือง การตัดสินใจด้วยตนเอง การมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และความเสมอภาคผ่านการช่วยเหลือทางข้อมูล การฝึกอบรม ด้านเทคนิคและการให้คำปรึกษา ศูนย์ได้ดำเนินงานร่วมกับองค์กรอื่นๆ ที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ และรวมไปถึงกลุ่มพึ่งตนเองด้วย

เป้าหมายและวัตถุประสงค์เบื้องต้นขององค์กร คือ

  • เพื่อสนับสนุนการพัฒนาตนเอง สร้างแรงบันดาลใจ และความมุ่งมั่นที่จะเผชิญสิ่งท้าทายในชีวิต
  • ทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อคนพิการให้ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ส่งเสริมมาตรฐานของคนพิการในประเทศมาเลเซีย การพัฒนาทางเทคโนโลยี การศึกษา ความเข้าใจในตนเอง และสิทธิมนุษยชน
  • จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม เพื่อให้คนพิการได้รับการฝึกอบรมทักษะด้านการศึกษา และเทคนิคเพื่อให้สามารถหางานทำได้
  • สร้างช่องทางเพื่อการจัดหางานให้กับคนพิการ

กิจกรรมของศูนย์

ศูนย์ได้จัดให้มีโครงการฝึกอบรมเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอิสระ ระยะเวลา 3 เดือน ให้กับคนพิการ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง กิจกรรมต่างๆ ที่ได้ดำเนินการเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรม ได้แก่

  • การเข้าถึงและการเคลื่อนไหวภายในบ้าน
  • การเข้าถึงและการเคลื่อนไหวภายนอกบ้าน
  • การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันด้วยตนเอง
  • คำแนะนำในการขับรถเพื่อคนพิการ
  • กิจกรรมการพักผ่อนหย่อนใจ - การว่ายน้ำ และกิจกรรมนอกบ้าน

3.11 ความตระหนักรู้ของสาธารณชน

กรมสวัสดิการสังคม ได้ดำเนินการแปลแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายเป็นภาษาประจำชาติ และเผยแพร่ไปสู่ตัวแทนภาครัฐบาลที่เกี่ยวข้อง และองค์กรอาสาสมัคร เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ดังกล่าว

3.12 การกีฬา

สภาพาราลิมปิกแห่งมาเลเซียน (The Malaysian Paralympic Council) ได้รับการก่อตั้งขึ้นในปี 2525 เพื่อส่งเสริมกีฬา และกิจกรรมนันทนาการให้กลุ่มคนพิการ ทางกรมได้ร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน และส่งเสริมให้คนพิการได้เข้าร่วมแข่งขันในกีฬาและนันทนาการในแต่ละประเภท กีฬามาเลเซียนพาราลิมปิค/ASEAN Invitation จะจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี โดยมีรางวัลพิเศษและเงินรางวัลสำหรับนักกีฬาพิการทั้งหญิงและชายที่ได้รับรางวัลการแข่งขันด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้ นักกรีฑาคนพิการ จำนวน 17 คน ได้เข้าแข่งขันกีฬาพาราลิมปิค ณ กรุงเอเธนส์ ในเดือนกันยายน 2537 โดยได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ คือ ว่ายน้ำ (2 คน) ยูโด (3 คน) ยิงธนู (2 คน) ยกน้ำหนัก (7 คน) และฟันดาบ (1 คน) ซิว ลี ชาน (Siow Lee Chan ได้ร่วมการแข่งขันในกีฬาพาราลิมปิค เป็นครั้งที่ 2 ภายหลังจากที่เธอประสบความสำเร็จในกีฬาพาราลิมปิค ณ เมืองซิดนีย์ ในปี 2543 และครองอันดับที่ 8 ของโลก และเธอยังได้รับรางวัลนักกีฬาดีเด่นในกีฬาคนพิการของกลุ่มประเทศตะวันออกไกล และแปซิฟิกตอนใต้ ณ ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2545 ด้วย

จุดมุ่งหมาย 7 ประการ ภายใต้กรอบการปฏิบัติงานแห่งสหัสวรรษจากทะเลสาบบิวา (BMF)

3.13 องค์กรพึ่งตนเองของคนพิการ และสมาคมครอบครัวและผู้ปกครองที่เกี่ยวข้อง

จากข้อมูลของกรมสวัสดิการสังคม องค์กรช่วยเหลือตนเองในระดับชาติหลายองค์กร มีบทบาทสำคัญในการประสานงาน และให้คำแนะนำต่อสมาชิก และองค์กรที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก

Aจากข้อมูลของคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิก (ESCAP) บริการสำหรับคนพิการทางการเรียนรู้ในประเทศมาเลเซีย จะจัดโดยองค์กรเพื่อคนพิการมากกว่าโดยคนพิการเอง อย่างไรก็ตาม องค์กรเพื่อศักดิ์ศรีและบริการ (Dignity & Services) ได้รับรางวัล UNESCAP HRD สำหรับการดำเนินงานที่โดดเด่นเพื่อสนับสนุนคนพิการ ในปี 2543

ศักดิ์ศรี และการบริการ

ศักดิ์ศรีและการบริการ (Dignity & Services) ได้รับการก่อตั้งขึ้นในปี 2534 เป็นองค์กรที่เน้นในเรื่องสิทธิของบุคคลคนพิการทางการเรียนรู้ บนพื้นฐานของการพัฒนามากกว่าในมุมมองของการกุศล สำหรับองค์กรเพื่อศักดิ์ศรีและการบริการแล้ว นั่นจะหมายถึงการมีส่วนร่วมของคนพิการทางการเรียนรู้เรื่องอย่างเต็มที่ในโครงการที่สร้างสรรค์และจัดทำเพื่อคนพิการโดยเฉพาะเพื่อประโยชน์ต่อคนพิการ คนพิการทางการเรียนรู้เป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาสอย่างมากในสังคมมาเลเซีย และเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสอื่นๆ ในฐานะองค์กรผู้เคลื่อนไหวเพื่อและโดยคนพิการทางการเรียนรู้ องค์กรจะให้การสนับสนุนกับคนพิการทางการเรียนรู้ ให้มีสิทธิพื้นฐานเช่นเดียวกับประชาชน และสมาชิกในชุมชนทั่วไป และเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายนี้ องค์กรจึงได้ให้ความสำคัญกับการก่อตั้งกลุ่มพึ่งตนเองที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับคนพิการทางการเรียนรู้

กลุ่มเป้าหมาย

องค์กรนี้ได้วางกลุ่มเป้าหมายที่คนพิการทางการเรียนรู้ เป็นผู้ที่รับประโยชน์หลักของโครงการนี้ โครงการส่วนใหญ่ขององค์กรจะดำเนินการในพื้นที่ชนบท ซึ่งองค์กรศักดิ์ศรีและการบริการ (Dignity & Services) ได้มีส่วนสนับสนุนการก่อตั้ง สภาครอบครัวผู้ให้การสนับสนุนแห่งชาติ (National Council of Family Support Groups) เพื่อให้การสนับสนุนและรณรงค์เกี่ยวกับสิทธิ จากบริการของศักดิ์ศรีและการบริการ (Dignity & Services) และโครงการต่างๆ ได้ริเริ่มโดยผ่านกลุ่มพึ่งตนเอง และกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กร ในแต่ละปีองค์กรได้ให้ข้อมูลและบริการสำหรับผู้ที่ต้องการกว่า 3,000 คน (ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์กรศักดิ์ศรีและการบริการ (Dignity & Services) ได้จากภาคผนวก 3)

3.14 สตรีพิการ

โครงการของรัฐบาลเพื่อคนพิการได้ครอบคลุมถึงสตรีพิการด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีโครงการสำหรับสตรีพิการโดยเฉพาะ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของสตรีในทุกๆ ด้านของชีวิต และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความเสมอภาค เสริมสร้างศักยภาพ และพัฒนาสตรี เพื่อทัดเทียมบุรุษในทุกๆ ด้านและทุกระดับ รัฐบาลได้ดำเนินการแผนงานและโครงการพิเศษเพื่อสตรี โดยอยู่ภายใต้แผนแก้ไขความยากจน เพศศึกษา และแผนการพัฒนาต่างๆ

3.15 การค้นหาและป้องกันความพิการตั้งแต่แรกเริ่ม และการให้การศึกษาแก่คนพิการ

การค้นหาและป้องกันความพิการ

กระทรวงสาธารณสุข ได้ริเริ่มจำนวนโครงการจำนวนหนึ่งเพื่อป้องกันการคลอด และการดูแลก่อนการคลอด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการป้องกันความพิการ ตัวอย่างส่วนหนึ่งได้แก่โครงการป้องกันภาวะตาบอดแห่งชาติ และโครงการป้องกันการขาดไอโอดีนแห่งชาติ

การให้การศึกษา

พระราชบัญญัติการศึกษา ปี 2539 และระเบียบการศึกษา (การศึกษาพิเศษ) ปี 2540 ให้การรับรองว่า เด็กพิการมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาในภาคปกติ มีโครงการการศึกษาพิเศษ 3 ประเภท รวมทั้งโรงเรียนการศึกษาพิเศษ และโครงการศึกษาแบบบูรณาการ

นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับ "ประชาธิปไตยทางการศึกษา"และนโยบายแห่งชาติ "การศึกษาเพื่อทุกคน"ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิทธิของเด็กพิการในการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เช่นเดียวกับเด็กปกติทั่วไป กระทรวงได้กำหนดให้การศึกษาระดับประถมเป็นการศึกษาภาคบังคับสำหรับเด็กทุกคนในมาเลเซีย รวมทั้งเด็กพิการด้วย

ปัจจุบัน โรงเรียนการศึกษาพิเศษ จัดตั้งขึ้นเพื่อเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับก่อนวัยเรียน ระดับประถม และมัธยม ในปี 2524 กระทรวงศึกษาได้เริ่มจัดให้มีหลักสูตรการศึกษาพิเศษในโรงเรียนทั่วไป และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

การศึกษาแบบบูรณาการประกอบไปด้วย

  • การมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของเด็กพิการที่ได้จัดให้เรียนเต็มเวลาในชั้นเรียนปกติ
  • การมีส่วนร่วมบางส่วนของเด็กพิการที่จัดให้เรียนในชั้นเรียนปกติเป็นบางวิชา

กระทรวงศึกษาธิการได้จัดโครงการศึกษาแบบบูรณาการในระดับเทคนิคระดับมัธยม / โรงเรียนวิชาชีพ และโรงเรียนโพลีเทคนิค สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ในปี 2542 กระทรวงยังได้จัดโครงการแทรกแซงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสำหรับเด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป ในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ เพื่อเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและการมองเห็น โดยดำเนินการในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ จำนวน 19 แห่ง และมีนักเรียนในระดับประถม จำนวน 76 คน และได้มีการคาดว่าจะรวมเด็กที่พิการทางจิตเข้าร่วมในโครงการนี้ในอนาคตอันใกล้

กระทรวงได้ดำเนินการผ่านทางวิทยาลัยฝึกอบรมครู มหาวิทยาลัย และโครงการฝึกอบรมอื่นๆ ได้ให้การฝึกอบรมสำหรับครูผู้เข้าร่วมในการศึกษาพิเศษ ในปี 2538 องค์ประกอบของการศึกษาพิเศษยังได้รับการผนวกเข้ากับหลักสูตรด้านการฝึกอบรมครูและประกาศนียบัตรศึกษาศาสตร์อีกด้วย

จากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ ความต้องการของผู้มีความบกพร่องทางสายตา ทางการได้ยิน และคนพิการทางการเรียนรู้ จะได้รับการแก้ไขในระบบโรงเรียนทั่วไป ปัจจุบันมีโรงเรียนจำนวน 283 แห่งซึ่งมีความพร้อมทั้งบุคคลากร และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรวมเด็กเหล่านี้เข้าศึกษาในระบบของโรงเรียนทั่วไปได้ อย่างไรก็ตาม เด็กกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ จะได้รับการจัดให้เข้าเรียนในโรงเรียนพิเศษ 31 แห่ง ความก้าวหน้าในการดำเนินงานของกระทรวงต่างๆ เกี่ยวกับการศึกษาสำหรับคนพิการมีดังต่อไปนี้

  • ปี 2507 - ก่อตั้งหน่วยการศึกษาพิเศษ
  • ปี 2521 - ก่อตั้งคณะกรรมการการสื่อสารแห่งชาติ
  • ปี 2524 - ก่อตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีภายในเพื่อการศึกษาพิเศษ (กระทรวงสวัสดิการสังคม/กระทรวงสาธารณสุข/กระทรวงแรงงานและ ทรัพยากรมนุษย์ และรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการที่ทำหน้าที่เป็นประธานและเลขานุการของคณะกรรมการ)
  • ปี 2525 - ก่อตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีภายในเพื่อขึ้นทะเบียนสำหรับเด็กพิการ - ก่อตั้งคณะกรรมการแห่งรัฐเพื่อเด็กพิการ - ก่อตั้งคณะกรรมการสำหรับหลักสูตรแห่งชาติเพื่อโรงเรียนการศึกษาพิเศษ ในระดับมัธยมศึกษาการอาชีพ ชาร์ อลาม (Shah Alam)
  • ปี 2528 - ก่อตั้งหน่วยงานและโรงพิมพ์อักษรเบรลล์ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ - ก่อตั้งที่ประชุมประชุมสภาสวัสดิการแห่งชาติ - ก่อตั้งคณะทำงานเพื่อการสื่อสาร ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ
  • ปี 2530 - ก่อตั้งโรงเรียนการศึกษาพิเศษในระดับมัธยมศึกษาการอาชีพ ชาร์ อลาม - ก่อตั้งคณะกรรมการเพื่อส่งเสริมการศึกษาสำหรับเด็กพิการทางการเรียนรู้
  • ปี 2531 - กระทรวงศึกษาธิการได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการให้ความช่วยเหลือ อย่างเต็มที่กับเด็กออทิสซึ่มในระดับไม่รุนแรง
  • ปี 2532 - ก่อตั้งสภาอภิปรายเพื่อการพัฒนาชุมชนแห่งชาติ
  • ปี 2534 - ก่อตั้งองค์กรแห่งชาติเพื่อการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กพิการ
  • ปี 2536 - ก่อตั้งคณะกรรมการเพื่อทบทวนนโยบายการศึกษาพิเศษ การวางแผน การร่วมมือ และการพัฒนาสำหรับเด็กพิการ

3.16 การฝึกอบรมและการจ้างงาน

ในปี 2531 รัฐบาลได้ประกาศใช้โควต้าการจ้างงานจำนวนร้อยละ 1 ให้คนพิการ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กระตุ้นและรณรงค์ให้ตระหนักถึงโอกาสในการจ้างงานคนพิการ และในปี 2533 - 2544 มีคนพิการทั้งสิ้น

Iในปี 2544 กระทรวงทรัพยากรมนุษย์ได้ออกกฎหมายการจ้างงานคนพิการในภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม ยังไม่พร้อมที่จะนำสำเนาของกฎหมายมารวมในรายงานฉบับนี้

3.17 การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและการขนส่งสาธารณะ

ระเบียบปฏิบัติมาตรฐาน 3 ฉบับของประเทศมาเลเซีย ว่าด้วยการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและการเคลื่อนย้ายของคนพิการ ที่ได้ประกาศใช้ระหว่างปี 2533 และ 2536 ได้แก่

  • MS 1184: 2534, ระเบียบปฏิบัติว่าด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะของคนพิการ
  • MS 1183: 2533, ระเบียบว่าด้วยมาตรการหลบภัยสำหรับคนพิการ
  • MS 1331: 2536, ระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการเข้าถึงสาธารณประโยชน์ภายนอกอาคารสำหรับคนพิการ

ส่วนหนึ่งของสาระสำคัญในระเบียบปฏิบัติว่าด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ สำหรับคนพิการ มีรายละเอียดดังนี้(ภาคผนวก)

แบบร่างของอาคารซึ่งนำเสนอต่อหน่วยงานส่วนท้องถิ่นภายหลังจากวันที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาในแต่ละรัฐจะต้องเป็นไปตามระเบียบที่ประกาศใช้นั้น อาคารที่มีอยู่เดิมต้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบภายในระยะเวลา 3 ปี นับจากวันประกาศ (หรือการขยายระยะเวลาใดๆ ก็ตามที่ได้รับอนุมัติ) แต่อาจมีการยื่นคำร้องขอรับการยกเว้นจากเงื่อนไขดังกล่าว ตามที่หน่วยงานส่วนท้องถิ่นจะเห็นสมควร

อาคารที่เข้าข่าย

มาตรฐานนี้จะบังคับใช้กับอาคารทั้งหมด ยกเว้นบ้านพักอาศัยส่วนตัว และครอบคลุมทุกส่วนของอาคาร ซึ่งลูกจ้าง ลูกค้า ผู้ที่มาเยี่ยมชม หรือสาธารณะชนทั่วไปเข้าไปใช้สอยเป็นประจำ

หน่วยงานส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการยกเว้นอาคารที่มีพื้นที่ต่ำกว่า 280 ตารางเมตรต่อชั้น จากการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการสามารถเข้าถึงถัดไปได้ โดยจัดให้คนพิการสามารถเข้าถึงชั้นล่างได้โดยสะดวก นอกจากนี้ การยกเว้นยังครอบคลุมไปยังพื้นที่ของอาคารส่วนที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ หรือโดยส่วนใหญ่ให้เป็น "พื้นที่สำหรับการตรวจสอบ บำรุงรักษา หรือซ่อมแซมอาคาร หรือซ่อมบำรุงเครื่องมืออำนวยความสะดวกหรือเครื่องจักรซึ่งติดตั้งภายในอาคาร"

ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใดๆ ในมาตรฐานเกี่ยวกับห้องพักในโรงแรม หรือห้องพักในแฟลต อย่างไรก็ตามบางส่วนของอาคารซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานเช่นกัน ในอนาคตอาจมีการวางแผนเพื่อกำหนดมาตรฐาน และโควตาสำหรับส่วนเหล่านี้ และสำหรับบ้านพักอาศัยส่วนบุคคลในโครงการบ้านจัดสรร

ขอบเขตความรับผิดชอบ

ประเภทหลักของคนพิการ ที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้มาตรฐานนี้ได้แก่

  • ผู้ใช้รถเข็นพิการ (รถเข็นทุกชนิด และไม่ว่าจะมีผู้นำทางด้วยก็ตาม)
  • ผู้ใช้ไม้ค้ำ (รวมทั้งคนแขนขาด)
  • คนตาบอด (รวมทั้งผู้ที่มีความบกพร่องทางสายตา)
  • คนหูหนวก (รวมทั้งผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน)

รายละเอียดปลีกย่อยต่อจากการจำแนกประเภทคนพิการจะให้รายละเอียดที่แยกจากกัน และมีดัชนีอ้างอิงถึงมาตรฐาน ซึ่งมีการจัดหมวดหมู่แบ่งตามส่วนต่างๆ ของอาคาร

ความรับผิดชอบของเจ้าของ และ/หรือ ผู้ครอบครอง จะเริ่มตั้งแต่บริเวณทางเข้าสู่ทรัพย์สินจากทางสาธารณะ โยจะต้องจัดทางที่มีพื้นราบและต่อเนื่องสำหรับคนพิการทุกกลุ่มตามที่ระบุด้านบน ไปยังที่จอดรถ (ถ้ามี) จนถึงทางเข้าอาคาร จนถึงทุกๆ ชั้น และทุกๆ ส่วนของอาคารที่ไม่ได้รับการยกเว้นจากมาตรฐาน

Tทุกส่วนของอาคารและที่ดินซึ่งคนพิการอาจเข้าไปใช้สอย ควรได้รับการดัดแปลงให้เหมาะสมตามความจำเป็น เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ ยกตัวอย่างเช่น ลิฟท์ เคาน์เตอร์บริการ ห้องน้ำ และโต๊ะทำงานของลูกจ้าง หากสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะเพียงบางส่วนได้รับการดัดแปลงเพื่อให้สอดคล้องตามจำนวนโควต้า สถานที่นั้นๆ จะต้องมีสัญลักษณ์ และป้ายบอกทิศทางให้กับคนพิการด้วย

3.18 การเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสาร

สมาคมคนหูหนวกแห่งกรุงกัวลาลัมเปอร์ (The Kuala Lumpur Society for the Deaf) ได้เปิดโฮมเพจ E-Pekak ตั้งแต่ปี 2539 เพื่อให้คนหูหนวกสามารถรับข้อมูลข่าวสารและการบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น

สภาเพื่อคนตาบอดแห่งชาติ (The National Council for the Blind - NCBM) เป็นองค์กรเอกชนไม่หวังผลกำไร ได้รับการยกเว้นภาษี และขึ้นทะเบียนภายใต้พระราชบัญญัติสมาคมของประเทศมาเลเซีย สมาคมได้รับการก่อตั้งขึ้นในปี 2529 และประกอบด้วย 5 องค์กรเพื่อคนตาบอด กล่าวคือ

  • สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศมาเลเซีย (The Malaysian Association for the Blind - MAB) สำนักงานอยู่ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
  • บ้านเซนต์ นิโคลัส (St Nicolas Home) สำนักงานอยู่ ณ กรุงปีนัง
  • สมาคมคนตาบอด รัฐซาบาร์ (The Sabah Society for the Blind) สำนักงานอยู่ ณ เมืองโกตาคินาบารู และเมืองซาบาร์
  • สมาคมคนตาบอด รัฐซาราวัก (The Sarawak Society for the Blind) สำนักงานอยู่ ณ เมืองคูชิง และเมืองซาราวัก
  • สมาคมคนตาบอดแห่งมาเลเซีย (The Society for the Blind in Malaysia - SBM) สำนักงานอยู่ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

องค์กร NCBM ได้ตีพิมพ์วารสารภาษาอังกฤษ ‘The NCBM Outreach’ ทุกไตรมาส เผยแพร่ในกลุ่มเพื่อนและผู้สนับสนุน นอกจากนี้ NCBM ยังได้ดำเนินกิจการสำนักพิมพ์อักษรเบรลล์มาเลเซียน ผลิตสื่ออักษรเบรลล์จำหน่ายในราคาพิเศษ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนจากภาครัฐ นอกจากนี้ NCBM ยังให้การสนับสนุนศูนย์อาชีพของคนตาบอด ร่วมกับสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศมาเลเซีย ช่วยเหลือคนตาบอดแก้ปัญหาที่ต้องพบระหว่างการหางานทำ

3.19 การบรรเทาวามยากจน ด้วยการสร้างศักยภาพ สวัสดิการสังคม และการมีคุณภาพชีวิตแบบยั่งยืน

ในแผนพัฒนา 5 ปี ของประเทศมาเลเซีย ฉบับที่ 8 (ปี 2544 -2548) เกี่ยวข้องการให้ความสำคัญในการพัฒนาบนพื้นฐานของความไว้วางใจต่อบุคคลอื่น การสร้างชาติโดยส่งเสริมความเป็นเอกภาพ ความรักชาติ ความมั่นคงทางการเมือง สร้างสังคมที่เอื้ออาทรและมีคุณธรรม และการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ด้วยการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตโดยการพัฒนาการเข้าถึงด้านการบริการสังคม ด้วยการพัฒนาสุนทรียศาสตร์แห่งชีวิต แผนยังได้ย้ำถึงความสำคัญในความพยายามเผยแพร่คุณค่าเชิงบวก ในประชากรชาวมาเลเซียโดยผ่านระบบการศึกษา หน่วยงานราชการหรือองค์กรอาสาสมัคร และสื่อมวลชน บริการทางสังคมซึ่งรวมถึงบริการด้านสวัสดิการสังคมได้ตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือระยะยาว รวมทั้งกลุ่มประชากรเป้าหมายที่อ่อนแอและผู้ด้อยโอกาส เช่น เด็ก เยาวชน คนพิการ สตรี ผู้สูงอายุ และครอบครัว

จากแผนพัฒนาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 การแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นวัตถุประสงค์หลักของแผน ภายใต้แผนฉบับนี้ การแก้ไขปัญหาความยากจนสามารถสรุปในบทที่ 1 - วัตถุประสงค์ของนโยบายและกรอบการดำเนินงาน ดังนี้

การบรรเทาปัญหาความยากจน และการปรับโครงสร้างของสังคม

  • 1.20 การดำเนินงานยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างสังคมที่เป็นเอกภาพและมีความเสมอภาค ด้วยเป้าหมายนี้ จะมีการกระจายแผนงานและโครงการเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพและการมีส่วนร่วมของประชากรเชื้อชาติต่างๆ ในหลากหลายกลุ่มรายได้ และศาสนา รัฐบาลจะทบทวนและแก้ไขจุดบอดของดำเนินการตามแผนงานและโครงการต่างๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางเอาไว้
  • 1.21 การรวมโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน ในระยะเวลาของแผนนั้น การผลักดันในเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน ได้ดำเนินการโดยการลดความยากจนระดับรุนแรงให้ลดลงเหลือไม่เกินร้อยละ 0.5 ในปี 2548 การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ตามที่คาดการณ์ไว้จะเปิดถึงโอกาสไปสู่คนจน ให้สามารถเพิ่มรายได้และหลุดพ้นจากความยากจนได้ นอกจากนี้ โครงการ Pembangunan Rakyat Termiskin (PPRT) และโครงการแก้ไขความยากจนอื่นๆ ได้รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งภายใต้โครงการ Skin Pembangunan Kesejahteraan Rakyat (SPKR) โครงการ SPKR จะครอบคลุมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และส่วนประกอบทางกายภาพ โดยมีเป้าหมายในการบรรเทาความยากจนในพื้นที่ และกลุ่มชนที่มีความยากจนมากที่สุด
  • 1.22 รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับประเด็นรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ประชากรในเมือง - เขตชนบท และภาคต่างๆ ของประเทศ ความพยายามยังคงมุ่งเน้นที่การขยายโอกาสสำหรับชนชั้นกลางและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยจะมีการริเริ่มกิจกรรมสร้างรายได้ เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัวผู้มีรายได้น้อย หนึ่งในนั้นได้แก่การสร้างกลไกให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนาที่เท่าเทียมกัน ระหว่างภูมิภาคและรัฐต่างๆ รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการวัดผลเพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของรัฐที่ด้อยพัฒนา โดยการส่งเสริมภาคการผลิต การท่องเที่ยว และภาคภาคการเกษตรสมัยใหม่
  • 1.23 การปรับโครงสร้างทางสังคม ในการปรับโครงสร้างดังกล่าว ได้มีโครงการที่หลากหลาย เช่น การจัดสรรกองทุนสำรอง โครงการกองทุน และการขายกิจการให้กับภาคเอกชน เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ถือหุ้น Bumiputera และการควบคุมการดำเนินงาน สัดส่วนผู้ถือหุ้นจากภาคธุรกิจจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 30 ในปี 2553 ดังที่ระบุไว้ในแผนพัฒนา Bumiputera ฉบับที่ 3 หน่วยงานและตัวแทนของกองทุน Bumiputera ถูกคาดหมายให้รับบทบาทมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในการบริหารทรัพยากรของเมือง และการสร้างความมั่งคั่งใหม่ ผู้ประกอบการจะได้รับการส่งเสริมให้มีการร่วมลงทุนและการแสวงหาหุ้นส่วนทั้งจากภายนอก Bumiputera และหุ้นส่วนจากต่างประเทศ เพื่ออาศัยประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเข้าถึงตลาด และความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ
  • 1.24 รัฐจะใช้ความพยายามมากยิ่งขึ้น เพื่อการริเริ่มแผนการปรับโครงสร้างการจ้างงาน และโครงการในภาคธุรกิจต่างๆ ในทุกระดับ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายด้านชาติพันธุ์ของประชากรในชาติ การศึกษาและการฝึกอบรมยังคงเป็นกลไกที่สำคัญ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การปรับโครงสร้างการจ้างงาน ด้วยเหตุนี้ สถาบันการฝึกอบรมและการอาชีพระดับสูง จะได้รับการจัดตั้งขึ้นในช่วงของแผน เพื่อส่งเสริมให้แรงงานและผู้จบการศึกษาสถาบันวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมือง Bumiputera ได้ยกระดับความรู้และทักษะของตน
  • 1.25 ภายในระยะเวลาของแผนพัฒนา การพัฒนาของสมาคมการค้าและอุตสาหกรรม Bumiputera (Bumiputera Commercial and Industrial Community - BCIC) จะให้ความสำคัญต่อการสร้างผู้ประกอบการที่สามารถพึ่งตนเองได้ในระดับโลก การสนับสนุนและการมีส่วนร่วมโดยตรงของรัฐบาล ยังคงมีความจำเป็นต่อไปในบางด้าน หน่วยงานที่รับผิดชอบจะหามาตรการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ได้รับประโยชน์จากโครงการเช่นกัน ตามวัตถุประสงค์ของการชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ใน Bumiputera มาตรการในปัจจุบัน จะได้รับการพัฒนาต่อไป และริเริ่มกลยุทธ์ใหม่ๆ ในการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังจะมีการปลูกฝังคุณธรรม เช่น ความน่าเชื่อถือ วินัย และความรับผิดชอบ เป็นที่คาดว่าภาคเอกชน รวมทั้งหอการค้า และสมาคมธุรกิจการค้า จะมีส่วนร่วมในการริเริ่มโครงการใหม่ๆ เพื่อสร้างศักยภาพให้กับ BCIC

ตามที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาชาติ ฉบับที่ 8 บทที่ 3 การแก้ไขปัญหาความยากจน และการปรับโครงสร้างสังคม จะมีการดำเนินมาตรการเพื่อคนพิการดังนี้

3.09 ระหว่างแผนพัฒนา PPRT ยังคงเน้นในเรื่องโครงการสร้างรายได้ ที่รวมถึงการค้ารายย่อย อุตสาหกรรมในครัวเรือน โครงการปศุสัตว์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการเพาะปลูกธัญพืชเชิงพาณิชย์ PPRT ยังได้จัดให้มีการฝึกอบรม และการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสำหรับผู้ยากจน นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ทบทวนโครงการ the Amanah Saham Bumiputera (ASB) – PPRT โดยให้กู้ยืมเงินปลอดดอกเบี้ยเป็นระยะ 4 ปี จำนวน 5,000 ริงกิต และให้สิทธิ์ผู้ยากจนได้รับส่วนแบ่งประจำปีเต็มจำนวน และโบนัสต่างๆ ณ วันที่ 30 เมษายน 2545 ผู้ยากจนจำนวนทั้งสิ้น 153,500 คน ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการกู้ยืมนี้ คิดเป็นจำนวนเงิน 767.2 ล้านริงกิต

3.10 หน่วยงานพัฒนาที่ดิน เช่น FELDA, FELCRA และ RISDA ได้จัดโครงการพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ภายใต้โครงการนี้ ครอบครัวที่มีหัวหน้าครอบครัวเป็นคนพิการ หรือผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินช่วยเหลือรายเดือนจำนวน 50 ริงกิต ต่อคน เป็นจำนวนสูงสุด 250 ริงกิต ต่อครอบครัว มีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ทั้งสิ้น 7,000 ครอบครัว โดยเป็นความช่วยเหลือของ FELDA จำนวน 5,000 ครอบครัว และความช่วยเหลือจาก FELCRA และ RISDA อีกแห่งละ 1,000 ครอบครัว โครงการนี้ได้ช่วยให้ครัวเรือนสามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้

3.11 จากข้อมูลของ PPRT โครงการต่างๆ ขององค์กรพัฒนาเอกชน และหน่วยงานภาคเอกชนได้จัดโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน ในช่วงระยะเวลาของแผนพัฒนา Amanah Ikhtian Malaysia (AIM) ได้จัดโครงการเงินกู้ยืมรายย่อยแก่ครอบครัวที่มีฐานะยากจนจำนวน 22,800 ครอบครัว จากงบประมาณกู้ยืมปลอดดอกเบี้ยจากรัฐบาล จำนวน 300 ล้านริงกิต ภาคเอกชนและมูลนิธิเพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนในแต่ละรัฐ ยังคงทุ่มเทความพยายามอย่างต่อเนื่องในการจัดฝึกอบรมทักษะ การสนับสนุนในลักษณะเดียวกัน และความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ยากไร้




Logo of Japan International Cooperation Agency (JICA)
Logo of Ministry of Social Development and Human Security


Valid XHTML 1.0 Strict! Valid CSS!
  © , APCD Project. All rights reserved.
last updated: