skip navigation

ภาคผนวก 1– ร่างกฎหมายว่าด้วยคนพิการ ฉบับที่ 3

จากข้อมูลของ Hr. F. Pletsch ที่ปรึกษาองค์กรแรงงานนานาชาติ ด้านการฟื้นฟูทักษะอาชีพของคนพิการ ร่างกฎหมายของคนพิการฉบับนี้ได้รับการนำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อการพิจารณาให้มีการปรับใช้แทนที่หรือ สนับสนุนพระราชบัญญัติการจ้างคนพิการ ปี 2501 (ดูบทที่ IX - รายละเอียดทั่วไป - ข้อย่อยที่ 26 ที่ระบุด้านล่างนี้)

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ
ร่างฉบับที่ 3
2525
ธันวาคม
กฎหมายว่าด้วยคนพิการ

บทนำ

เพื่อให้มีการบริการด้านฟื้นฟูสมรรถภาพที่มีประสิทธิภาพ สำหรับบุคคลที่กลายเป็นคนพิการ อันเนื่องจากเหตุผลใดก็ตาม รัฐสภา (the Pyithu Hluttaw) จึงให้มีการประกาศใช้กฎหมายคนพิการ (กฎหมายรัฐสภาเลขที่ 98)

บทที่ 1 ชื่อ วันที่มีผลบังคับใช้ และคำนิยาม

1.(a) กฎหมายนี้ เรียกว่า กฎหมายคนพิการ (b) ให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ทันที

2. ข้อความด้านล่างตามที่ระบุในกฎหมาย ให้มีความหมายดังต่อไปนี้

  • คนพิการ หมายถึง ผู้ที่มีความพิการถาวร ไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจ
  • คนพิการ ให้หมายความรวมไปถึง
    • คนที่มีร่างกายพิการ
    • คนตาบอด
    • คนหูหนวก และเป็นใบ้
    • คนพิการทางการสื่อสารด้วยคำพูดหรือวาจา
    • คนที่ขาดความสามารถทางปัญญา (คนปัญญาอ่อน)
    • ผู้ที่มีความเจ็บป่วยเรื้อรัง
  • คนพิการระดับรุนแรง หมายถึง ผู้ซึ่งไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง
  • เด็กพิการ หมายถึง คนพิการที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี
  • เยาวชนพิการ หมายถึง คนพิการที่มีอายุระหว่าง 12 - 18 ปี
  • คนพิการ หมายถึง คนพิการที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
  • โรงเรียนฝึกอบรมอาชีพ หมายถึง โรงเรียนฝึกอบรมอาชีพที่ดำเนินการโดยหน่วยงานภาครัฐบาล รวมไปถึงโรงเรียนในกำกับของกรมสวัสดิการสังคม
  • คนงาน หมายถึง คนที่ได้รับเงินค่าจ้าง หรือรายได้เพื่อเลี้ยงชีพ โดยใช้ความสามารถทางร่างกาย หรือจิตใจของตนเอง โดยไม่ต้องรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น

บทที่ 2
การก่อตั้ง

3. สภาที่ปรึกษาแห่งชาติ อาจก่อตั้งคณะกรรมการคนพิการแห่งชาติ เพื่อกำกับดูแลการบังคับใช้กฎหมาย

4. เพื่อให้คณะกรรมการสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะทำงานตามความเหมาะสม

บทที่ 3
การป้องกัน

5. เพื่อเป็นการป้องกันความพิการ คณะกรรมการตามข้อย่อยที่ 3 อาจร่างแผนการดำเนินงาน และเริ่มดำเนินการตามความเหมาะสม

บทที่ 4
การจดทะเบียน

6. คนพิการแต่กำเนิด หรือการกลายเป็นคนพิการ ณ อายุใดก็ตาม ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะต้องได้รับการขึ้นทะเบียนด้วยตนเอง หรือโดยจากบิดา - มารดา หรือผู้ปกครอง และระบุรายละเอียดของความพิการนั้น

7. คนพิการจะต้องขึ้นทะเบียนเพียงครั้งเดียว ณ สำนักงานภายในท้องถิ่นของตนเอง และสามารถถือบัตรคนพิการได้เพียง 1 ใบเท่านั้น

บทที่ 5
การฟื้นฟูทางการแพทย์

8.คนพิการมีสิทธิ์เข้ารับฟื้นฟูทางการแพทย์/p>

9. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยเหลือด้านอวัยวะเทียมแก่คนพิการ

10. อวัยวะเทียมดังกล่าวจะจัดหาให้กับคนพิการในราคาพิเศษ

บทที่ 6
การฝึกอบรมวิชาชีพและสิทธิในการเรียน

11. กรมสวัสดิการสังคม จะก่อตั้งโรงเรียนฝึกอบรมวิชาชีพ และหลักสูตรการสอนสำหรับเด็กพิการ ที่ไม่สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนทั่วไปได้

12. กระทรวงสวัสดิการสังคม อาจเปิดโรงเรียนฝึกอบรมวิชาชีพ และศูนย์ฝึกอบรมสำหรับคนพิการ

13. กระทรวงศึกษาธิการ จะดำเนินมาตรการที่จำเป็นในโรงเรียนทั่วไป และโรงเรียนฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อช่วยให้คนพิการสามารถเข้าเรียนได้

14. คนพิการอาจมีสิทธิ์เข้าร่วมและเรียนรู้ ในฐานะผู้ฝึกงาน ณ ห้องปฏิบัติการ โรงงาน และศูนย์ทำงานตามทักษะและความสามารถของตนเอง

15. ห้องปฏิบัติการ โรงงาน และหน่วยงานต่างๆ จะให้ตำแหน่งงานแก่คนพิการที่ได้รับประกาศนียบัตรจากโรงเรียนฝึกทักษะอาชีพ

บทที่ 7
ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

16. จะต้องมีการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อให้คนพิการสามารถเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนด้วยความสะดวกสบาย

17. คนพิการจะได้รับสิทธิส่วนลดค่าโดยสารเป็นพิเศษ

18. ผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์คนพิการ (Disabled Persons Producer Cooperative) หรือสถานประกอบการของคนพิการ จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ และภาษีอื่นๆ

บทที่ 8
สิทธิในการทำงาน

19. หากสภาพความพิการไม่มีผลต่อการทำงานในหน้าที่เดิมของคนพิการ ให้คนพิการนั้นมีสิทธิ์กลับเข้ารับตำแหน่งเดิมได้อีกครั้ง หลังจากได้รับการรักษาพยาบาลแล้ว

20. คนงานที่กลายเป็นคนพิการ ระหว่างการปฏิบัติงาน หรือได้รับเชื้อ และกลายเป็นผู้ป่วยตามที่ระบุในพระราชบัญญัติการชดเชยแรงงาน และหากความพิการนี้ เป็นผลให้ไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่เดิมได้ ให้คนพิการนั้นได้รับสิทธิในการโอนไปปฏิบัติหน้าที่อื่นตามความเหมาะสม และได้รับการว่าจ้างต่อไป

หมายเหตุ: รอการพิจารณาจากกองทัพเมียนมาร์เกี่ยวกับการเพิ่มเติมข้อย่อยที่ 19 และ 20

21. หากคนพิการยังคงปฏิบัติงานในหน้าที่เดิมได้ ให้คนพิการนั้นได้รับสิทธิ์ในการเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น

22. เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของคนพิการ ให้มีการก่อตั้งสมาคมสหกรณ์ ภายใต้การดูแลจากสภาประชาชนในแต่ละเมือง

23. หากหน่วยงานของรัฐบาลต้องการจัดซื้อผลิตภัณฑ์ ควรจะพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่มาผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์คนพิการ (Disabled Persons Producer Cooperative) หรือสถานประกอบการของคนพิการก่อนเป็นอันดับแรก

24. การขายวัตถุดิบต่างๆ ให้กับคนพิการ ให้สหกรณ์คนพิการ (Disabled Persons Producer Cooperative) หรือสถานประกอบการของคนพิการได้รับสิทธิพิเศษในการซื้อ

25. สำหรับคนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างสิ้นเชิง กรมสวัสดิการสังคมอาจให้ความช่วยเหลือในลักษณะของบ้านพักพิ

บทที่ 9
ทั่วไป

26.รมสวัสดิการสังคมและกรมสุขภาพ อาจร่วมกันก่อตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาแก่คนพิการ

27. เพื่อการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะรัฐมนตรีอาจทำการออกกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการสนับสนุนต่างๆ

คณะรัฐมนตรี อาจดำเนินมาตรการสนับสนุนประกาศสัตยาบันการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการปี 2526 ขององค์กรแรงงานนานาชาติ

28. ให้มีการออกพระราชบัญญัติ

"พระราชบัญญัติการจ้างงานคนพิการ ปี − 2501"(พรบ. ฉบับที่ 33 ปี 2501)

ให้มีการออกพระราชบัญญัติดังนี้ : บทที่ 1

1. (1) พระราชบัญญัตินี้ เรียกว่า "พระราชบัญญัติการจ้างงานคนพิการ – ปี 2501"

(2)พระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ ณ วันที่ ซึ่งกำหนดโดยประธานาธิบดีแห่งสหภาพเมียนมาร์อย่างเป็นทางการ นอกจากนั้น ประธานาธิบดีอาจประกาศสถานที่ และวันที่ หรือวันที่จะบังคับใช้ข้อกำหนดใดๆ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้

2. ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ หากไม่มีการระบุไว้เป็นอื่นใด

  • "คนพิการ " หมายถึง บุคคลใดก็ตามที่มีอายุครบ 16 ปีบริบูรณ์ และหากมิได้รับบาดเจ็บใดๆ หรือติดเชื้อโรค หรือความทุพพลภาพ จะสามารถหางานทำ หรือทำงาน หรือทำธุรกิจส่วนตัวที่เหมาะสมตามวัยวุฒิ คุณวุฒิ และความสามารถ แต่เนื่องจากการได้รับบาดเจ็บ ติดเชื้อโรค หรือความทุพพลภาพ ดังกล่าว จึงทำให้ประสบความลำบากในการหางานทำ หรือทำงาน หรือทำธุรกิจส่วนตัว คำว่า "ความพิการ " ต้องได้รับการตีความให้สอดคล้องตามเงื่อนไขข้อนี้เท่านั้น
  • "โรคภัย"รวมถึง สภาพทางร่างกาย และจิตใจ ที่เป็นผลมาจากความทุพพลภาพ หรือความบกพร่องใดทางร่างกาย
  • "คณะกรรมการ" หมายถึง “คณะกรรมการเพื่อการฟื้นฟูและการจ้างงานคนพิการ” (The Board for Normalization and Employment of Disabled Persons) แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้
  • "การฟื้นฟู " หมายถึง มาตรการใดๆ เพื่อสวัสดิการของคนพิการ และการป้องกันความพิการ เพื่อให้บุคคลนั้นมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมได้อีกครั้งหนึ่ง
  • "การฟื้นฟูทางการแพทย์" หมายถึง การรักษาพยาบาลคนพิการ ด้วยจุดประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพที่เหลืออยู่ หรือเพื่อให้สามารถทำงานในธุรกิจทั่วไปได้
  • "การฝึกอบรมอาชีพ" หมายถึง การฝึกอบรมแก่คนพิการ เพื่อให้สามารถรับจ้าง หรือทำงานส่วนตัวได้
  • "รายชื่อขึ้นทะเบียน" หมายถึง รายชื่อคนพิการ ยกเว้นผู้ซึ่งมีความบกพร่องทางจิตใจ ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการ
  • "นายจ้าง" หมายถึง บุคคลผู้ซึ่งจ้างแรงงานตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป ในธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมใดๆ หรือเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ หรือสาขาของธุรกิจ และหมายความรวมถึงหน่วยงานรัฐบาล หน่วยงานท้องถิ่น คณะกรรมการ สมาคม หรือสภาที่ก่อตั้งขึ้นโดยรัฐบาล โดยให้เป็นไปตามกฎหมายที่บังคับใช้อยู่
  • "กำหนด" หมายถึง การกำหนดโดยอำนาจของกฎ หรือระเบียบภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้

บทที่ 2 องค์ประกอบของคณะกรรมการบริหาร

3. (1) คณะกรรมการ ใช้ชื่อว่า "คณะกรรมการเพื่อการฟื้นฟูและการจ้างงานคนพิการ"จะประกอบไปด้วยบุคคลดังต่อไปนี้

  • รัฐมนตรีด้านศาสนาและสังคม (ประธาน)
  • เลขาธิการ กระทรวงศาสนาและสังคม
  • ผู้อำนวยการ กรมสวัสดิการสังคม (เลขาธิการ)
  • เลขาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม
  • เลขาธิการ กระทรวงสาธารณสุข
  • เลขาธิการ กระทรวงแรงงาน
  • เลขาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ
  • เลขาธิการ กระทรวงกลาโหม
  • เลขาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิ สภาแผนงานสังคม
  • ผู้จัดการ คณะกรรมการบริหารความปลอดภัยด้านสังคม
  • ผู้จัดการ โรงเรียนฝึกหัดอาชีพเพื่อทหารพิการ
  • ผู้แทนจากสมาคมทหารพิการเมียนมาร์
  • บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล จำนวน 4 คน

(2) คณะกรรมการบริหารเป็นผู้ประสานงาน ทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำแก่รัฐบาลในด้านนโยบายที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ

(3) คณะกรรมการบริหารมีสิทธิ์ที่จะมีตราประทับอย่างเป็นทางการ และมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการบริหารมีสิทธิ์ถือครองสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ และมีสิทธิ์ในการทำข้อตกลงและลงนามในสัญญา คณะกรรมการมีสิทธิ์ยื่นฟ้องตามกระบวนการทางกฎหมายและถูกฟ้องร้องได้

(4) ค่าตอบแทน และค่าใช้จ่าย ตามที่ประธานาธิบดีได้กำหนดไว้ จะจ่ายให้แก่สมาชิกของคณะกรรมการที่มิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ

(5) สมาชิกคณะกรรมการที่มิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีวาระ 2 ปี

(6) ประธานาธิบดีมีสิทธิ์ถอดถอนเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้มาจากหน่วยงานรัฐบาล ณ เวลาใดก็ได้

บทที่ 3

เพื่อให้ได้รับการฟื้นฟูทางการแพทย์ และโอกาสต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมอาชีพ

(1) คณะกรรมการฯ อาจวางนโยบาย หรือให้โอกาสสำหรับการฟื้นฟูทางการแพทย์ และฝึกอบรมอาชีพ สำหรับคนพิการ ยกเว้นผู้ป่วยทางจิต

(2) คณะกรรมการฯ อาจมีคำสั่งแต่งตั้งกรม หรือองค์กรใดๆ เพื่อให้ดำเนินมาตรการใดๆ ตามที่กำหนดไว้ในข้อย่อย (1)

(3) ประธานาธิบดีอาจมีคำสั่งแต่งตั้งกรม หรือองค์กรใดๆ ด้วยเพื่อให้การรักษาพยาบาลแก่เด็กพิการทางร่างกาย และผู้ป่วยทางจิตให้เป็นปกติ และให้การฝึกอบรมอาชีพ

บทที่ 4

แผนการจ้างงานของคนพิการขึ้นทะเบียน และเพื่อให้สามารถประกอบธุรกิจส่วนตัว

(1)คณะกรรมการจะทำการรวบรวมรายชื่อคนพิการขึ้นทะเบียน ยกเว้นผู้ป่วยทางจิต

(2) รูปแบบของการขึ้นทะเบียน ขั้นตอนการขึ้นทะเบียน การเปลี่ยนแปลง และการลบรายชื่อออกจากรายการ ให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการ

(3) บุคคลใดผู้มีชื่อในรายการขึ้นทะเบียนให้ถือว่าเป็น"บุคคลผู้ซึ่งมีประสบสภาพที่เลวร้าย เมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลปกติอื่นๆ และเนื่องมาจากความพิการ จึงได้รับการขึ้นทะเบียน"

(4)คณะกรรมการอาจกำหนดระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ ที่บัญญัติขึ้นโดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อวางกระบวนการพิสูจน์หลักฐานของผู้ขอขึ้นทะเบียน ระเบียบต่างๆ เหล่านี้ จะต้องไม่ขัดต่อวัตถุประสงค์ทั่วไป และจะประกอบไปด้วยระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้นหา การเก็บรักษา การใช้ และการส่งคืนหลักฐานเหล่านั้น

6, (1) คณะกรรมการอาจกำหนดระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ที่บัญญัติขึ้นโดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อวางขั้นตอนการป้อนรายชื่อเพื่อลงทะเบียน ปัจจัยประกอบการพิจารณาการขึ้นทะเบียน และอาจกำหนดระเบียบที่วางขั้นตอน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเก็บรักษารายชื่อนั้นไว้ในรายการขึ้นทะเบียน

(2) บุคคลผู้มีความประสงค์จะขึ้นทะเบียนคนพิการ จะต้องยื่นคำร้องตามกฎและระเบียบที่ได้กำหนดไว้

(3) หากคณะกรรมการพิจารณาแล้วว่า

  • ผู้ยื่นคำร้องเป็นคนพิการจริง
  • สภาพความพิการนั้นจะยังคงอยู่เป็นเวลา 6 เดือน หรือมากกว่า นับจากวันที่ยื่นคำร้องขอขึ้นทะเบียน
  • ผู้ยื่นคำร้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียน
  • หากผู้สมัครมิได้ถูกจำกัดโดยระเบียบใดๆ เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียน คณะกรรมการจะพิจารณาอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนได้เมียนมาร์ (B.N.A.) หรือกองกำลังทหารเมียนมาร์ (P.B.F.) ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

บทที่ 5 การจัดการ

15. หากคณะกรรมการฯ ไม่สามารถจัดการฝึกอบรมด้านอาชีพ และให้การรักษาทางการแพทย์ ที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ คณะกรรมการจะพิจารณาคัดเลือกบุคคล ผู้มีความประสงค์จะให้การรักษาพยาบาล และการฝึกอาชีพ ในการคัดเลือกดังกล่าว บุคคลในกลุ่มดังต่อไปนี้จะได้รับอภิสิทธิ์

  • บุคคลผู้รับราชการเต็มเวลาในกองทัพบกเมียนมาร์ ก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
  • บุคคลผู้รับราชการเต็มเวลาในกองกำลังปลดปล่อยเมียนมาร์ (B.I.A.) หรือกองทัพบกสหภาพ
  • บุคคลผู้รับราชการเต็มเวลาในกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศของสหภาพเมียนมาร์

16. ประธานาธิบดีอาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่และบุคลากร เพื่อดำเนินการใดๆ ตามที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ นอกจากการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่และบุคลากร หรือแทนที่จะแต่งตั้งเจ้าหน้าที่และบุคลากร ประธานาธิบดีอาจมีคำสั่งไปยังหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือบุคลากรของหน่วยงานดังกล่าวดำเนินมาตรการใดๆ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้

17. หากผู้ละเมิดข้อกำหนดใดๆ พระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน หรือนิติบุคคลอื่นๆ ผู้อำนวยการ หรือผู้จัดการ หรือเลขานุการ หรือเจ้าหน้าที่ในบริษัท หรือตัวแทน หรือผู้ทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทน จะต้องพิสูจน์ว่าการละเมิดเป็นไปโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากตน มิได้เกิดจากความประมาทของตน และตนได้พยายามอย่างเต็มความสามารถแล้วในการป้องกันการประทำดังกล่าว มิเช่นนั้น จะถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ก่ออาชญากรรมดังกล่าว

18. ประธานาธิบดีอาจประกาศใช้กฎระเบียบเพื่อการบังคับใช้ข้อกำหนดในพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างมีประสิทธิผล กฎระเบียบเหล่านี้ให้บังคับใช้เป็นกฎหมาย




Logo of Japan International Cooperation Agency (JICA)
Logo of Ministry of Social Development and Human Security


Valid XHTML 1.0 Strict! Valid CSS!
  © , APCD Project. All rights reserved.
last updated: