ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดคำเฉพาะ หรือคำนิยามอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับคนพิการในสหภาพเมียนมาร์
แม้ว่าการอ้างอิงได้ถูกบันทึกไว้ในนโยบายแห่งชาติเกี่ยวเนื่องกับคนพิการ แต่ก็ยังไม่มีการเฉพาะเจาะจงหรือนโยบายที่เป็นทางการแห่งชาติที่สามารถใช้การณ์ได้ทันทีที่รวบรวมไว้ในรายงานฉบับนี้ ตามที่รายงานข้อมูลประเทศเกี่ยวกับคนพิการในเดือนมีนาคม ปี 2545 ซึ่งจัดทำโดยองค์กรร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) นโยบายแห่งชาติในปี 2518 ซึ่งรวมคำกล่าวดังต่อไปนี้เข้าไว้ด้วย
กรมสังคมสงเคราะห์อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงสวัสดิการสังคม การบรรเทาทุกข์และการตั้งถิ่นฐานใหม่ ก่อตั้งขึ้นในปี 2496 และเป็นองค์กรแรกของรัฐบาลที่ดำเนินการด้านแผนงานสังคมสงเคราะห์ภายใต้แนวนโยบายของรัฐบาล นโยบายสวัสดิการสังคมเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายแห่งชาติที่มีรากฐานมาจากจุดมุ่งหมายในการสร้างความเสมอภาคสำหรับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ซึ่งรวมถึงคนพิการด้วย
วัตถุประสงค์ของกรมสังคมสงเคราะห์มีดังต่อไปนี้
จากวัตถุประสงค์ของกรมสังคมสงเคราะห์ที่ต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพของคนพิการ จึงมีการวางแผนกิจกรรมต่างๆ ดังต่อไปนี้
โรงพยาบาลเวชศาสตร์การฟื้นฟูแห่งชาติรับผิดชอบในการรักษากระดูกและกล้ามเนื้อ และการฟื้นฟูทางการแพทย์ ดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุข
สมาพันธ์ตั้งขึ้นในปี 2532 โดยมีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมการกีฬา เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างความเชื่อมั่นและและการพึ่งตนเองของคนพิการ สมาพันธ์อยู่ภายใต้การควบคุมของกรมพลศึกษา และเป็นผู้ดำเนินการจัดการแข่งขันกีฬาสำหรับคนพิการ รวมถึงการฝึกหัดนักกีฬา
Tรัฐบาลเข้าร่วมในการประชุมระหว่างภูมิภาคและสัมมนา พร้อมด้วยผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ ที่ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCD) หลักสูตรการฝึกอบรมฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (CBR) ในเดือนเมษายน 2546 หัวข้อหลักสูตรการฝึกอบรม "การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน"ซึ่งจัดขึ้นในประเทศไทยและมีผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมจากโรงเรียนฝึกอบรมอาชีพเพื่อคนพิการวัยผู้ใหญ่ ศูนย์เอเดนเพื่อช่วยเหลือคนพิการ (Eden Handicap Service Centre) โรงเรียนสำหรับคนหูหนวก และโรงเรียนแมรี่ แชปแมน เพื่อคนหูหนวก (Mary Chapman School for the Deaf)
ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกยังได้จัดหลักสูตรการฝึกอบรมในหัวข้อ "การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรพึ่งตนเองของคนพิการ" ณ กรุงเทพมหานคร ในเดือนกันยายน 2546 มีผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมจำนวน 21 คนจาก 6 ประเทศอาเซียนรวมถึงสหภาพเมียนมาร์ด้วย
ข้อมูลเชิงสถิติเกี่ยวกับคนพิการในสหภาพเมียนมาร์ค่อนข้างจะมีจำกัดเป็นอย่างมาก และมีการอ้างอิงที่จำกัด และไม่มีการจัดทำเอกสารอ้างอิงแหล่งที่มา
จากข้อมูลของสมาคมคริสเตียนเมียนมาร์เพื่อคนตาบอด (Myanmar Christian Fellowship of the Blind) จำนวนประชากรคนตาบอดได้ถูกตีพิมพ์เพียงครั้งเดียวในปี 2516 โดยพรรคสังคมนิยมสหภาพเมียนมาร์ จากการสำรวจสำมะโนประชากรซึ่งมีจำนวนประมาณ 28.8 ล้านคน มีจำนวนคนพิการตามองเห็นเลือนรางและตาบอดสนิทจำนวน 196,020 คน
มีการออกกฎหมายฟื้นฟูสมรรถภาพและการจ้างงานคนพิการขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2501 โดยในช่วงปี 2543 ได้มีจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้นโดยกรมประชาสงเคราะห์ มูลนิธิคุ้มครองเด็ก (ประเทศสหราชอาณาจักร) และองค์การยูนิเซฟ เพื่อร่วมกันยกร่างกฎหมายฉบับใหม่เกี่ยวกับคนพิการ การประชุมเชิงปฏิบัติการอย่างเป็นทางการครั้งแรกเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลหลากหลาย อันได้แก่ครูอาจารย์ ผู้อำนวยการ พนักงานของรัฐ ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชน คนพิการและสมาชิกในครอบครัว หลังจากการประชุมเชิงปฏิบัติการได้มีการเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ต่อรัฐบาลเพื่อนำไปพิจารณา อย่างไรก็ตามยังไม่มีความคืบหน้าแต่ประการใด ภาคผนวก 1 ประกอบด้วยร่างพระราชบัญญัติซึ่งถูกเสนอในปี 2526 โดยองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เพื่อแทนที่กฎหมายฉบับเดิม บทบัญญัติในร่างกฎหมายฉบับนี้มีลักษณะเนื้อหาของกฎหมาย ปี 2501 สำเนาของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพและการจ้างงานคนพิการยังไม่ได้ถูกรวมไว้ในรายงานฉบับนี้
ตามที่คณะกรรมการองค์การสหประชาชาติเพื่อสิทธิมนุษยชนในเด็ก โดยความเห็นชอบจากคณะรัฐบาลภายใต้มาตราที่ 44 ของข้อตกลงที่ประกาศไว้ในปี 2538 บทบัญญัติต่อไปนี้ได้ถูกดำเนินการในประเทศสหภาพเมียนมาร์
ก) ตามที่ระบุไว้ในวรรคที่ 18 ของกฎหมายว่าด้วยเด็กและเยาวชน เด็กพิการทางสติปัญญาและทางร่างกายจะต้องได้รับสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการที่จะได้การศึกษาขั้นพื้นฐาน (ระดับประถมศึกษา) หรือการศึกษาด้านวิชาชีพในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ ซึ่งดำเนินการโดยกรมประชาสงเคราะห์ หรือภาคเอกชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชน และมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการได้รับการดูแลเป็นพิเศษและการช่วยเหลือจากรัฐบาล สิทธิ์อย่างเต็มที่ในการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสมตามสถานะภาพทางสังคมที่มั่นคงและปลอดภัย อีกทั้งสนับสนุนการพึ่งตนเองของเด็กและส่งเสริมการเข้าไปมีส่วนร่วมในชุมชน
ข )ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติการจ้างงานคนพิการฉบับที่ 4 (3) ประกาศใช้ในปี 2501ประธานาธิบดีสามารถจัดตั้งกรม หรืองค์กรขึ้นใหม่ เพื่อให้การช่วยเหลือในการศึกษาด้านอาชีพและดูแลรักษาทางการแพทย์แก่คนพิการทางกาย หรือมีความบกพร่องทางด้านจิตใจ
ค ) ตามมาตราที่ 32 (c) ของกฎหมายว่าด้วยเด็กและเยาวชน ถือว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางจิต เป็นเด็กที่มีความต้องการความคุ้มครองและดูแลเอาใจใส่ ดังนั้นมาตราที่ 34 (d) ของกฎหมายว่าด้วยเด็กและเยาวชนได้กำหนดไว้ว่าผู้อำนวยการใหญ่ของกรมประชาสงเคราะห์มีสิทธิที่จะนำเด็กที่มีความบกพร่องทางจิตรับการรักษาในโรงพยาบาลโรคจิต
ก) ตามแผนงานการฟื้นฟูสมรรถภาพคนตาบอด คนพิการ และคนหูหนวก กรมประชาสงเคราะห์ได้ให้การช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้ด้านวิชาการและการศึกษาด้านวิชาชีพและส่งเสริมการดูแล กระทรวงสุขภาพรับผิดชอบในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ (โรงพยาบาล) ในกรุงย่างกุ้งได้เปลี่ยนเป็นศูนย์การฟื้นฟูสมรรถภาพที่ให้การดูแลทางการแพทย์ในเบื้องต้นแก่เด็กพิการ เพื่อให้เด็กพิการสามารถได้รับการศึกษา กรมประชาสงเคราะห์จึงก่อตั้งโรงเรียนการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการในแต่ละประเภท คือ เด็กที่มีพัฒนาการทางสติปัญญาช้า ตาบอด และหูหนวกและเป็นใบ้ นอกจากนี้ยังมีองค์กรอาสาสมัครภาคเอกชนที่จัดตั้งโรงเรียนขึ้น 3 แห่งสำหรับเด็กตาบอด และโรงเรียนอีก 1 แห่งสำหรับเด็กหูหนวกและเป็นใบ้โดยมีพื้นฐานให้การศึกษาเพื่อการพึ่งตนเอง
ข) สหภาพเมียนมาร์เป็นตัวแทนในการจัดการประชุมทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงปักกิ่งในระหว่างวันที่ 1 5 ธันวาคม 2535 สหภาพเมียนมาร์ยังได้ร่วมลงนามในประกาศเรื่องการมีส่วนร่วมและการเท่าเทียมกันของคนพิการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536
จากข้อมูลของคณะกรรมการประกันสังคม มีกรณีการเรียกร้องของคนพิการชั่วคราวจำนวน 984 ราย ในปี 2545 ขณะที่มีเพียง 940 รายเท่านั้นที่ได้รับเงินชดเชย ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น มีกรณีการเรียกร้องของคนพิการถาวรจำนวน 1,560 ราย ขณะที่มีเพียง 1,549 รายเท่านั้นที่ได้รับเงินชดเชย
กระทรวงสาธารณสุขเป็นให้ความช่วยเหลือในด้านเครื่องมือและเทคโนโลยีสำหรับเครื่องมืออำนวยความสะดวกของคนพิการเพียงรายเดียวในประเทศ ขณะที่กรมประชาสงเคราะห์รับผิดชอบในการช่วยเหลือด้านเศรษฐศาสตร์สังคม การผลิตและการแจกจ่ายเครื่องมืออำนวยความสะดวกกำลังดำเนินการไปพร้อมกับการให้ความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับคนพิการ ตามแผนงานฟื้นฟูสมรรถภาพโดยชุมชนของกระทรวงสุขภาพและในโรงพยาบาล ตามรายงานที่ตีพิมพ์โดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ในปี 2538 การผลิตเครื่องมืออำนวยความสะดวกตามรายงานของโรงพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่งชาติมีดังนี้
| ปี | อวัยวะเทียม | เครื่องดามขา | ไม้ค้ำ |
|---|---|---|---|
| 2535 | 376 |
310 |
940 |
| 2536 | 393 |
296 |
1,185 |
| 2537 | 392 |
465 |
1,000 |
ที่มา : ESCAP, การผลิตและการแจกจ่ายเครื่องมืออำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ
โรงพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่งชาติได้ให้ความช่วยเหลือในด้านเครื่องมืออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มีความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหว ที่ต้องได้รับการรักษาทั้งแบบผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ทั้งนี้คนพิการต้องสามารถเดินทางมาเข้ารับการรักษาที่ศูนย์ได้ โรงพยาบาลจะทำการประเมินลักษณะความพิการของผู้ป่วยแต่ละรายโดยการรักษาในเบื้องต้น เพื่อทำการวินิจฉัยว่าต้องจัดเตรียมเครื่องมืออำนวยความสะดวกหรือไม่ เครื่องมืออำนวยความสะดวกคนพิการประกอบด้วยรถเข็น เครื่องดามขา ไม้ค้ำ อุปกรณ์ช่วยเดิน และอวัยวะเทียมซึ่งทำการผลิตในโรงงานผลิตของโรงพยาบาลตามแผนงานการบำบัดรักษาทางการแพทย์
ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและการฟื้นฟูสมรรถภาพเปิดทำการในปี 2546 ในรัฐคะฉิ่นและ Hpa-an ซึ่งให้การช่วยเหลือในการใส่อวัยวะเทียมในเขตตะวันออกเฉียงใต้ของสหภาพเมียนมาร์ การก่อตั้งศูนย์แห่งนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยเหลือคนพิการแขนขาขาดในรัฐคะฉิ่นและมอญ และเขต Tanintharyi ศาสตราจารย์ Min Lwin หัวหน้าโรงพยาบาลเวชศาสตร์การฟื้นฟูสมรรถภาพแห่งชาติในกรุงย่างกุ้งได้กล่าวว่า "ศูนย์แห่งนี้ช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายเพราะคนพิการไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่กรุงย่างกุ้งเพื่อใส่อวัยวะเทียม"ศูนย์ Hpa-an ก่อตั้งขึ้นในเดือนมกราคมโดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและคณะกรรมการการชาดสากล (the International Committee of the Red Cross ICRC) อีกทั้งยังได้ดำเนินงานโรงงานปลูกถ่ายอวัยวะเทียม 1 ใน 5 แห่งของสหภาพเมียนมาร์ซึ่งตั้งอยู่ห่างจาก Hpa-an ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะทาง 7 ไมล์ ศูนย์นี้ให้การช่วยเหลือในการใส่อวัยวะเทียมและการรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพแก่คนพิการแขนขาขาดโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น "นับถึงปัจจุบันนี้ เราได้ทำการใส่แขนขาเทียมจำนวน 120 คู่สำหรับคนพิการแขนขาขาด" Mr. Jacques Forget ผู้เชี่ยวชาญการเปลี่ยนใส่อวัยวะเทียมผู้ดำเนินงานศูนย์แห่งนี้กล่าวไว้ ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและการฟื้นฟูสมรรถภาพเป็นศูนย์ขนาด 30 เตียงและมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจำนวน 25 คน โดยจำนวน 9 คนเป็นผู้ฝึกงานเกี่ยวกับอวัยวะเทียม Mr. Forget ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ICRC กำลังพยายามที่จะขยายการดำเนินงานทั้งการผลิตอวัยวะเทียมและจำนวนเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการที่ปฏิบัติงานที่ศูนย์แห่งนี้ โดยเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการจำนวน 2 คนจะถูกส่งไปยังประเทศกัมพูชาในปี 2546 เพื่อเข้าร่วมหลักสูตรนานาชาติว่าด้วยอวัยวะเทียม การประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับอวัยวะเทียมซึ่งเป็นประโยชน์ต่อความจำเป็นในการดำเนินงานของรัฐที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์การฟื้นฟูสมรรถภาพแห่งชาติ โรงพยาบาลมันฑะเลย์ และโรงพยาบาลทหารซึ่งมีโรงงานผลิตอวัยวะเทียมด้วย 2 แห่ง
ตามที่กรมประชาสงเคราะห์ต้องการที่จะให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในเวลานี้แผนนโยบายสุขภาพแห่งชาติเพื่อสนับสนุนระบบการดูแลเอาใจใส่สุขอนามัยในเบื้องต้นโดยชุมชน แผนนโยบายสุขภาพแห่งชาติต้องการให้มีการดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (CBR) เพื่อจัดรูปแบบและฝึกอบรมประชากรในแต่ละชุมชนให้เอาใจใส่และช่วยเหลือแก่สมาชิกคนพิการในชุมชนของตนเอง การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนให้ประโยชน์ต่อโครงสร้างสังคมตามที่ได้ถูกนำเสนอในแต่ละเขตชุมชนแล้ว ผู้เชี่ยวชาญได้ถูกส่งเข้าไปยังเขตชุมชนเพื่อฝึกหัดอาสาสมัครผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพซึ่งต่อมาส่งไปปฏิบัติภารกิจหน้าที่ในชุมชนของตนเอง สำหรับคนพิการที่ต้องการความช่วยเหลือมากกว่าที่ชุมชนสามารถให้ได้ อาสาสมัครและผู้ปฏิบัติงานในชุมชนจะให้คำแนะนำโดยส่งตัวต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลกลาง หรือโรงเรียน โรงพยาบาลศูนย์กลางการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ (โรงพยาบาลเวชศาสตร์การฟื้นฟูสมรรถภาพแห่งชาติ) หรือศูนย์การเรียนรู้และให้ความช่วยเหลือ จะทำหน้าที่สนับสนุนทรัพยากรให้กับชุมชน ดังนั้นชุมชนท้องถิ่นจะให้ความช่วยเหลือพื้นฐานที่มีประโยชน์ต่อคนพิการจำนวนมากมากกว่าโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในเขตเมือง
การเข้าถึงศูนย์กลางชุมชนเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพยังคงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่ในสหภาพเมียนมาร์ ความพยายามในการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนมีขึ้นครั้งแรกในปี 2525 ตามที่กรมประชาสงเคราะห์ได้ทำการเลือกเขตการปกครอง 2 - 3 เขตที่ครอบคลุมประชากรจำนวนประมาณ 100,000 คน ในปัจจุบัน เวิล์ด วิชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (World Vision International) ได้ให้ความร่วมมือกับกรมสุขภาพในการพัฒนาโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนใน 6 เขตการปกครองชานกรุงย่างกุ้งและเมืองมันฑะเลย์ เวิล์ด วิชั่น มุ่งหวังว่าแต่ละโครงการจะมีระยะเวลา 15 ปีในการที่จะทำให้แต่ละเขตการปกครองสามารถให้ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนได้อย่างมีประสิทธิผลอย่างเพียงพอ ศูนย์เอเด็นเพื่อช่วยเหลือคนพิการ (Eden Handicap Service Center) พร้อมด้วยสภาศาสนจักรของสหภาพเมียนมาร์ (Myanmar Council of Churches) ก็ได้เริ่มดำเนินโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนในเขตการปกครองในกรุงย่างกุ้งในปี 2545 ด้วยเช่นกัน
โครงการอิสระเพื่อช่วยเหลือคนพิการก็ได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างสังคมที่มีอยู่ด้วย อย่างเช่นองค์กรทางศาสนาซึ่งทำหน้าที่เป็นเครือข่ายสนับสนุนอยู่เป็นประจำ สภาคริสตรจักรแห่งสหภาพเมียนมาร์ให้ความช่วยเหลือในหลายโครงการเพื่อคนพิการ และให้การช่วยเหลือด้านการเงินและสนับสนุนการประกอบอาชีพ โครงการต่างๆ เอื้อประโยชน์ต่อการมีส่วนร่วมของศาสนจักรในสภาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับบริการความช่วยเหลือของสภาที่มีแก่ชุมชน
สมาชิกองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ในสหภาพเมียนมาร์ได้เข้าร่วมหลักสูตรการฝึกอบรมเรื่องการดำรงชีวิตอิสระสำหรับคนพิการ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ในระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม 2543 ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีการริเริ่มก่อตั้งศูนย์ดำรงชีวิตอิสระของคนพิการในสหภาพเมียนมาร์อ่างเป็นทางการ
โครงการเวิล์ดวิชั่นเพื่อสังคมแห่งสหภาพเมียนมาร์ที่ปราศจากอุปสรรค (The World Vision Myanmar-Barrier Free Community Project) ได้จัดทำทำเนียบองค์กรสำหรับ/เกี่ยวกับคนพิการในสหภาพเมียนมาร์ในเดือนธันวาคม 2546 ทำเนียบดังกล่าวแจกจ่ายให้กับผู้สนใจโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังมีการจัดวันคนพิการสากลแห่งชาติขึ้นในเดือนธันวาคม โดยมีเลขาธิการสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งชาติเป็นผู้กล่าวเปิดงาน ซึ่งกล่าวถึงหลังจากที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 3 ธันวาคมเป็นวันคนพิการสากลแห่งชาติ ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับขวัญกำลังใจและเกียรติของคนพิการในสังคม ทั้งนี้ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติถือปฏิบัติเป็นประจำทุกปี ดังที่สหภาพเมียนมาร์ได้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ขององค์การสหประชาชาติ และได้มีการจัดงานขึ้นเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะยกระดับขวัญกำลังใจและเกียรติของคนพิการในสหภาพเมียนมาร์ และพยายามที่จะทำให้คนพิการมีโอกาสเท่าเทียมกับผู้อื่น สหภาพเมียนมาร์ในฐานะที่เป็นประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติได้จัดงานขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเน้นความสำคัญของการสัมฤทธิ์ผลในการดำเนินการตามจุดมุ่งหมายอันสูงส่งที่จะให้การสนับสนุนคนพิการทั้งทางด้าน สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
นักกีฬาส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาคนพิการต่างๆ ทั้งระดับชาติและนานาชาติจะประกอบด้วยทหารผ่านศึกคนพิการจากกองทัพ นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีบทบาทที่โดดเด่นในการส่งเสริมการแข่งขันกีฬาต่างๆ ภายในประเทศ
นักกีฬาพิการของสหภาพเมียนมาร์ได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาคนพิการอาเซียนครั้งที่ 2 ในเดือนธันวาคม 2546 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยได้รับเหรียญรางวัลจากการแข่งขันจำนวน 49 เหรียญ แบ่งเป็นเหรียญทอง 24 เหรียญ เหรียญเงิน 13 เหรียญ และเหรียญทองแดง 12 เหรียญ
การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ 8 ประเทศตะวันออกไกลและแปซิฟิกตอนใต้ จัดขึ้น ณ ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ในเดือนตุลาคม 2545 นักกีฬาพิการของสหภาพเมียนมาร์ได้เหรียญกลับบ้านจำนวน 4 เหรียญทอง 13 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง โดยอยู่ในลำดับที่ 10 จากประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 43 ประเทศ
ในระหว่างเดือนธันวาคม 2546 การแข่งขันกีฬาวอลเล่ย์บอลคนพิการชิงถ้วยรางวัลผู้บัญชาการทหารสูงสุด ครั้งที่ 9 จัดขึ้นที่กรุงย่างกุ้ง
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2546 สหพันธ์กีฬาคนพิการของสหภาพเมียนมาร์ได้จัดการแข่งขันกีฬาคนพิการสหภาพเมียนมาร์ประจำปี ครั้งที่ 14
การแข่งขันกีฬาคนพิการครั้งที่ 12 โดยการสนับสนุนของสหพันธ์กีฬาคนพิการแห่งสหภาพเมียนมาร์ได้ถูกจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ที่กรุงย่างกุ้ง จัดโดยประธานคณะกรรมการโอลิมปิกสากลของสหภาพเมียนมาร์ กระทรวงกีฬา สหพันธ์กีฬาคนพิการของสหภาพเมียนมาร์ ผู้อำนวยการการตั้งรกรากใหม่ของกระทรวงกลาโหม และผู้อำนวยการใหญ่กรมพลศึกษาและการกีฬา
มีจำนวนองค์กรพึ่งตนเองเพียงไม่กี่แห่งในสหภาพเมียนมาร์ที่ดำเนินการโดยคนพิการ
ในปี 2545 องค์กรคนพิการ (Disabled People Organization - DPO) ได้รับการก่อตั้งขึ้นโดยผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากศูนย์ฝึกอบรมอาชีพเพื่อคนพิการทางกาย ปัจจุบันนี้องค์กรกำลังอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานภาครัฐ ที่ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามทางองค์กรกำลังรับสมัครสมาชิกเข้าร่วมอย่างคึกคัก องค์กรนี้จะเป็นองค์กรคนพิการแห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นในสหภาพเมียนมาร์
สมาคมได้ให้ความช่วยเหลือที่หลากหลายในเขตกรุงย่างกุ้งและ Myitkyina แต่ในระยะเริ่มแรกได้ให้ความสนใจกับการจัดการศึกษาสำหรับคนตาบอด สมาคมจัดตั้งขึ้นโดยผู้ที่ได้รับทุนและความช่วยเหลือจากศาสนจักรของตนเอง และจัดการศึกษามาตรฐานระยะแรกเริ่ม 10 ขั้น และการรับนักเรียนจำนวนหนึ่งเข้าศึกษาในระหว่างปีการศึกษา การดำเนินงานอื่นๆ ของสมาคมรวมถึงการสอนทักษะการดำรงชีวิตประจำวันและการเคลื่อนไหวเพื่อให้อิสระในการดำรงชีวิตของคนพิการ โรงเรียนยังได้ให้การศึกษาด้านอาชีพ เช่น การนวด การทำร่มและงานหัตถกรรม ทางสมาคมยังมีห้องห้องสมุดหนังสือเบรลล์ ศูนย์พิมพ์หนังสือเบรลล์ ศูนย์คอมพิวเตอร์ และห้องบันทึกเสียงเพื่อการพัฒนาทักษะที่จำเป็น
สมาคมยังได้ดำเนินการแผนการตั้งรกรากใหม่ของชุมชนซึ่งช่วยเหลือคนตาบอด ในการไปตั้งรกรากใหม่ในพื้นที่ที่มีโอกาสในการจ้างงานทั่วไป
รัฐบาลไม่ได้ดำเนินแผนงานสำหรับสตรีโดยเฉพาะ สตรีได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในโครงการต่างๆ ของกรมประชาสงเคราะห์
ศูนย์การพัฒนาสตรีพิการไซออน (The Zion Disabled Womans Development Center) ก่อตั้งขึ้นในปี 2541 โดยสตรีพิการ และให้โอกาสสตรีพิการในการได้รับค่าจ้างจากการฝึกอบรมและผลิตของเล่นจากไม้ ทั้งนี้ของเล่นดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ให้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาเด็กในระยะแรกเริ่ม
กระทรวงสุขภาพมีแผนการค้นหาคนพิการ การป้องกันความพิการตั้งแต่แรกเริ่ม และการบริหารจัดการเกี่ยวกับคนพิการ การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การฝากครรภ์ การศึกษาด้านสุขศึกษา และการให้ความรู้ในการดูแลทารกแรกเกิดก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคเป็นการดำเนินการเพื่อป้องกันโรคโปลิโอ การรณรงค์เพื่อป้องกันโรคโปลิโอตามด้วยแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคแห่งชาติได้ถูกนำมาดำเนินการทั่วประเทศ
สมาคมสวัสดิการเด็กและมารดาของสหภาพเมียนมาร์ (The Myanmar Mother and Child Welfare Association) และองค์การยูนิเซฟก็ได้ร่วมจัดเตรียมโครงการป้องกันต่างๆ ด้วยเช่นกัน
ตามที่ระบุก่อนหน้านี้ กรมประชาสงเคราะห์ได้ก่อตั้งโรงเรียนการศึกษาพิเศษและโรงเรียนฝึกอบรมอาชีพสำหรับคนพิการ โดยมีโรงเรียนการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการประเภทต่างๆ ประกอบด้วยผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินและการมองเห็น คนพิการทางกายและผู้มีความบกพร่องทางจิตใจ นอกจากนี้ ยังมีการก่อตั้งโรงเรียนฝึกอบรมทักษะอาชีพสำหรับผู้มีความบกพร่องทางกายอีกด้วย
กรมประชาสงเคราะห์ดำเนินการภายใต้ข้อตกลงร่วมกับสมาคมเพื่อการช่วยเหลือและบรรเทา (The Association of Aid and Relief - AAR) และศูนย์ฝึกอบรมอาชีพ เพื่อให้การฝึกอบรมหลักสูตรการทำผมและการตัดเย็บเสื้อผ้าระยะเวลา 3 เดือนครึ่ง ศูนย์ฝึกอบรมนี้ตั้งอยู่ในกรุงย่างกุ้งและนักเรียนส่วนมากจะพักอยู่ที่โรงเรียน หลังจากที่สำเร็จการฝึกอบรมแล้ว ทางศูนย์ยังให้การสนับสนุนเงินกู้หรืออุปกรณ์เครื่องมือเพื่อเปิดดำเนินกิจการของตนเอง
ยังไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับเฉพาะที่ใช้สำหรับดำเนินการเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกของคนพิการในสหภาพเมียนมาร์
กรมสุขภาพได้ดำเนินการผลิตและแจกเครื่องมืออำนวยความสะดวกสำหรับคนตาบอด โดยการเข้าไปเป็นผู้ให้คำแนะนำในชุมชน ภายใต้โครงการป้องกันตาบอด และกรมสุขภาพเป็นผู้ควบคุมมาตรฐานของเครื่องมืออำนวยความสะดวก ทั้งนี้ในสหภาพเมียนมาร์มีการดำเนินงานเกี่ยวกับคนพิการประกอบด้วย 6 แผนงานและ 47 โครงการ รวมถึงโครงการสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน เครื่องมืออำนวยความสะดวกสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินถูกจัดเตรียมไว้บริการที่โรงพยาบาล โรงเรียนการศึกษาพิเศษและชุมชน เครื่องมืออำนวยความสะดวกสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็นได้รับความสนับสนุนทั้งหมดจากเวิล์ด วิชั่น อินเตอร์เนชั่นแนลและ Christoffel-Blinded Mission ยังอยู่ในระหว่างการเตรียมการหาแนวทางที่จะผลิตเครื่องมืออำนวยความสะดวกสำหรับคนตาบอดในอนาคตอันใกล้นี้ ด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ศักยภาพในการผลิตยังคงอยู่ในระดับจำกัด ด้วยเหตุผลทั้งเรื่องเงินทุนและเทคโนโลยี ข้อจำกัดด้านเงินทุน ในกรณีของอุปกรณ์ที่มีความขาดแคลนเนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนและวัสดุจากต่างประเทศเป็นหลัก ข้อจำกัดในด้านเทคนิควิธีการเป็นกรณีเนื่องจากยังขาดการฝึกอบรมสำหรับช่างเทคนิคอย่างเพียงพอ
สหภาพเมียนมาร์ยังมิได้ดำเนินการประเมินความยากจน หรือโครงการใดๆ เกี่ยวกับการการบรรเทาความยากจน และยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบด้านนี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม เวิล์ด วิชั่นได้สนับสนุนโครงการพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อช่วยเหลือให้ครัวเรือนสามารถเพิ่มรายได้โดยการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยการให้บริการด้านการเงินและสินเชื่อ
Mr. U Mya Than ผู้แทนถาวรและหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพเมียนมาร์ในการเข้าร่วมสมัยประชุมพิเศษครั้งที่ 24 ของสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดเป้าหมายในการบรรเทาความยากจนในประเทศสหภาพเมียนมาร์ภายในปี 2543 ดังนี้
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ต้องมีการดำเนินการใน 2 ระดับ กล่าวคือ ระดับประเทศและระดับนานาประเทศ
ก่อนอื่น จะขออนุญาตในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ในเดือนสิงหาคมนี้พอสังเขป โดยแสดง 2 - 3 ตัวอย่างของความพยายามระดับชาติ เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายเหล่านี้ในสหภาพเมียนมาร์
เมื่อมีการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจแห่งชาติ 4 ข้อ การพัฒนาเศรษฐกิจและการบรรเทาความยากจนสหภาพเมียนมาร์ได้มีความคืบหน้าอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง
เพื่อเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม รัฐบาลสหภาพเมียนมาร์ได้ดำเนินการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
นับตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลได้ดำเนินการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานดังนี้ สะพาน 110 แห่ง รวมถึงสะพานข้ามแม่น้ำ Ayeyarwady จำนวน 5 แห่ง เขื่อนกั้นน้ำ 110 แห่ง โรงพยาบาล 43 โรงพยาบาล สถานีอนามัย 79 สถานี โรงเรียนระดับประถม 350 โรงเรียน โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 46 โรงเรียน โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 11 โรงเรียน และถนนยาว 3,700 ไมล์ ที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างเพียงบางส่วนเท่านั้น
กลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีจุดมุ่งหมายที่จะบรรเทาความยากจนและขจัดความยากจนให้หมดไปจากพื้นที่ชนบทในที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่ด้อยพัฒนา
หนึ่งในโครงการที่สำคัญและเป็นหนึ่งในภารกิจสูงสุดระดับชาติซึ่งกำลังดำเนินการโดยคณะรัฐบาลของสหภาพเมียนมาร์ชุดปัจจุบัน คือโครงการพัฒนาในพื้นที่ชายแดน ตั้งแต่ปี 2531 ถึง 2542 รัฐบาลได้ใช้งบประมาณไปทั้งหมด 17,122.37 ล้านจั๊ต (ประมาณ 2.85 พันล้านเหรียญสหรัฐ) สำหรับโครงการนี้ ผลที่ได้รับคือการขจัดความยากจนและความล้าหลัง และเปิดโอกาสสำหรับความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเศรษฐสังคมในพื้นที่ชายแดนที่ถูกละเลยตั้งแต่อดีตจนกระทั่งเมื่อไม่นาน
มานี้เมื่อสหภาพเมียนมาร์ได้รับเอกราชในปี 1948 นอกจากนี้ ยังมีโครงการกำจัดยาเสพติดอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพในพื้นที่ชายแดนควบคู่กันไปอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ พื้นที่ชายแดนกำลังได้รับการพัฒนาด้านเศรษฐศาสตร์สังคมในระดับที่สูงขึ้น มีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น และชีวิตที่สุขสบายมากขึ้นอย่างที่พวกเขาไม่เคยได้รับมาก่อน
ความท้าทายอย่างยิ่งใหญ่ที่มวลมนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ คือการพัฒนาเศรษฐกิจและการขจัดความยากจนให้หมดสิ้นไป ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความยากจนไม่ว่าในที่ใดก็ตาม จะส่งผลกระทบต่อความเจริญรุ่งเรืองไปทั่วทุกมุมโลก
การดำเนินการในระดับสากลควรจะตอบสนองประเด็นสำคัญๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น การปลดหนี้ โอกาสในการเข้าถึงตลาดของประเทศกำลังพัฒนา และความช่วยเหลือจากนานาประเทศ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและขจัดความยากจนให้หมดสิ้นไปจากประเทศเหล่านี้
การสร้างศักยภาพให้กับประเทศกำลังพัฒนามีความสำคัญเป็นอย่างมาก และความช่วยเหลือจากนานาประเทศในด้านนี้กำลังเป็นที่ต้องการเป็นอย่างยิ่ง