skip navigation

1.1 บทนำ

จากการปกครองของประเทศอังกฤษและการล้มล้างระบอบพระมหากษัตริย์ในปี 2428 สหภาพเมียนมาร์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมบริติชอินเดีย จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับเอกราชในปี 2491 สหภาพเมียนมาร์มีรัฐบาลประชาธิปไตยช่วงปี 2491 ถึง 2505 อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นหลายครั้ง ทำให้กองทัพเข้ายึดอำนาจในการดูแลรัฐบาล หลังจากปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมเป็นระยะเวลาหนึ่ง ระบอบนี้ได้ถูกยกเลิกไปในปี 2531 และสภารักษาความสงบและนิติบัญญัติ (State Law and Order Restoration Council) ซึ่งต่อมาได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งชาติ (the State Peace and Development Council) ก็เข้ามามีบทบาทในการปกครองประเทศ

สหภาพเมียนมาร์ประกอบไปด้วย 14 รัฐ ซึ่งแบ่งออกเป็น 64 เขต 324 ชุมชน 2,470 เขตย่อย และ 13,747 หมู่บ้าน

1.2 ภูมิศาสตร์

สหภาพเมียนมาร์ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนด้านทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ทิศตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและไทย ทิศใต้ติดกับทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอล ทิศตะวันตกติดกับบังคลาเทศและอินเดีย เมียนมาร์มีพื้นที่ทั้งหมด 677,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีชายฝั่งทะเลทอดยาวจากปากแม่น้ำนาฟ (Naaf River) ถึงเกาะสอง (Kawthaung) ความยาวประมาณ 1,930 กิโลเมตร

รูป 2

Images: Myanmar's map

ที่มา : Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand

1.3 ข้อมูลด้านสังคมและเศรษฐกิจ

สถิติประชากร

เมียนมาร์มีความหลากหลายของประชากรที่แตกต่างกันถึง 135 เชื้อชาติ กว่า 69% ของประชากรเป็นชาวบาม่าร์ (Bamar) กลุ่มชนเผ่าต่างๆ จำนวนมากอาศัยอยู่ตามที่สูงบริเวณชายแดนด้านที่ติดกับบังคลาเทศ จีน อินเดีย ลาว และไทย กลุ่มชาติพันธุ์หลักคือ คะฉิ่น คะยา คะยิน (กระเหรี่ยง) ชิน มอญ ยะไข่ และฉาน

Due to its diverse population, numerous languages are spoken throughout Myanmar. The principal, and national language, is Myanmar, but English is also widely used in business and administration. At the local level, numerous ethnic groups tend to use their own languages.

ความหลากหลายของประชากรทำให้มีภาษาที่ใช้พูดในสหภาพเมียนมาร์เป็นจำนวนมาก ภาษาประจำชาติและภาษาหลัก คือ ภาษาเมียนมาร์ แต่ภาษาอังกฤษก็ใช้กันอย่างกว้างขวางในการติดต่อประสานงานด้านธุรกิจและการบริหาร ส่วนในระดับท้องถิ่น ชนเผ่าต่างๆ จำนวนมาก ใช้ภาษาของตนเอง ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ประชากรนับถือมากที่สุดถึง 89.3% ขณะที่ศาสนาคริสต์มีจำนวน 5.6% ของจำนวนประชากร อิสลามมีจำนวน 3.8% และฮินดู 0.5% ของประชากร

ประชากร

จากสำมะโนประชากรครั้งล่าสุดในปี 2526 มีการบันทึกจำนวนประชากรไว้ 35.31 ล้านคน หลายองค์กรได้ทำการประมาณประชากรเป็นตัวเลขที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของกรมประชากร จำนวนประชากรในสหภาพเมียนมาร์คาดว่าน่าจะมีประมาณ 52.17 ล้านคน โดยมีอัตราการเจริญเติบโตของประชากรเท่ากับ 2.02% ณ เดือนตุลาคม 2546 ในขณะที่ข้อมูลด้านประชากรของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิก คาดว่าประชากรจะมี 50.1 ล้านคนในช่วงกลางปี 2547 เป็นเพศชาย 25.94 ล้านคน (คิดเป็น 49.72% ของจำนวนประชากรทั้งหมด) และเพศหญิง 26.23 ล้านคน (50.28%) จากข้อมูลของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ (75%) อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท

ตาราง 1
ประมาณการจำนวนประชากรณ วันที่ 1 ตุลาคม 2545(พันคน)
อายุ เพศชาย % เพศหญิง % รวม %
0 - 4
3,148
12.1
3,070
11.7
6,218
11.9
5 - 9
2,873
11.1
2,881
11.0
5,754
11.0
10 - 14
2,611
10.1
2,473
9.4
5,084
9.7
15 - 19
2,484
9.6
2,310
8.8
4,794
9.2
20 - 24
2,376
9.2
2,291
8.7
4,667
8.9
25 - 29
2,189
8.4
2,169
8.3
4,358
8.4
30 - 34
1,981
7.6
2,022
7.7
4,003
7.7
35 - 39
1,761
6.8
1,834
7.0
3,595
6.9
40 - 44
1,503
5.8
1,580
6.0
3,083
5.9
45 - 49
1,260
4.9
1,337
5.1
2,597
5.0
50 - 54
1,021
3.9
1,093
4.2
2,114
4.1
55 - 59
817
3.1
890
3.4
1,707
3.3
60 - 64
657
2.5
741
2.8
1,398
2.7
65 +
1,260
4.9
1,539
5.9
2,799
5.4
รวม
25,941
100.0
26,230
100.0
52,171
100.0
สัดส่วนเพศ
 
49.7%
 
50.3%
   
ที่มา :กรมประชากร
จากการสำรวจสำมะโนประชากรปี 2526, การเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากรและการสำรวจอัตราการเกิดปี 2534

แรงงาน

การสำรวจแรงงานของกรมแรงงานในปี 2533 ซึ่งเป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการเพียงแหล่งเดียวที่มีอยู่ จำนวนแรงงานของเพศชายคิดเป็นเกือบ 70% ของแรงงานทั้งหมด ในขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ (มากกว่า 70%) อยู่ในเขตชนบท รัฐบาลระบุว่าจำนวนผู้ว่างงานมีอยู่ประมาณ 681,000 คน หรือเท่ากับ 6%

ตาราง 2
ประชากรผู้มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ การสำรวจแรงงาน ปี 2533(พันคน)
พื้นที่ ชาย % หญิง % รวม %
เขตเมือง
2,025
25.9
1,060
29.9
3,085
27.2
เขตชนบท
5,779
74.1
2,485
70.1
8,264
72.8
รวม
7,804
100.0
3,545
100.0
11,349
100.0
สัดส่วนเพศ
-
68.8
-
31.2
-
100.0
ประชากรที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป
-
-
-
-
27,280
-
ประชากรมีงานทำ
7,438
69.7
3,229
30.3
10,668
100.0
ประชากรว่างงาน
366
53.7
316
46.3
681
100.0
อัตราการว่างงาน
-
4.9
-
9.8
6.0
-
ไม่ได้อยู่ในภาคแรงงาน
-
-
-
-
15,931
-
ที่มา : กรมแรงงาน
ประชากรที่มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจไม่รวมแรงงานที่ทำงานในครอบรัวโดยไม่ได้รับเงินตอบแทน
ตาราง 3
การสำรวจประชากรผู้มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ จำแนกตามธุรกิจ การสำรวจแรงงาน ปี 2533
(พันคน)
อุตสาหกรรม ชาย % หญิง % Total %
เกษตรกรรม
4,678.5
62.9
1,345.6
41.7
6,024.1
56.5
เหมืองแร่
89.8
1.2
11.9
0.4
101.7
1.0
อุตสาหกรรมการผลิต
708.1
9.5
504.3
15.6
1,212.4
11.4
ไฟฟ้า
18.9
0.3
-
0.0
18.9
0.2
ก่อสร้าง
272.8
3.7
8.3
0.3
281.1
2.6
ขายปลีก/ขายส่ง
712.7
9.6
974.0
30.2
1,686.7
15.8
ขนส่ง
359.5
4.8
43.8
1.4
403.3
3.8
การเงิน
21.1
0.3
7.4
0.2
28.5
0.3
ชุมชน / สังคม
511.0
6.9
313.5
9.7
824.5
7.7
ไม่ระบุ
65.9
0.9
20.6
0.6
86.5
0.8
รวม
7,438.3
100.0
3,229.4
100.0
10,667.7
100.0
ที่มา:กรมแรงงาน
ประชากรที่มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจไม่รวมแรงงานที่ทำงานในครอบรัวโดยไม่ได้รับเงินตอบแทน

ระดับความยากจน

ปัจจุบันนี้ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับระดับความยากจนในสหภาพเมียนมาร์ เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้กำหนดเส้นความยากจนอย่างเป็นทางการ ดังนั้นตัวเลขประมาณการเกี่ยวกับระดับความยากจนจึงมีอยู่น้อยมาก

ปัจจัยชี้วัดทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า จีดีพีมีอัตราการเติบโต 11.1% ณ วันสิ้นสุดปีงบประมาณวันที่ 31 มีนาคม 2545 อันเนื่องจากอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและเกษตรกรรม ปริมาณเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 56.8% ณ สิ้นปี 2545 เงินจั๊ต (Kyat) ซึ่งเป็นเงินตราของสหภาพเมียนมาร์ ได้ลดค่าในช่วงระยะเวลาเดียวกันประมาณ 70%

ตาราง 4
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ณ ราคาการผลิตในปัจจุบัน ปีงบประมาณ 2544 - 2545
(ล้าน)
ประเภท จั๊ต เหรียญสหรัฐ % สัดส่วน % ทั้งหมด
การเกษตรกรรม
1,735,950.1
261,355.6
72.8
-
ปศุสัตว์
259,939.6
39,135.2
10.9
-
ป่าไม้
17,823.2
2,683.4
0.7
-
พลังงาน
5,679.0
855.0
0.2
-
เหมืองแร่
10,440.4
1,571.9
0.4
-
อุตสาหกรรมการผลิต
273,893.8
41,236.0
11.5
-
พลังงานไฟฟ้า
3,124.6
470.4
0.1
-
ก่อสร้าง
76,668.5
11,542.8
3.2
-
รวมสินค้าทั้งสิ้น
2,383,519.2
358,850.2
100.0
67.6%
ขนส่ง
179,289.8
26,992.9
63.1
-
สื่อสาร
9,486.1
1,428.2
3.3
-
บริการทางการเงิน
3,231.5
486.5
1.1
-
สังคม / การบริหาร
44,260.8
6,663.7
15.6
-
การเช่า / บริการอื่นๆ
47,863.5
7,206.1
16.8
-
รวมบริการทั้งสิ้น
284,131.7
42,777.4
100.0
8.1%
รวมมูลค่าการค้าทั้งสิ้น
855,863.9
128,854.4
100.0
24.3%
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
3,523,514.8
530,482.0
-
100.0%
หมายเหตุ: รายงานสถิติประจำปี 2543, สำนักงานสถิติกลาง
ที่มา: อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศปี 2545: 6.6421 จั๊ต ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ

งบประมาณ

จากข้อมูลทางการพบว่า การขาดดุลได้ลดลงจาก 8.4% ในปีงบประมาณ 2543 เหลือ 6.6% ใน ปีงบประมาณ 2544 ข้อมูลงบประมาณซึ่งสามารถระบุได้ระยะเวลาเพียงแค่ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2543 ระบุว่า งบประมาณในด้านพลังงาน การค้า เกษตรกรรม คิดเป็นกว่า 50% ของงบประมาณทั้งหมด

ตาราง 5
งบประมาณจำแนกตามประเภท ปีงบประมาณ 2542 - 2543(ล้าน)
ประเภท จั๊ต เหรียญสหรัฐ %
พลังงาน
136,268.9
20,191.3
30.3
การค้า
61,779.7
9,154.0
13.7
เกษตรกรรม
53,150.5
7,875.4
11.8
ก่อสร้าง
37,095.8
5,496.6
8.2
อุตสาหกรรม
33,713.4
4,995.4
7.5
การบริการสังคม
25,515.9
3,780.7
5.7
การบริหารจัดการ
25,151.6
3,726.8
5.6
การเงิน
24,428.2
3,619.6
5.4
ความมั่นคงของประเทศ
19,279.5
2,856.7
4.3
ขนส่ง
16,985.6
2,516.8
3.8
ป่าไม้
11,673.2
1,729.6
2.6
เหมืองแร่
3,634.6
538.5
0.8
ปศุสัตว์
1,641.7
243.3
0.4
คณะกรรมการการพัฒนา
23.2
3.4
0.0
รวม
450,341.8
66,728.2
100.0

หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศปี 2545: 6.6421 จั๊ต ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ
ที่มา: รายงานสถิติประจำปี 2544, สำนักงานสถิติกลาง

การนำเข้า

ปริมาณการนำเข้ายังคงมีปริมาณสูงกว่าการส่งออกอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีมาตรการลดการนำเข้า ในปี 2541 สหภาพเมียนมาร์ก็ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักรกล ยานพาหนะและอะไหล่ น้ำมันประกอบอาหาร และสินค้าประเภทอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง การเพิ่มจำนวนจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนประเทศไทยและจีนส่งผลให้สินค้าอุปโภคทะลักเข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาล

ตาราง 6
สินค้านำเข้าปีงบประมาณ 2542 - 2543(ล้าน)
สินค้า จั๊ต เหรียญสหรัฐ %
เครื่องจักรกล / ขนส่ง
5,110.1
769.4
27.8
สินค้าอุตสาหกรรมการผลิต
4,548.1
684.7
24.7
เชื้อเพลิงแร่
3,839.2
578.0
20.9
สารเคมี
1,786.8
269.0
9.7
ธุรกรรมเบ็ดเตล็ด
1,026.7
154.6
5.6
อาหาร
838.0
126.2
4.6
ผลิตภัณฑ์เบ็ดเตล็ด
725.7
109.3
3.9
น้ำมันพืช /น้ำมันจากสัตว์
253.0
38.1
1.4
เครื่องดื่มและยาสูบ
191.0
28.8
1.0
วัตถุดิบ
59.0
8.9
0.3
รวมทั้งสิ้น
18,377.7
2,766.8
100.0
หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศปี 2545: 6.6421 จั๊ต ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ
ที่มา: : รายงานสถิติประจำปี 2545, สำนักงานสถิติกลาง
รูป 3

การนำเข้าสินค้าจำแนกตามประเทศ 2544 - 2545

Images: Pie Chart of Imports by Country Fy 2001 - 2002 Description
ที่มา: สำนักงานสถิติกลาง

การส่งออก

การเติบโตทางด้านการส่งออก โดยเฉพาะไม้เนื้อแข็ง เมล็ดพืช และการประมง ได้ช่วยกระตุ้นให้การส่งออกเติบโตขึ้น ตลาดการส่งออกหลักๆ ประกอบด้วยประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คิดเป็นจำนวนประมาณ 45% ของการส่งออกทั้งหมดในช่วงงบประมาณปี 2544 - 2545 ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 32% ส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย

ตาราง 7
สินค้าส่งออกหลักปีงบประมาณ 2544 - 2545(ล้าน)
สินค้า จั๊ต เหรียญสหรัฐ %
ผลผลิตด้านการเกษตร
3,021
455
17.6
ผลผลิตจากสัตว์
42
6
0.2
อาหารทะเล
861
130
5.0
ไม้
1,880
283
11.0
แร่โลหะและสินแร่
288
43
1.7
แร่มีค่าและกึ่งมีค่า
127
19
0.7
แก๊ส
4,247
639
24.8
สิ่งทอ
2,970
447
17.3
อื่นๆ
3,695
556
21.6
รวมทั้งสิ้น
17,131
2,579
100.0
หมายเหตู: อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศปี 2545: 6.6421 จั๊ต ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ
ที่มา : รายงานสถิติประจำปี 2545 สำนักงานสถิติส่วนกลาง
รูป 4

การส่งออกสินค้าจำแนกตามประเทศ 2544 - 2545
Image:Pie Chart of Exports by COuntry FY 2001 - 2002 description
ที่มา: สำนักงานสถิติส่วนกลาง

1.4 รัฐบาล

กองทัพได้เข้ามาควบคุมรัฐบาลในปี 2531 และก่อตั้งสภารักษาความสงบและนิติบัญญัติ (State Law and Order Restoration Council) ซึ่งต่อมาได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งชาติ (the State Peace and Development Council - SPDC) ซึ่งมีประธานคือพลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย และประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ทางการทหารมัธยมปลาย 19 นาย มีนายกรัฐมนตรีคือนายพลขิ่น ยุ้น ที่ได้รับมอบหมายจาก SPDC เมื่อเดือนสิงหาคม 2546 สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งชาติได้ประกาศเจตนาในการจัดตั้งรัฐบาลระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค และได้จัดการเลือกตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2533 และเรียกประชุมพรรคการเมืองเพื่อเลือกผู้สมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม 2536 เพื่อที่จะเป็นแรงผลักดันไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา

สภานิติบัญญัติเป็นสมัชชาประชาชน (People’s Assembly) ที่ประกอบด้วยสภาเดียว (Pyithu Hluttaw) ซึ่งมีสมาชิกที่จะต้องผ่านการเลือกโดยการออกเสียงของประชาชน 485 คน ดำรงตำแหน่งวาระละ 4 ปี การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายจัดขึ้นในปี 2533 อย่างไรก็ตามสมัชชานี้ก็ไม่เคยมาชุมนุมกัน รัฐบาลเป็นสมาชิกของอาเซียน

1.5 ระบบสวัสดิการสังคมแห่งชาติ

โครงการประกันสังคมได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2497 ลูกจ้างส่วนใหญ่จะได้รับการคุ้มครองโดยประกันภาคบังคับ โดยไม่คำนึงถึงลักษณะการปฏิบัติงาน และการจ้างงานแบบชั่วคราวด้วย กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมปี 2497 ประกอบไปด้วยการประกัน 2 ประเภท คือ การประกันทั่วไป ซึ่งคุ้มครองความเจ็บป่วย การคลอดบุตร การเสียชีวิต และอีกประเภท หนึ่งคือ การประกันการบาดเจ็บจากการทำงาน ซึ่งคุ้มครองความพิการชั่วคราว ความพิการถาวร และบำนาญทายาท จากข้อมูลของรัฐบาลพบว่ามีผู้ลงทะเบียนประกันตน 764,900 ราย ในช่วงสิ้นปี 2543 โดยมี 531,679 รายที่มารับการประกันภัย (ประกอบไปด้วยเพศชาย 302,776 ราย และเพศหญิง 228,903 ราย) ผู้ที่ลงทะเบียนประกันภัยทำงานในสถานประกอบการรวมกว่า 25,060 แห่ง เงินสวัสดิการรวมไปถึง

เงินสงเคราะห์การเจ็บป่วย

เงินสวัสดิการการเจ็บป่วยรายวัน เท่ากับประมาณ 50% ของค่าแรง และชดเชยเป็นระยะเวลาสูงสุด 26 สัปดาห์

เงินสงเคราะห์คลอดบุตร

สวัสดิการการคลอดบุตร เท่ากับประมาณ 66.6% ของค่าแรง ซึ่งสามารถจ่ายในช่วง 6 สัปดาห์ก่อนและ 6 สัปดาห์หลังการคลอดบุตร เป็นระยะเวลาสูงสุด 26 สัปดาห์

เงินสงเคราะห์ศพ

เงินช่วยเหลืองานศพจำนวน1,000 จั๊ต จะจ่ายให้แก่ญาติ หรือบุคคลอื่นซึ่งดูแลค่าใช้ใช้จ่ายในการจัดงานศพผู้ประกันตน โดยไม่คำนึงถึงสาเหตุของการเสียชีวิต

เงินสงเคราะห์ความพิการชั่วคราว

เงินสงเคราะห์ความพิการชั่วคราวจะจ่ายชดเชยการสูญเสียรายได้เนื่องจากอุบัติเหตุในการทำงาน เงินจำนวนประมาณ 2 ใน 3 ของค่าแรงจะจ่ายให้เป็นเงินสงเคราะห์ในช่วงระยะเวลาที่ไม่สามารถไปทำงานได้ สูงสุด 52 สัปดาห์ ซึ่งจะอนุมัติให้ได้รับสิทธิ์สวัสดิการความพิการถาวร

เงินบำนาญคนพิการถาวร

หากผู้ประกันตนได้รับการสูญเสียรายได้ทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งอย่างถาวร เงินบำนาญจะจ่ายให้เป็นรายเดือน โดยสวัสดิการนี้จะได้รับการยกเว้นภาษี

1.6 ข้อมูลด้านการศึกษา

จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยเรื่องสิทธิของเด็ก เมื่อปี 2542 พบว่าสภารักษาความสงบและนิติบัญญัติ ได้ออกกฎหมายเด็ก (เลขที่ 9/93) ในปี 2536 กฎหมายเด็กได้กล่าวไว้ว่าเด็กทุกคนจะต้อง

  • มีโอกาสได้รับการศึกษา
  • มีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ระดับประถมศึกษา) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในโรงเรียนของรัฐ

จากกฎหมายเด็ก กระทรวงศึกษาธิการจะต้อง

  • วางวัตถุประสงค์ในการจัดเตรียมระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานภาคบังคับแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • ดำเนินมาตรการตามความจำเป็นเพื่อส่งเสริมการเข้าเรียนปกติที่โรงเรียนและลดอัตราการลาออกก่อนจบหลักสูตร
  • เตรียมมาตรการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่สามารถเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนของรัฐ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม

จากกฎหมายทางด้านการศึกษาพื้นฐานของสหภาพเมียนมาร์ในปี 2516 หนึ่งในวัตถุประสงค์ของการศึกษาขั้นพื้นฐานคือการทำให้พลเมืองทุกๆ คนของสหภาพเมียนมาร์ได้เป็นผู้มีความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยมีการศึกษาพื้นฐาน มีสุขภาพที่แข็งแรง และมีศีลธรรมอันดี

แผนพัฒนาแห่งชาติได้ระบุว่า เพื่อกี่มีชีวิตอยู่รอดและการปกป้องเด็ก จะต้องเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ทั่วถึง โดยการเพิ่มอัตราส่วนการลงทะเบียนในระดับประถมศึกษาสุทธิจาก 62% เป็น 100% และเพิ่มอัตราการจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากปัจจุบัน 25% เป็น 80% ภายในปี 2543

จากกฎหมายการศึกษาทางด้านเทคนิค เกษตรกรรม และวิชาชีพแห่งสหภาพเมียนมาร์ปี 2517 อ้างอิงถึงบทบาทหน้าที่ของสภาการศึกษาทางด้านเทคนิค เกษตรกรรมและวิชาชีพ มีข้อกำหนดสำหรับผู้ที่ไม่สามารถศึกษาในการศึกษาพื้นฐานได้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะต้องได้รับการศึกษาทางด้านวิชาชีพโดยการแจ้งไปยังกระทรวงศึกษาธิการ

สถิติทางการศึกษา ปีการศึกษา 2544 - 2545
  จำนวน %
โรงเรียน
ประถม 36,010 92.1
มัธยมต้น 2,110 5.4
มัธยมปลาย 958 2.5
รวมโรงเรียนทั้งสิ้น 39,078 100.0
ครู
ประถม 143,490 67.3
มัธยมต้น 53,896 25.3
มัธยมปลาย 15,947 7.5
รวมครูทั้งสิ้น 213,333 100.0
นักเรียน
ประถม 4,793,479 68.7
มัธยมต้น 1,600,953 22.9
มัธยมปลาย 587,343 8.4
รวมนักเรียนทั้งสิ้น 6,981,775 100.0
ที่มา: รายงานสถิติประจำปี 2545 สำนักงานสถิติกลาง กรมการวางแผนและฝึกอบรมด้านการศึกษา

ระบบการศึกษา

ตามกฎหมายเด็ก การศึกษาพื้นฐานเป็นการศึกษาภาคบังคับ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของสหภาพนักศึกษาแห่งสหพันธรัฐเมียนมาร์ (All Burma Federation of Student Unions) เจ้าหน้าที่ของกองทัพผู้รับผิดชอบด้านการศึกษาได้สั่งให้จัดการศึกษาแบบพึ่งตนเองในพื้นที่ชนบท ในโครงการดังกล่าวทำให้บิดามารดาและชาวบ้านต้องร่วมกันรับภาระค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงเรียน ค่าจ้างครู ค่าจัดหาวัสดุอุปกรณ์ประกอบการสอน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จากข้อมูลสหภาพนักศึกษาแห่งสหพันธรัฐเมียนมาร์ พวกเขาต้องจ่ายเงิน 3,000 จั๊ต ในการลงทะเบียนเรียน และอีกอย่างน้อย 500 จั๊ตต่อเดือนเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมในการศึกษาในโรงเรียน นอกจากนี้ ยังมีจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามาด้วย เช่น งานเฉลิมฉลองของนักเรียน ห้องเรียนมัลติมีเดีย ตำราเรียน กระดาษ ปากกา การอุดหนุนเงินประจำปีภาคบังคับ เข้ากองทุนสมาคมครูและผู้ปกครอง และการอุดหนุนเงินในการพัฒนาโรงเรียน

โรงเรียนวัด

จากข้อมูลของรัฐบาล พบว่ามีโรงเรียนวัดจำนวน 1,028 แห่ง ใน 228 ชุมชน มีสามเณรเข้าศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 7,223 รูป แม่ชีจำนวน 757 คน นักเรียนชายจำนวน 75,650 คน และนักเรียนหญิงจำนวน 62,214 คน ในปีการศึกษา 2544 - 2545

อัตราส่วนการลงทะเบียน

จากข้อมูลของกองทุนเด็กแห่งสหประชาชาติ อัตราส่วนการลงทะเบียนรวมในระดับประถมศึกษาในระหว่างปี 2540 ถึง 2543 คาดว่าจะมี 89%ทั้งในเพศชายและในเพศหญิง การลงทะเบียนเรียนสุทธิในโรงเรียนระดับประถมศึกษาในช่วงปีเดียวกัน คาดว่าเพศชายมี 84% ส่วนเพศหญิงมี 83% การลงทะเบียนเรียนในระดับมัธยมศึกษาทั้งหมด คาดว่ามีเพศชาย 40% ในช่วงปี 2540 - 2543

งบประมาณทางการศึกษา

ในปี 2535 - 2536 งบประมาณได้จัดสรรให้การศึกษาพื้นฐานอยู่ที่ 13.5% ของจำนวนงบประมาณทั้งหมด ในขณะที่งบประมาณทั้งหมดทางด้านการศึกษาคิดเป็น 18.8% ของงบประมาณทั้งหมดของประเทศ 75% ของงบประมาณทางด้านการศึกษาได้จัดสรรให้การศึกษาพื้นฐาน

จากข้อมูลของสหประชาชาติ พบว่าค่าใช้จ่ายสาธารณะทางด้านการศึกษาคิดเป็นร้อยละ 8.7 ของค่าใช้จ่ายในปี 2543

อัตราการอ่านออกเขียนได้

จากข้อมูลที่เป็นทางการจากรัฐบาลพบว่า อัตราการอ่านออกเขียนได้ในประเทศคิดเป็น 91.4% ของประชากรในปี 2544 ในขณะที่เพศชายมีการอ่านออกเขียนได้ 91.7% ส่วนเพศหญิงอยู่ที่ 91.0%

1.7 ข้อมูลด้านการสาธารณสุข

จากการสำรวจอัตราการเสียชีวิต โดยสำนักงานสถิติกลางเมื่อปี 2542 พบว่าอัตราการเสียชีวิตของทารก (ต่อการเกิดที่รอดชีวิต 1,000 คน) คาดว่ามี 48.3 ในปี 2544 อายุขัยเพศชายที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองปี 2544 คาดว่าอยู่ที่ 61.5 ปี และหญิง 65.6 ปี การอายุขัยเฉลี่ยในพื้นที่ชนบท เพศชายเท่ากับ 60.8 ปี ส่วนเพศหญิง 63.3 ปี จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2545 พบว่า อายุขัยของเพศชายอยู่ที่ 56.2 ปี ส่วนเพศหญิงอยู่ที่ 61.8 ปี

จากข้อมูลของกรมวางแผนสุขภาพ ในปี 2545 พบว่ามีโรงพยาบาลของรัฐจำนวน 750 แห่ง ซึ่งประกอบไปด้วย 38,000 เตียง ศูนย์สาธารณสุขในเขตชนบทมีทั้งสิ้น 1,404 แห่ง ขณะที่ศูนย์แม่และเด็กมีจำนวน 348 แห่ง นอกจากนี้ยังพบว่ามีแพทย์จำนวน 15,981 คน พยาบาล 14,925 คน และเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์มากกว่า 13,000 คน

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) องค์กร UNAIDS ได้คาดการสถิติในประชากรเมียนมาร์โดยการใช้ข้อมูลที่ได้รับรายงานจนถึงปี 2542 กระทรวงสาธารณสุขเชื่อว่าจำนวนผู้ติดเชื้อ HIV ตามประมาณการของ UNAIDS นั้นสูงกว่าความเป็นจริง จากจำนวนผู้ติดเชื้อ HIV ซึ่งมีอยู่ประมาณ 500,000 คน ในปี 2543 คาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อเอดส์เพิ่มอีก 46,600 รายในปี 2543 และคาดว่าจะมีจำนวนถึง 55,000 ราย ในปี 2548

1.8 เทคโนโลยีสารสนเทศ

จากข้อมูลของ CIA (United States Central Intelligence Agency) ในปี 2543 มีโทรศัพท์พื้นฐานประมาณ 250,000 เลขหมาย ขณะที่ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 8,500 เลขหมาย ในเดือนกันยายน 2543 การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจะได้รับอนุญาตเพื่อใช้ในงานราชการ เจ้าหน้าที่ด้านการท่องเที่ยว และธุรกิจขนาดใหญ่อีกเพียง 2 - 3 รายเท่านั้น รัฐบาลเป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเพียงรายเดียวในประเทศ คาดว่าจะมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตประมาณ 10,000 รายในประเทศ รหัสอินเตอร์เน็ตของประเทศคือ .mm




Logo of Japan International Cooperation Agency (JICA)
Logo of Ministry of Social Development and Human Security


Valid XHTML 1.0 Strict! Valid CSS!
  © , APCD Project. All rights reserved.
last updated: