จัดขึ้นที่กรุงมะนิลา วันจันทร์ที่ยี่สิบสอง เดือนกรกฏาคม 2534
พระราชบัญญัติเพื่อการฟื้นฟู การพัฒนาตนเอง และการพึ่งพิงเองของคนพิการ และการนำพิการรวมเข้ากับสังคมส่วนใหญ่และวัตถุประสงค์อื่นๆ
ประกาศใช้เป็นกฏหมายโดยวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรแห่งประเทศฟิลิปปินส์ในที่ประชุมสภานิติบัญญัติ
มาตรา 1 หัวข้อ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติแมกนา คาร์ตา เพื่อคนพิการ"
มาตรา 2 การประกาศรัฐธรรมนูญ - การให้สิทธิและเงื่อนไขพิเศษแก่คนพิการ ควรเป็นไปตามหลักการดังต่อไปนี้
(ก) คนพิการคือสังคมของฟิลิปปินส์ ดังนั้นรัฐบาลควรให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับคนพิการ รวมไปถึงการรวมคนพิการเข้าสู่สังคมหลัก เพื่อวัตถุประสงค์นี้ รัฐบาลควรมีการประกาศใช้นโยบายเพื่อรองรับกับแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพ การพัฒนาตนเอง และการพึ่งตนเองของคนพิการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะต่างๆ และศักยภาพสูงสุดของตนเองเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในโอกาสที่มีอยู่
(ข) คนพิการควรได้รับสิทธิต่างๆ เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปในการอยู่ในสังคม คนพิการควรได้รับการเป็นอยู่ที่อิสระและพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด และให้เป็นที่ตระหนักของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชนทั้งหมดเอกชน รัฐบาลไม่ควรเล็งเห็นว่า สิทธิของคนพิการเป็นบริการจากภาครัฐ
(ค) โครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เพื่อให้คนพิการสามารถดำรงชีวิตอย่างมีความหมาย สามารถสร้างรายได้ และมีชีวิตที่พึงพอใจ เพื่อให้เข้าถึงคนพิการจำนวนมากขึ้นนั้นบริการฟื้นฟูสมรรถภาพและสวัสดิการต่างๆ ควรที่จะมีการขยายจากศูนย์ในเมือง ไปเป็นโครงการโดยชุมชน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถมีส่วนร่วมไอ้อย่างเต็มที่ และได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐในท้องถิ่น
(ง) รัฐบาลควรตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของภาคเอกชนในการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีแก่คนพิการ และควรให้การสนับสนุนโดยการร่วมมือในโครงการต่างๆ ตามความต้องการและความเหมาะสม
(จ) เพื่อเป็นการสนับสนุนการรวมคนพิการเข้าสู่สังคมหลัก รัฐบาลควรทำการรณรงค์และส่งเสริมให้มีการยอมรับสิทธิของคนพิการ รัฐบาลควรพยายามทุกวิถีทาง ในการขจัดการกีดกันในรูปแบบต่างๆ ทั้งทางสังคม วัฒนธรรม เศรฐกิจ สภาพแวดล้อม และทัศนคติต่างๆ ซึ่งส่งผลลบและเป็นอคติแก่คนพิการ
มาตรา 3 ขอบเขต - พระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีผลครอบคลุมคนพิการทุกคน และตามความภายใต้มาตรานี้ ให้รวมไปถึง กระทรวง สำนักงาน และหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการบรรลุวัตถุประสงค์แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้
มาตรา 4 คำนิยาม - เพื่อวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัตินี่ได้มีการให้ความหมายของคำจำกัดความต่างๆ ดังนี้
(ก)คนพิการ คือบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดทางความสามารถต่างๆ ไม่ว่าจะมาจากความพิการด้านสติปัญญา ด้านร่างกาย หรือความพิการของระบบประสาท ซึ่งเป็นผลให้ไม่สามารถประกอบกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ หรืออยู่ภายในขอบเขตที่จำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลทั่วไป
(ข) ความบกพร่อง คือ ความสูญเสีย การลดลง หรือความผิดปกติทางจิตวิทยา สรีรวิทยา หรือโครงสร้างทางร่างกาย
(ค) ความพิการ หมายถึง (1) ความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจซึ่งมีอุปสรรคหนึ่งอย่างหรือมากกว่า ที่มีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ทางจิตวิทยา ทางกายภาพ หรือทางโครงสร้างของร่างกายของบุคคล (2) บันทึกประวัติเกี่ยวกับความบกพร่อง หรือ (3) ได้รับการพิจารณาว่ามีความบกพร่องดังกล่าว
(ง) อุปสรรค หมายถึงความด้อยเปรียบของบุคคล อันเป็นผลมาจากความบกพร่องหรือความพิการ ที่จำกัดหรือกีดขวางการทำงาน หรือกิจกรรมซึ่งถือเป็นปกติตามอายุและเพศของบุคคลนั้นๆ
(จ) การฟื้นฟูสมรรถภาพ คือแนวทางการบูรณาการทางร่างกาย สังคม วัฒนธรรม ความคิด การศึกษาและวิชาชีพ ที่สร้างสภาพสำหรับปัจเจกชนให้มีศักยภาพสูงสุดในการทำกิจกรรมต่างๆ
(ฉ) อุปสรรคทางสังคม หมายถึงลักษณะเฉพาะของหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นทางกฎหมาย เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สันทนาการหรืออื่นๆ กลุ่มบุคคล ชุมชน หรือสังคมที่มีการจำกัดการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของคนพิการ อุปสรรคทางสังคมจะรวมไปถึงทัศนคติในแง่ลบ ที่โน้มเอียงการแยกตัวและแบ่งแยกคนพิการโดยมีลักษณะบิดเบือนบทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่พึงมี
(ช) ปัจจัยในการช่วยเหลือและบริการจะรวมไปถึง
(ซ) ที่พักอาศัยที่เหมาะสมจะรวมไปถึง (1) การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่ให้ลูกจ้างคนพิการ สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ และ (2) เปลี่ยนแปลงตารางการทำงาน การโยกย้ายตำแหน่งใหม่ที่ว่างอยู่ การจัดหาหรือดัดแปลงเครื่องมืออุปกรณ์ การปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขการทดสอบ วัสดุฝึกอบรม นโยบายบริษัท กฏและข้อบังคับ เงื่อนไขเกี่ยวกับการจัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือและการบริการอื่นๆ และที่พักอาศัยในลักษณะอื่นที่เหมาะสมสำหรับคนพิการ
(ฌ) การคุ้มครองการจ้างงาน หมายถึง การจัดเตรียมงานที่เหมาะสมสำหรับคนพิการโดยมีการปฏิบัติงานในสถานที่ซึ่งเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกพิเศษเพื่อคนพิการ โครงการสร้างรายได้ หรือลักษณะของงานที่สามารถทำได้ที่บ้าน เพื่อเปิดโอกาสในการสร้างรายได้เลี้ยงชีพ ด้วยการสร้างศักยภาพในการทำงานที่จำเป็นต่อการเข้าสู่ตลาดแรงงาน
(ญ) บริการสนับสนุนทางสังคม (Auxiliary Social Services) คือกิจกรรมสนับสนุนต่างๆ ในการจะนำบริการทางสังคมต่างไปสู่ส่วนที่ด้อยโอกาสของสังคม
(ฎ) คนพิการที่ด้อยโอกาส หมายถึง คนพิการที่ไม่มีโอกาสเข้ารับบริการการฟื้นฟูสมรรถภาพ และไม่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมเศรษฐสังคม และเป็นผู้ไม่สามารถเลี้ยงชีพได้ หรือผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นมาตรฐานความยากจน
(ฏ) คนพิการที่มีคุณสมบัติเพียงพอ หมายถึง คนพิการ ไม่ว่าจะมีที่อยู่ที่เหมาะสมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งสามารถที่จะปฏิบัติในตำแหน่งที่มีอยู่ หรือที่ต้องการสมัคร อย่างไรก็ตาม นายจ้างจะเป็นผู้พิจารณาว่าหน้าที่ใดที่มีความจำเป็น และหากผู้จ้างงานได้มีการจัดทำรายละเอียดการทำงานก่อนที่จะประชาสัมพันธ์หรือสัมภาษณ์ผู้สมัคร รายละเอียดนั้นๆ ก็จะเป็นหลักฐานบ่งชี้ความรับผิดชอบสำหรับตำแหน่งงานนั้น
(ฐ) สามารถที่จะสำเร็จลุล่วงไปได้ดี หมายถึง เป้าหมายที่สามารถทำให้สำเร็จได้โดยปราศจากความยากลำบากหรือค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ในการที่จะตัดสินว่า การปฏิบัติงานจะสามารถสำเร็จลุล่วงไปได้ดีหรือไม่นั้น มีปัจจัยในการพิจารณาดังต่อไปนี้
(ฑ) การขนส่งสาธารณะ หมายถึงการขนส่งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำที่จัดให้แก่สาธารณชน ทั้งแบบทั่วไปและบริการพิเศษ และจัดให้มีบริการเป็นประจำและต่อเนื่อง
(ฒ) องค์กรที่เกี่ยวข้อง หมายถึงนายจ้าง หน่วยงานจัดหางาน องค์กรแรงงาน หรือคณะกรรมการแรงงาน และ
(ณ) การพาณิชย์ หมายถึง การท่องเที่ยว การค้า การจราจร การพาณิชย์ การคมนาคมขนส่งหรือการสื่อสารระหว่างจังหวัด หรือระหว่างเมืองต่างๆ หรือเขตติดต่อต่างๆ หรือ อาณานิคม และจังหวัดต่างๆ
มาตรา 5 ความเสมอภาคทางโอกาสในการจ้างงาน -คนพิการจะต้องไม่ได้รับการปฎิเสธการเข้าถึงโอกาสการจ้างงานที่มีความเหมาะสม ลูกจ้างคนพิการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดเกี่ยวกับการจ้างงาน การชดเชย เอกสิทธิ์ ผลประโยชน์ สวัสดิการ รางวัล หรือเบี้ยเลี้ยง เช่นเดียวกับคนทั่วที่มีคุณสมบัติเท่าเทียมกัน
ให้มีการจัดสรรตำแหน่งงานสำหรับคนพิการ จำนวน 5% ของตำแหน่งงานชั่วคราว งานเฉพาะกิจ และงานสัญญาจ้างในกระทรวงสวัสดิการสังคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรมและกีฬา และหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐบาล สำนักงาน หรือสมาคมที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม
มาตรา 6 บ้านพักพิง - หากไม่มีการจ้างงานที่เหมาะสมกับคนพิการในตลาดแรงงานทั่วไป ตามที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขข้างต้น ทางราชการจะพยายามในการจัดหางานโดยวิธีการให้บ้านพักพิงการจ้างงาน ในการนำคนพิการเข้าสู่บ้านพักพิง จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมคุณสมบัติส่วนบุคคล จุดมุ่งหมายของการฝึกวิชาชีพ และแนวโน้มที่จะนำไปสู่บรรยากาศที่ดีในการทำงานและภาคการผลิตที่มีประสิทธิภาพ
มาตรา 7 การฝึกงาน - ภายใต้เงื่อนไขในพระราชกฤษฎีกาการจ้างงาน ฉบับปรับปรุงแก้ไข คนพิการมีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกเป็นผู้ฝึกงาน หรือผู้เข้ารับการฝึกอบรม โดยมีเงื่อนไขว่า ลักษณะความพิการเหล่านั้นจะไม่เป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพต่อการทำงานในตำแหน่งที่ได้รับว่าจ้าง นอกจากนี้ หลังสิ้นสุดการฝึกงาน หากพบว่าผู้ฝึกงานสามารถปฏิบัติหน้าที่ในระดับที่น่าพึงพอใจ คนพิการนั้นจะมีสิทธิในการได้รับคัดเลือกเข้าทำงาน
มาตรา 8 มาตรการจูงใจสำหรับนายจ้าง -
ก) เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาคเอกชน ในการส่งเสริมสวัสดิการเพื่อคนพิการและให้การรับประกันการจ้างงานสำหรับคนพิการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม จึงควรมีมาตรการจูงใจที่เหมาะสมสำหรับหน่วยงานภาคเอกชนที่มีการจ้างงานแก่พิการ
ข) หน่วยงานภาคเอกชนที่จ้างงานแก่คนพิการซึ่งมีทักษะหรือคุณสมบัติที่เหมาะสม ทั้งในลักษณะลูกจ้างประจำ พนักงานฝึกหัด หรือผู้เข้ารับการฝึกอบรม จะได้รับสิทธิ์ส่วนลดหย่อนเพิ่มเติมจากรายได้รวมเป็นจำนวนเทียบเท่ากับ 25% ของจำนวนรวมซึ่งชำระเป็นเงินเดือนและค่าจ้างให้แก่คนพิการ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาคเอกชนนั้นจะต้องแสดงหลักฐานซึ่งออกให้โดยกระทรวงแรงงานและการจ้างงาน (Department of Labor and Employment) ว่ามีการจ้างงานคนพิการจริง นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติมอีกว่า ลูกจ้างคนพิการจะต้องเป็นผู้ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงแรงงานและการจ้างงาน และกระทรวงสาธารณสุข และแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับความพิการ ทักษะ และคุณวุฒิของตน
ค) หน่วยงานภาคเอกชนที่ได้ทำการปรับปรุง และดัดแปลงสิ่งอำนวยความสะดวกทางกายภาพ เพื่อรองรับการใช้งานของคนพิการ จะได้รับสิทธิส่วนลดภาษีเงินได้สุทธิ เทียบเท่ากับ 50% ของค่าใช้จ่ายโดยตรงของการปรับปรุงหรือการแก้ไขดัดแปลง อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขในส่วนนี้ไม่ครอบคลุมการปรับปรุงหรือการแก้ไขดัดแปลงสิ่งอำนวยความสะดวก ตามที่กำหนดไว้ภายใต้ Batas Pambansa Bilang 344.
มาตรา 9 การฟื้นฟูสมรรถภาพทางวิชาชีพ - เพื่อให้สอดคล้องกับหลักโอกาสที่เท่าเทียมกันของแรงงานพิการ และแรงงานทั่วไป รัฐจะดำเนินมาตรการเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางวิชาชีพที่เหมาะสมต่อการพัฒนาทักษะและศักยภาพของคนพิการ และทำให้คนพิการสามารถแข่งขันเพื่อโอกาสในการทำงานในตลาดแรงงาน
รัฐจะดำเนินมาตรการเพื่อรับรองการจัดเตรียมการบริการด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทางวิชาชีพ และการดำรงชีพเพื่อคนพิการที่อาศัยอยู่ตามชนบท นอกจากนี้ รัฐยังจะให้การส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงานระหว่างองค์กรภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน และหน่วยงานภาคเอกชนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพทางวิชาชีพ
กระทรวงสวัสดิการสังคมและการพัฒนา (The Department of Social Welfare and Development) จะเป็นผู้ออกแบบและริเริ่มโครงการฝึกอบรม เพื่อเตรียมทักษะทางวิชาชีพให้คนพิการสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมการดำรงชีพ หรือได้รับการว่าจ้าง กระทรวงแรงงานและการจ้างงานจะเป็นผู้ออกแบบและจัดการโครงการฝึกอบรมวิชาชีพอื่นๆ โดยมุ่งเน้นที่ทักษะการดำรงชีพของคนพิการ
มาตรา 10 การแนะแนวและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิชาชีพ - กระทรวงสวัสดิการและพัฒนาสังคมจะดำเนินมาตรการเพื่อการให้บริการ และการประเมินผลการแนะแนว และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิชาชีพแก่คนพิการ เพื่อให้คนพิการสามารถหางาน คงสภาพการจ้างงาน และเลื่อนตำแหน่งการทำงาน นอกจากนี้ กระทรวงยังจะต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ปรึกษา และการฝึกอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่ หรือมีเจ้าหน้าที่ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสม ไว้คอยให้คำปรึกษาและแนะแนวเกี่ยวกับวิชาชีพของคนพิการ
มาตรา 11. สำนักงานบังคับใช้กฎและระเบียบ (IRR) -ทางกระทรวงแรงงานและการจ้างงานจะประสานงานกับกระทรวงสวัสดิการสังคมและการพัฒนา (DSWD) และคณะกรรมการสวัสดิการคนพิการแห่งชาติ (NCWDP) เพื่อการเผยแพร่ระเบียบและกฎเกณฑ์ที่จำเป็นต่อการบังคับใช้เงื่อนไขภายใต้บทนี้
มาตรา 12 การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ - รัฐจะให้การรับประกันว่าคนพิการจะสามารถเข้ารับการศึกษาที่มีคุณภาพ และมีโอกาสในการพัฒนาทักษะอย่างเพียงพอ รัฐจะดำเนินมาตรการอย่างเหมาะสมเพื่อให้คนพิการทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ สถาบันการศึกษาใดก็ตาม ที่ปฎิเสธคนพิการมิให้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรใดก็ตามของทางสถาบัน โดยอ้างเหตุแห่งความบกพร่องหรือความพิการ จะถือเป็นการละเมิดกฏหมาย
รัฐจะต้องพิจารณาถึงความต้องการพิเศษของคนพิการ ในการบัญญัตินโยบายและโครงการการศึกษา โดยจะให้การสนับสนุนสถาบันการศึกษาให้ความสำคัญกับความต้องการพิเศษของคนพิการ เกี่ยวกับการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงเรียน ตารางเรียน เงื่อนไขทางกายภาพในการเข้าศึกษา และสิ่งที่จำเป็นอื่นๆ รัฐจะให้การส่งเสริมบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนสถาบันการศึกษาที่จะส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของคนพิการ
มาตรา 13 การช่วยเหลือนักเรียนพิการ - รัฐจะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่นักเรียนพิการที่มีฐานะยากจนแต่เรียนดี ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่เรียนระดับสูงกว่ามัธยม หรือระดับอุดมศึกษา การช่วยเหลือดังกล่าวอาจอยู่ในรูปแบบของการมอบทุนการศึกษา โครงการกู้ยืมเพื่อการศึกษา เงินสงเคราะห์ หรือมาตรการจูงใจอื่นๆ สำหรับนักเรียนคนพิการทั้งในโรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชน อย่างน้อย 5% ของงบประมาณจากโครงการให้การช่วยเหลือทางการเงินแก่นักเรียนจากภาคเอกชน (Private Education Student Financial Assistance Program) ซึ่งก่อตั้งขึ้นตามอำนาจ R.A. 6725 จะได้รับการจัดสรรเพื่อนักเรียนคนพิการซึ่งเรียนในหลักสูตรอาชีวศึกษาหรือเทคนิค และหลักสูตรปริญญาตรี
มาตรา 14 การศึกษาภาคพิเศษ - รัฐจะจัดตั้ง ดำเนินการ และรักษาไว้ซึ่งระบบการศึกษาภาคพิเศษ ซึ่งมีความครอบคลุมเพียงพอ และมีการบูรณาการ เพื่อเด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น การได้ยินเสียง บกพร่องทางด้านสติปัญญา และเด็กพิเศษประเภทอื่นๆ ในทุกภาคของประเทศ ทางกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรมและการกีฬา จะก่อตั้งห้องเรียนการศึกษาพิเศษในโรงเรียนของรัฐในเขตเมืองหรือเทศบาล ซึ่งจะได้มีการจัดตั้งห้องสมุดอักษรเบรลล์ และห้องสมุดที่ใช้บันทึกเสียงในตัวจังหวัด เมือง หรือเทศบาล รัฐบาลแห่งชาติจะจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นเพื่อทำให้โครงการการศึกษาพิเศษประสบผลสำเร็จด้วยดีทั่วประเทศ หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นยังมีส่วนร่วมในการจัดหาเงินทุนสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือกองทุนแห่งชาติ
มาตรา 15 โครงการฝึกอบรมทางวิชาชีพหรือเทคนิคหรืออื่นๆ - รัฐบาลได้จัดเตรียมการฝึกอบรมในวิชาที่เกี่ยวกับหน้าที่ของพลเมือง ประสิทธิภาพทางวิชาชีพ การกีฬาและสมรรถภาพทางร่างกาย และทักษะอื่นๆ ให้แก่คนพิการ กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรมและการกีฬาจะจัดตั้งโรงเรียนเพื่อการอาชีพและเทคนิคของรัฐบาลขึ้นอย่างน้อย 1 แห่งในแต่ละจังหวัด เพื่อโครงการฝึกอบรมวิชาชีพและเทคนิคพิเศษเพื่อคนพิการ โดยจะทำการพัฒนาและดำเนินกิจกรรมการกีฬาและโครงการเสริมสร้างสมรรถภาพทางร่างกายให้เหมาะสมกับคนพิการแต่ละประเภท
มาตรา 16 การศึกษานอกโรงเรียน -รัฐจะพัฒนาโครงการการศึกษานอกโรงเรียน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพคนพิการ โดยจะจัดเตรียมทรัพยากรที่เหมาะสมสำหรับโครงการและแผนงานเพื่อการศึกษาพิเศษที่สอดคล้องกับความต้องการของคนพิการ
มาตรา 17 มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยของรัฐ - มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยของรัฐในแต่ละภูมิภาค หรือแต่ละจังหวัดจะมีหน้าที่ในการ (ก) พัฒนาวัสดุอุปกรณ์และการช่วยเหลือทางเทคนิคเพื่อคนพิการ (ข) พัฒนาการฝึกอบรมเรื่องเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ในการฟื้นฟูสมรรถภาพทางวิชาชีพและการฝึกอบรมเกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ (ค) ค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับปัญหาพิเศษ โดยเฉพาะในด้านความบกพร่องทางการมองเห็น ความบกพร่องทางการได้ยิน และนักเรียนที่มีความบกพร่องทางกระดูกและกล้ามเนื้อ ปัญญาอ่อน และคนพิการซ้ำซ้อน และอื่นๆ และขจัดอุปสรรคทางสังคม และการกีดกันแบ่งแยกทางสังคมของคนพิการ และ (ง) บูรณาการหลักสูตรการศึกษาพิเศษเพื่อคนพิการ (Special Education for Disabled - SPED) ไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน ทางรัฐบาลจะจัดให้มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยมีความพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกพิเศษที่จำเป็นสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็น ผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน ผู้มีความบกพร่องทางการพูด และผู้มีความบกพร่องทางกระดูกและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยควรจัดสรรงบประมาณเพื่อการสนับสนุนมาตรการดังที่กล่าวมาข้างต้น
มาตรา 18 โครงการสุขภาพแห่งชาติ - กระทรวงสาธารณสุข ในความร่วมมือกับคณะกรรมการเพื่อสวัสดิการคนพิการแห่งชาติจะจัดให้มีโครงการสุขภาพแห่งชาติ โดยมีจุดประสงค์ดังต่อไปนี้
ก) ป้องกันความพิการ ทั้งก่อนคลอดและหลังคลอด
ข) การค้นหา และการวินิจฉัยความพิการตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และ
ค) การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
มาตรา 19 ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ - กระทรวงสาธารณสุขจะจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ในโรงพยาบาลประจำจังหวัด และจะจัดสรรงบประมาณประจำปีเพื่อดำเนินการศูนย์ดังกล่าว
กระทรวงสาธารณสุขจะริเริ่มและดำเนินการโครงการเพื่อให้คนพิการที่ด้อยโอกาสสามารถเข้ารับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพใน โรงพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
มาตรา 20 การให้บริการด้านสุขภาพ - ทางรัฐจะคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิด้านสุขภาพของคนพิการ และจะใช้แนวทางแบบบูรณาการในการพัฒนาสุขภาพคนพิการ และให้บริการด้านสุขภาพที่จำเป็นในราคาที่ต่ำที่สุด
รัฐบาลจะจัดการบริการสุขภาพที่ครอบคลุมเพื่อคนพิการ ซึ่งจะรวมไปถึง แต่ไม่จำกัดเฉพาะ
ก) การป้องกันความพิการ โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรค หลักโภชนาการ การคุ้มครองและรักษาสภาพแวดล้อม ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพันธุศาสตร์ และการตรวจความพิการตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และการแทรกแซงให้ทันเวลาเพื่อยับยั้งสภาพความพิการ และ
ข) การรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์
กระทรวงสาธารณสุขควรจัดให้มีบุคลากรทางการแพทย์ ผู้มีความเชี่ยวชาญพิเศษในการรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการในโรงพยาบาลประจำจังหวัด และหากเป็นไปได้ ให้รวมไปถึงศูนย์สุขภาพในเขตเทศบาล กระทรวงสาธารณสุขยังควรให้การฝึกอบรมบุคคลากรสาธารณะสุขในการดูแลทางการแพทย์กับคนพิการ และดำเนินมาตรการเพื่อให้ความมั่นใจได้ว่าหน่วยบริการด้านสุขภาพเคลื่อนที่มีศักยภาพเพียงพอในการใส่แขนขาเทียมให้แก่คนพิการได้
มาตรา 21 การสนับสนุนการบริการทางสังคม -รัฐจะดำเนินมาตรการที่จำเป็น เพื่อเป็นหลักประกันว่าคนพิการด้อยโอกาสจะได้รับบริการสนับสนุนที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูทักษะทางสังคม และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม กระทรวงสวัสดิการสังคมและการพัฒนา จะพัฒนาและดำเนินโครงบริการสนับสนุนทางสังคม ที่ตรงกับความต้องการของคนพิการ ส่วนประกอบของโครงการมีดังต่อไปนี้
ก) ให้ความช่วยเหลือในการจัดหาอวัยวะเทียม และการแทรกแซงทางการแพทย์ของบริการพิเศษ
ข) จัดหากิจกรรมการฝึกอบรมพิเศษเพื่อลดข้อจำกัดการทำงานของคนพิการ ในด้านทักษะการสื่อสาร
ค) ส่งเสริมสร้างภาพลักษณ์ของตนเองในเชิงบวกในกลุ่มคนพิการ โดยการให้คำแนะนำ การปรับตัว และการเคลื่อนไหว และเสริมสร้างศักยภาพการดำรงชีวิตประจำวัน
ง) ส่งเสริมให้เกิดการดูแลคนพิการภายในครอบครัว รวมไปถึงการเสริมสร้างศักยภาพของครอบครัว ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของคนพิการซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัวได้
จ) จัดหามาตรการรองรับเพื่อทดแทนการดูแลคนพิการภายในครอบครัว และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆโดยเฉพาะสำหรับคนพิการที่ถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับความสนใจ ถูกล่วงละเมิด และคนพิการไร้ญาติต้องการผู้ดูแล
ฉ) บริการให้การดูแลต่อเนื่องและการติดตามผลในกลุ่มผู้ที่ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างต่อเนื่องในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพโดยชุมชน ในกลุ่มคนพิการที่ได้รับอนุญาตให้ออกจากศูนย์ดูแล หรือศูนย์ฟื้นฟู
ช) จัดหาบริการดูแลเด็กพิการ ในกลุ่มเด็กก่อนวัยเรียน
มาตรา 22 การถ่ายทอดผ่านสื่อ - สถานีโทรทัศน์จะได้รับการส่งเสริมให้มีการใช้ภาษามือ หรือแทรกตัวอักษรอธิบายไว้ใต้การรายงานข่าวทางโทรทัศน์อย่างน้อย 1 รายการต่อวัน และรายการพิเศษที่ครอบคลุมเหตุการณ์สำคัญของชาติ
มาตรา 23 บริการโทรทัพท์ -บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์ทุกแห่งจะได้รับการสนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์หรือชุดเครื่องมือโทรศัพท์พิเศษ เพื่อผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน และดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความแพร่หลายในท้องตลาด เพื่อให้คนพิการสามารถทำการสื่อสารผ่านระบบโทรศัพท์ได้
มาตรา 24 การยกเว้นค่าบริการไปรษณีย์สำหรับคนพิการ ทางไปรษณีย์จะไม่คิดค่าใช้จ่ายสำหรับบริการดังต่อไปนี้ก) การจัดส่งบทความและสิ่งตีพิมพ์ เช่น หนังสือและวารสาร อุปกรณ์การรักษากระดูกและกล้ามเนื้อ และอุปกรณ์อื่นๆ และสื่อการเรียนการสอนสำหรับคนพิการ ทั้งภายในประเทศฟิลิปปินส์และต่างประเทศ
ข) การจัดส่งอุปกรณ์ช่วยเหลือ และอุปกรณ์การรักษาโรคกระดูกและกล้ามเนื้อสำหรับคนพิการไปยังต่างประเทศเพื่อการซ่อมแซม
ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่า สิ่งเหล่านั้นจะต้องมีไว้เพื่อการใช้งานส่วนบุคคลเท่านั้น คนพิการรายดังกล่าวเป็นผู้ด้อยโอกาสและได้รับการรับรองจากสำนักงานสวัสดิการสังคมและการพัฒนา หน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น หรือกระทรวงสวัสดิการสังคมและการพัฒนา
มาตรา 25 สภาพแวดล้อมที่ปราศจากอุปสรรค - ทางรัฐจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปราศจากอุปสรรค เพื่อให้คนพิการสามารถใช้ประโยชน์จากอาคารของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงสถานประกอบการและสถานที่อื่นๆ ตามที่ระบุไว้ใน Batas Pambansa Bilang 344 หรือเป็นที่รู้จักในนาม "กฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ"
รัฐบาลและหน่วยงานส่วนท้องถิ่นจะจัดสรรงบประมาณเพื่อการจัดหาสาธารณูปโภคทางสถาปัตยกรรม และโครงสร้างสำหรับคนพิการภายในอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกของภาครัฐ
มาตรา 26 การเคลื่อนที่ - ทางรัฐจะให้การสนับสนุนคนพิการในการเคลื่อนที่ คนพิการจะได้รับอนุญาติให้ขับขี่ยานพาหนะได้ โดยให้เป็นไปตามเงื่อนไขซึ่งออกโดยกรมการขนส่งทางบก โดยอิงสภาพของความพิการ และความเหมาะสมของการดัดแปลงหรือปรับปรุงยานพาหนะดังกล่าว
มาตรา 27 การเข้าถึงขนส่งมวลชน - กระทรวงสวัสดิการสังคมและการพัฒนา จะพัฒนาโครงการเพื่อช่วยเหลือคนพิการที่ด้อยโอกาส ให้สามารถใช้บริการการขนส่งมวลชน โดยความช่วยเหลืออาจจะอยู่ในรูปแบบของส่วนลดค่าโดยสาร
กระทรวงจะทำการจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นต่อโครงการขนส่งมวลชนเพื่อคนพิการอย่างมีประสิทธิภาพ
"กฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ"ฉบับปรับปรุงแก้ไข ให้รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติฉบับนี้.
มาตรา 28 สำนักงานบังคับใช้กฎและระเบียบ (Implementing Rules and Regulations - IRR) - กระทรวงคมนาคมและการสื่อสาร จะเป็นผู้กำหนดข้อบังคับและระเบียบที่จำเป็นต่อการบังคับใช้เงื่อนไขภายใต้บทนี้
มาตรา 29 ระบบการออกเสียงเลือกตั้ง - คนพิการจะได้รับอนุญาตให้ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคล ซึ่งคนพิการเป็นผู้เลือก ในการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศและส่วนท้องถิ่น บุคคลที่ได้รับการเลือก ควรจะจัดเตรียมบัตรเลือกตั้งเพื่อคนพิการที่มีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งไว้ที่หน่วยเลือกตั้ง บุคคลที่ได้รับการเลือกจะต้องจัดทำหนังสือสาบานตน เพื่อการกรอกบัตรเลือกตั้งให้ตรงกับความต้องการของคนพิการ และจะไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งนั้น การละเมิดเงื่อนไขข้อนี้ถือเป็นการละเมิดกฎหมายการเลือกตั้ง
สถานที่เลือกตั้งทั้งในระดับประเทศหรือส่วนท้องถิ่นจะต้องจัดขึ้นเพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก
มาตรา 30 สิทธิในการชุมนุม - ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ทางรัฐจะยอมรับสิทธิ์ของคนพิการในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนแห่ งานชุมนุม การเดินขบวนพาเรด การประท้วง การชุมนุมชน หรือการรวมตัวของมวลชนในรูปแบบอื่นหรือการกระทำของมวลชนในที่สาธารณะ
มาตรา 31 สิทธิในการจัดตั้งองค์กร - ทางรัฐยอมรับสิทธิของคนพิการในการจัดตั้งองค์กร หรือสมาคม เพื่อส่งเสริมสิทธิ หรือ ปกป้อง หรือยกระดับผลประโยชน์ของตน รัฐบาล ตลอดจนหน่วยงาน ตัวแทน หน่วยงานย่อยจะให้การสนับสนุนคนพิการในการจัดตั้งองค์กรพึ่งตนเอง โดยให้ช่วยเหลือทางเทคนิคและทางการเงินตามความจำเป็น
หน่วยงาน และสำนักงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องควรประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับองค์กรของคนพิการ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของคนพิการได้อย่างรวดเร็ว หน่วยงานระดับชาติที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่นจะให้การสนับสนุนต่อคนพิการในการจัดทำโครงการพิเศษ ที่จะดำเนินการเสมือนข้อเสนอทางธุรกิจ
เพื่อให้คนพิการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศชาติได้อย่างเต็มที่ องค์กรคนพิการจะได้รับการสนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการวางแผน การบริหารจัดการโครงการและแผนงานของรัฐเพื่อคนพิการ
องค์การเพื่อคนพิการจะมีส่วนร่วมในการค้นหาและการจัดเตรียมโครงการพัฒนาโอกาสในการทำงานของคนพิการ
มาตรา 32 การกีดกันแบ่งแยกในการจ้างงาน หน่วยงานใดก็ตาม ไม่ว่าหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน จะต้องไม่กีดกันแบ่งแยกคนพิการที่คุณสมบัติครบถ้วน เนื่องมาจากเหตุแห่งความพิการ ในกระบวนการสมัครงาน การจ้างงาน การเลื่อนตำแหน่ง หรือการปลดลูกจ้าง การชดเชยแรงงาน การฝึกอบรม หรือในเงื่อนไข สภาพการทำงาน และสิทธิพิเศษในอื่นๆ ในการจ้างงาน
(ก) การจำกัด การคัดออก หรือการจำแนกผู้สมัครซึ่งเป็นคนพิการในลักษณะที่จะส่งผลลบกระทบต่อโอกาสในการทำงาน
(ข) การใช้มาตรฐานคุณสมบัติ แบบทดสอบในการจ้างงาน หรือหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกอื่นใด เพื่อคัดผู้สมัครพิการออก หรือมีแนวโน้มที่จะคัดคนพิการออก ยกเว้นในกรณีที่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่ามาตรฐาน การทดสอบ หรือหลักเกณฑ์การคัดเลือกนั้นมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับการทำงานในตำแหน่งดังกล่าว และมีความจำเป็นตามลักษณะของธุรกิจ
(ค) การใช้มาตรฐาน หลักเกณฑ์ หรือวิธีการบริหารจัดการ ซึ่ง
ส่งผลให้เกิดการกีดกันแบ่งแยก เนื่องมาจากเหตุแห่งความพิการ หรือ
ส่งผลให้เกิดการกีดกันแบ่งแยกอย่างถาวรต่อบุคคลอื่น ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารจัดการ
(ง) การให้ค่าตอบแทนที่ด้อยกว่าสำหรับคนพิการที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เมื่อเทียบกับบุคคลทั่วไปในลักษณะงานเดียวกัน เช่น อัตราเงินเดือน ค่าแรง หรือการตอบแทนหรือสวัสดิการในลักษณะอื่นใด เนื่องมาจากเหตุแห่งความพิการของบุคคลนั้น
(จ) ให้สิทธิพิเศษแก่ลูกจ้างทั่วไปมากกว่าคนพิการที่มีความสามารถ ในการเลื่อนตำแหน่ง โอกาสในการฝึกอบรม โอกาสทางการศึกษา หรือทุนการศึกษา เนื่องมาจากเหตุแห่งความพิการของบุคคลนั้นเพียงอย่างเดียว
(ฉ) มอบหมายตำแหน่งงานใหม่ หรือโอนย้ายลูกจ้างที่มีความพิการให้ทำงาน หรือรับตำแหน่งที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องมาจากเหตุความพิการ
(ช) การไล่ออก หรือยกเลิกสัญญาจ้างงานคนพิการเนื่องมาจากเหตุความพิการ ยกเว้นในกรณีที่นายจ้างสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ความพิการนั้นส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรธุรกิจ อย่างไรก็ตาม นายจ้างจะต้องมีหน้าที่หาทางออกที่เหมาะสมให้กับคนพิการก่อน
(ซ) มีความผิดพลาดในการเลือก หรือบริหารจัดการทดสอบคัดเลือกอย่างเหมาะสม ที่จะสะท้อนให้เห็นทักษะ ทัศนคติ และปัจจัยที่แท้จริงอื่นๆ ของผู้สมัคร หรือพนักงานคนพิการ ทำให้การทดสอบนั้นเป็นการวัดสิ่งอื่นใด นอกเหนือไปจากความบกพร่อง ทักษะการทำงาน หรือทักษะการพูดของผู้สมัคร หรือพนักงานคนพิการนั้น ถ้ามี และ
(ฌ) การกีดกันคนพิการออกจากการเป็นสมาชิกในสหพันธ์แรงงาน หรือองค์กรอื่นใดในลักษณะคล้ายคลึงกัน
มาตรา 33 การทดสอบเพื่อรับเข้าทำงาน - เมื่อได้รับการเสนอโอกาสการจ้างงาน ผู้สมัครงานที่เป็นคนพิการอาจต้องเข้ารับการตรวจสอบร่างกาย ในกรณีดังต่อไปนี้
ก) ลูกจ้างที่ได้รับการจ้างงานทุกคน ต้องเข้ารับการตรวจสอบร่างกาย<
ข) ข้อมูลที่ได้รับจากการตรวจร่างกาย หรือประวัติการรักษาของผู้สมัครต้องบันทึกไว้ใบแบบฟอร์มเฉพาะ และเก็บรักษาไว้ในแฟ้มประวัติการรักษาแยกต่างหาก และจะต้องเก็บรกษาข้อมูลไว้เป็นความลับ อย่างไรก็ตาม ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
มาตรา 34 การขนส่งมวลชน - หากผู้รับสัมปทาน หรือผู้ประกอบการ และบุคลากรผู้ให้บริการขนส่งทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศคิดค่าโดยสารในราคาที่สูงกว่าปกติ หรือปฏิเสธในการรับผู้โดยสาร อุปกรณ์ช่วยเหลือ ทรัพย์สินส่วนตัว และสัมภาระอื่นๆ เนื่องมาจากเหตุแห่งความพิการ จะถือว่าเป็นการกีดกันแบ่งแยกคนพิการ
มาตรา 35 ที่พักอาศัยและบริการสาธารณะ -เพื่อวัตถุประสงค์ในบทนี้ ที่พักอาศัยและบริการสาธารณะให้หมายความรวมถึงสิ่งดังต่อไปนี้
ก) โรงแรม โมเต็ลหรือที่พำนักชั่วคราวอื่นๆ ยกเว้นสถานประกอบการซึ่งภายในอาคารมีห้องพักให้เช่าไม่เกินห้า (5) ห้อง และอยู่ภายใต้การครอบครองโดยเจ้าของ ซึ่งพักอาศัยอยู่ในสถานประกอบการนั้น
ข) ร้านอาหาร ร้านเหล้า หรือสถานที่อื่นๆ ซึ่งจัดให้มีบริการอาหารและเครื่องดื่ม
ค) โรงภาพยนตร์ โรงละคร ลานแสดงดนตรี สนามกีฬา หรือสถานที่อื่นใดสำหรับงานแสดงนิทรรศการ หรือการให้ความบันเทิง
ง) หอประชุม ศูนย์การประชุม ห้องบรรยาย หรือสถานที่พบปะสาธารณะอื่นๆ
จ) ร้านเบเกอรี่ ร้านขายของชำ ร้านขายอุปกรณ์เครื่องมือช่าง ศูนย์การค้า หรือสถานประกอบการอื่นๆ เพื่อการขายหรือการเช่า
ฉ) ธนาคาร ร้านตัดผม ร้านเสริมสวย ศูนย์บริการด้านการท่องเที่ยว ฌาปนสถาน สถานีบริการน้ำมัน สำนักงานทนายความ ร้านขายยา สำนักงานประกันภัย สถานพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาล หรือสถานประกอบการให้บริการอื่นๆ
ช) สถานีผู้โดยสาร สถานีรถไฟ สถานีรถประจำทาง หรือสถานีอื่นๆ ที่ใช้สำหรับการขนส่งมวลชน
ซ) พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ ห้องสมุด หรือสถานที่อื่นๆ เพื่อแสดงงานนิทรรศการ หรือการเก็บรักษาเพื่อสาธารณะประโยชน์
ฌ) สวนสาธารณะ สวนสัตว์ สวนสนุก หรือสถานที่อื่นๆ สำหรับการสันทนาการ
ญ) สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนระดับประถม โรงเรียนระดับมัธยม สถานศึกษาระดับปริญญาตรี หรือสถานศึกษาเอกชนระดับปริญญาโท หรือสถาบันการศึกษาอื่นๆ
ฎ) โรงพลศึกษา สปา โรงโบว์ลิ่ง สนามกอล์ฟ หรือ
ฏ) สถานที่อื่นๆ เพื่อการออกกำลังกายหรือการสันทนาการ
มาตรา 36 การกีดกันแบ่งแยกในใช้บริการที่พักอาศัยสาธารณะ -
ก) คนพิการจะต้องไม่ถูกกีดกันแบ่งแยกเนื่องมาจากเหตุแห่งความพิการ ในการใช้อรรถประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันจากสินค้า การบริการ สิ่งอำนวยความสะดวก เอกสิทธิ์ ผลประโยชน์ หรือการพักอาศัยในสถานที่พักอาศัยสาธารณะ โดยบุคคลซึ่งครอบครอง ให้เช่า หรือดำเนินกิจการสถานที่พักอาศัยสาธารณะนั้น การปฏิบัติในลักษณะดังต่อไปนี้ ถือเป็นการกีดกันแบ่งแยก
เพื่อวัตถุประสงค์ของมาตรานี้ คำว่า "บุคคล หรือประเภทของบุคคล" หมายถึงลูกค้าของสถานที่พักอาศัยสาธารณะ ซึ่งได้ทำสัญญา การอนุญาต หรือการดำเนินการอื่นๆ
ข) สภาพแวดล้อมบูรณาการ สินค้า การบริการ สิ่งอำนวยความสะดวก ผลประโยชน์ และที่พักอาศัยที่จัดหาให้กับคนพิการจะต้องมีสภาพแวดล้อมบูรณาการ และมีความเหมาะสมกับความต้องการของบุคคล
ค) โอกาสในการมีส่วนร่วม - ไม่ว่าจะมีกิจกรรม หรือโครงการที่แยกออกจากกัน หรือโครงการที่แตกต่างกัน ซึ่งดำเนินการตามเงื่อนไขในส่วนนี้หรือไม่ บุคคลคนพิการจะต้องไม่ได้รับการปฏิเสธโอกาสในการมีส่วนร่วมในโครงการหรือกิจกรรมซึ่งไม่แบ่งแยกออกจากกัน หรือมีความแตกต่างกัน
ง) สมาคม - การกีดกัน หรือการปฏิเสธบุคคล หรือองค์กรในลักษณะใดก็ตามซึ่งความเสมอภาคในสินค้า การบริการ สิ่งอำนวยความสะดวก ผลประโยชน์ และที่พักอาศัย หรือโอกาสอื่นๆ เนื่องมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า บุคคล หรือองค์กรนั้น มีความสัมพันธ์ หรือมีความเกี่ยวข้องกับคนพิการ
จ) ข้อห้าม - สำหรับวัตถุประสงค์ของมาตรานี้ โดยจะพิจารณาจากการกีดกันแบ่งแยก
มาตรา 37 การใช้ประโยชน์ศูนย์สันทนาการและศูนย์กีฬาแห่งชาติโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย - คนพิการผู้ด้อยโอกาสสามารถใช้ประโยชน์จากศูนย์สันทนาการ หรือศูนย์กีฬาแห่งชาติซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ หรืออยู่ภายใต้การจัดการโดยรัฐ ในกิจกรรมทางสังคม การกีฬา หรือการสันทนาการต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
มาตรา 38 สำนักงานบังคับใช้กฎและระเบียบ - กระทรวงแรงงานและโยธาธิการ จะทำการกำหนดข้อบังคับและกฏเกณฑ์ที่จำเป็นต่อการบังคับใช้เงื่อนไขภายใต้บทนี้
มาตรา 39 โครงการการเคหะ - ทางรัฐบาลจะพิจารณาความต้องการพิเศษเกี่ยวกับที่พักอาศัยของคนพิการ ในโครงการการเคหะแห่งชาติ
มาตรา 40 บทบาทของหน่วยงานแห่งชาติและหน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่น -หน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่นจะให้การสนับสนุนในการก่อตั้งองค์กร เพื่อคนพิการภายในพื้นที่รับผิดชอบ หน่วยงานแห่งชาติและหน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่นจะเข้าไปร่วมลงทุนกับองค์กร หรือสมาคมของคนพิการเพื่อสำรวจโอกาสในการดำรงชีพหรือการดำเนินการอื่นๆ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ สมรรถภาพทางร่างกาย และเศรษฐกิจ และสวัสดิการทางสังคมของคนพิการ
มาตรา 41 การสนับสนุนจากองค์กรภาคเอกชน - องค์กรพัฒนาเอกชน หรือองค์กรอาสาสมัครภาคเอกชนซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งเสริมและยกระดับสวัสดิการของคนพิการ ตามที่ได้รับการสนับสนุน ซึ่งจะกลายมาเป็นหุ้นส่วนกับรัฐในการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางวิชาชีพ และโครงการและแผนการที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ดังนั้น การมีส่วนร่วมในมาตรการ โครงการ และแผนงานดังกล่าวควรได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
รัฐจะเป็นผู้ให้การสนับสนุนโครงการบริการอาสาสมัคร ซึ่งจะควบคุมการมีส่วนร่วมของบุคคลในการให้ความช่วยเหลือแก่คนพิการ
มาตรา 42 มาตรการจูงใจทางภาษี -
ก) การบริจาค มรดก เงินอุดหนุน หรือการช่วยเหลือทางการเงิน ซึ่งมอบให่แก่หน่วยงานรัฐบาลส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ และองค์กรคนพิการ จะได้รับการยกเว้นภาษีการบริจาค ตามเงื่อนไขส่วนที่ 94 ภายใต้พระราชกฤษฎีกาสรรพากร (National Internal Revenue Code - NIRC) ฉบับปรับปรุงแก้ไข และให้หักออกจากรายได้รวมของผู้บริจาคก่อนการคำนวณภาษีเงินได้ โดยให้เป็นไปตามเงื่อนไขในส่วนที่ 29 (h) ของพระราชกฤษฎีกา
ข) การบริจาคจากต่างประเทศจะได้รับการยกเว้นภาษีและอากกการนำเข้า ตามเงื่อนไขข้อที่ 105 ภายใต้พระราชกฤษฎีกาอากรและศุลกากรแห่งประเทศฟิลิปปินส์ (Tariff and Customs Code of the Philippines) ฉบับปรับปรุงแก้ไข ส่วนที่ 103 ของ NIRC ฉบับปรับปรุงแก้ไข รวมไปถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และข้อตกลงนานาชาติฉบับอื่นๆ
ค) ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ช่วยเหลือสำหรับคนพิการซึ่งผลิตภายในประเทศจะได้รับเอกสิทธิ์ด้านการลงทุน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามคำสั่งประธานาธิบดี ฉบับที่ 226 "พระราชบัญญัติการลงทุนเบ็ดเตล็ด พ.ศ. 2530" (Omnibus Investments Code of 1987) และให้ได้รับสิทธิ เงื่อนไขพิเศษ และมาตรการจูงใจอื่นๆ ตามที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกา รวมไปถึง แต่ไม่จำกัดเฉพาะ
มาตรา 43 เงื่อนไขว่าด้วยการบังคับใช้อย่างต่อเนื่อง - ในกรณีที่กระทรวง หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้บังคับใช้ หรือจัดทำกฎและระเบียบ และแนวทางเพื่อการดำเนินการตามเงื่อนไขภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกยุบเลิก รวมเข้ากับกระทรวงหรือหน่วยงานอื่น หรือได้รับการปรับโครงสร้าง จะไม่ส่งผลกระทบต่อการบังคับใช้ หรือการจัดทำกฎหรือระเบียบและแนวทางเพื่อการดำเนินการตามเงื่อนไขภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยที่
ก) ในกรณีของการยกเลิก กระทรวงหรือหน่วยงานจะถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทดแทนการยกเลิกกระทรวงและหน่วยงานนั้นๆ โดยจะทำการเข้ารับหน้าที่ต่างๆ ภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้
ข) ในกรณีที่กระทรวงหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้บังคับใช้ หรือจัดทำกฎและระเบียบ และแนวทางเพื่อการดำเนินการตามเงื่อนไขภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้รับการรวมเข้ากับกระทรวงหรือหน่วยงานอื่น ให้หน่วยงานเดิมปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อ ภายใต้กระทรวงหรือหน่วยงานที่รวมตัวขึ้นใหม่
ค) ในกรณีการปรับโครงสร้าง กระทรวงหรือหน่วยงานที่ได้รับการปรับโครงสร้างจะปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อ ภายใต้กระทรวงหรือหน่วยงานที่ได้รับการปรับโครงสร้างใหม่
มาตรา 44 การบังคับใช้โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม -
ก) การปฏิเสธสิทธิ
ข) การละเมิด หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีเหตุซึ่งทำให้เชื่อได้ว่า
มาตรา 45 อำนาจศาล ศาลจะมีดุลยพินิจให้ดำเนินมาตรการผ่อนผัน หากศาลพิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสม รวมไปถึงมาตรการต่างๆ ซึ่งกำหนดไว้ภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้
ก) มีคำสั่งให้ดำเนินมาตรการผ่อนผัน ทั้งแบบชั่วคราว เบื้องต้น และเป็นการถาวร
ข) การให้บริการหรืออุปกรณ์ช่วยเหลือ ปรับปรุงนโยบาย การดำเนินการ หรือกระบวนการ หรือวิธีการทางเลือกอื่นๆ หรือ
ค) เตรียมพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึง และสามารถใช้ประโยชน์ได้
มาตรา 46 บทลงโทษ-
ก) บุคคลใดก็ตามที่ละเมิดบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้จะต้องระวางโทษดังต่อไปนี้
ข) บุคคลใดก็ตามที่ใช้สิทธิพิเศษที่ได้รับไปในทางมิชอบ จะต้องระวางโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือนหรือปรับไม่ต่ำกว่า 5,000 เปโซสูงสุด 50,000 เปโซ หรือทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล
ค) หากผู้ละเมิดเป็นสมาคม องค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ จะถือว่าเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง
ง) หากผู้ละเมิดเป็นคนต่างด้าวหรือชาวต่างประเทศ จะถูกเนรเทศทันทีหลังพ้นโทษจำคุก โดยไม่ต้องผ่านพิธีการเนรเทศใดๆ อีก
มาตรา 47 งบประมาณพิเศษ - งบประมาณที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินมาตรการภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ให้รวมอยู่ในพระราชบัญญัติงบประมาณทั่วไป ในปีที่ถัดจากการประกาศใช้กฏหมาย และปีถัดๆ ไป
มาตรา 48 การแยกเงื่อนไข -หากศาลมีคำสั่งว่าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เงื่อนไขข้อดังกล่าวให้เป็นอันตกไปจากส่วนที่เหลือของพระราชบัญญัติ และจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการบังคับใช้เงื่อนไขส่วนที่เหลือส่วนที่เหลือของพระราชบัญญัติฉบับนี้
มาตรา 49 การยกเลิก - กฎหมาย คำสั่งประธานาธิบดี คำสั่ง กฎ และระเบียบฉบับใดก็ตามที่ขัดกับเงื่อนไขภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้มีการยกเลิกไป หรือแก้ไขให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติฉบับนี้
มาตรา 50 การเริ่มบังคับใช้ - พระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 15 วันหลังจากตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทั่วไปอย่างต่ำ 2 ฉบับ

