skip navigation

3. สถานการณ์คนพิการในปัจจุบัน

  1. 3.1 คำนิยามและการจำแนกประเภท

    คำนิยามของคำว่าคนพิการ ได้รับการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตามการตราพระราชบัญญัติฉบับใหม่ๆ คำนิยาม3 ข้อหลักๆ ซึ่งใช้ในทางกฎหมาย มีดังนี้

    1. "คนพิการ" ได้ถูกระบุคำนิยามในปี 2535 โดยพระราชบัญญัติ แมกนา คาร์ต้า เพื่อคนพิการ (Magna Carta for Persons with Disabilities Act) ดังนี้"บุคคลผู้ต้องทนทุกข์ทรมานจากข้อจำกัดในศักยภาพด้านต่างๆ ในการกระทำกิจกรรมทั่วไป หรือกิจกรรมซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับคนทั่วไป อันเป็นผลมาจากความบกพร่องทางจิตใจ ร่างกาย หรือทางประสาท"รัฐธรรมนูญเพื่อคนพิการได้ให้คำจำกัดความของคำว่าคนพิการไว้ดังนี้

      ภายใต้ "คำนิยาม"ตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้มีการให้คำนิยามไว้ดังนี้

      คนพิการ คือ บุคคลที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากข้อจำกัดในความสามารถในด้านต่างๆ ในการกระทำกิจกรรมทั่วไป หรือกิจกรรมซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับคนทั่วไป อันเป็นผลมาจากความบกพร่องทางจิตใจ ร่างกาย หรือทางประสาท

      ความบกพร่อง คือ ความสูญเสีย การลดลง หรือความผิดปกติของจิตใจ ร่างกาย หรือการทำหน้าที่ของโครงสร้างของร่างกาย

      ความพิการ หมายถึง (1) ความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจซึ่งก่อให้เกิดข้อจำกัดอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง ของจิตใจ ร่างกาย หรือการทำหน้าที่ของโครงสร้างของร่างกาย หรือหน้าที่ของบุคคลนั้นๆ (2) การแสดงถึงความบกพร่อง หรือ (3) ได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้มีความบกพร่องดังกล่าว

      ความบกพร่องทางร่างกาย หมายถึง ความด้อยเปรียบที่เกิดขึ้นกับบุคคล ซึ่งเป็นผลมาจากความบกพร่องหรือความพิการ ซึ่งเป็นข้อจำกัดหรือเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่หรือการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งถือว่ากิจกรรมปกติตามเพศและวัยของบุคคล

      คนพิการผู้ด้อยโอกาส หมายถึง คนพิการที่ไม่ได้รับการบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ และขาดโอกาสในการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมในสังคม และบุคคลที่ไม่มีทุนทรัพย์ในการประกอบอาชีพ หรือบุคคลซึ่งมีรายได้ต่ำว่าเส้นยากจน

    2. พระราชบัญญัติเศรษฐกิจของคนพิการ (The Economic Impendence of Disabled Persons Act) ปี 2542 ได้ให้คำจำกัดความของคำว่าคนพิการไว้ว่า "บุคคลที่ไม่สามารถทำงานได้เหมือนปกติและบุคคลที่สูญเสียแขนและขา หรือส่วนต่างๆ ของร่างกายเนื่องมาจากการได้รับบาดเจ็บ หรือเป็นมาแต่กำเนิด "
    3. กฏหมายแห่งชาติ (The National Law) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่าคนพิการไว้ว่า " บุคคลผู้ต้องทนทุกข์ทรมานจากข้อจำกัดในศักยภาพด้านต่างๆ ในการกระทำกิจกรรมทั่วไป หรือกิจกรรมซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับคนทั่วไป อันเป็นผลมาจากความบกพร่องทางจิตใจ ร่างกาย หรือทางประสาท"

    การสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุด ในปี 2543 สำนักงานสถิติแห่งชาติ (National Statistic Office) ได้ให้คำนิยามและการจำแนกประเภทคนพิการไว้ดังนี้

    "ความพิการ หมายถึง ความจำกัดหรือการความขาดความสามารถ (ซึ่งมีผลมาจากความบกพร่อง) ในการกระทำกิจกรรมทั่วไป หรือกิจกรรมซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับคนทั่วไป ความบกพร่องมีความสัมพันธ์กับความพิการทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความรู้สึกนึกคิด เช่น อาการการตาบอดและหูหนวก ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด การเป็นใบ้ ความบกพร่องทางการใช้พูด ความบกพร่องทางกระดูกและกล้ามเนื้อ และสติปัญญาบกพร่อง" โดยได้มีการระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้

    คนตาบอดสนิททั้งสองข้าง บุคคลผู้ซึ่งไม่มีความสามารถในการเห็นด้วยตาทั้งสองข้าง (ไม่สามารถรู้ถึงข้อแตกต่างของสิ่งของที่อยู่หน้าตัวเองได้) แต่ก็อาจรับรู้ถึงแสงสว่างได้เล็กน้อย (เช่น สามารถรับรู้ได้ว่าช่วงไหนกลางวัน ช่วงไหนกลางคืน) แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นได้ ดังนั้นพวกเขาจึงมีความต้องการตัวอักษรเบรลล์เพื่อช่วยในการอ่านหนังสือ

    คนที่สามารถมองเห็นได้บางส่วน สามารถมองเห็นได้ดีกว่าคนตาบอดสนิท สามารถรับรู้ถึงข้อแตกต่างของสิ่งของที่อยู่หน้าตัวเองได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าสวมแว่นตาแล้วก็ยังไม่สามารถอ่านตัวอักษรขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าได้ ในทางปฏิบัติ คนตาบอดบางส่วนนี้สามารถเดินได้โดยที่ศีรษะไม่ชนกับกำแพง แต่ไม่สามารถอ่านหนังสือได้เลย ในที่นี้รวมไปถึงบุคคลที่อยู่ในสถานะของการถูกจำกัดการมองเห็นอย่างรุนแรง เห็นเฉพาะตรงกลาง หรือเห็นแต่ด้านข้าง หรือมองเห็นเป็นมุมเดียวเหมือนเค้กชิ้นเดียว คนประเภทนี้สามารถเห็นสิ่งของต่างๆ และสามารถเดินได้ดีและสามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้ แต่ไม่สามารถที่อ่านหนังสือได้แม้ว่าสวมแว่นตาแล้วก็ตาม ดังนั้นพวกเขาจึงต้องอาศัยอักษรเบรลล์เพื่อช่วยในการอ่านหนังสือ

    คนที่มีความสามารถในการมองเห็นต่ำ ถึงแม้ว่าจะสามารถมองเห็นได้ดีขึ้นเวลาใส่แว่นตาแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถแยกแยะตัวหนังสือขนาดปกติธรรมดาได้ ในทางปฏิบัติสามารถอ่านตัวหนังสือขนาดใหญ่ที่เป็นพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ได้ ในที่นี้รวมไปถึงบุคคลที่อยู่ในสถานะของการถูกจำกัดการมองเห็น เห็นแต่ตรงกลาง หรือเห็นแต่ด้านข้างหรือมองเห็นเป็นมุมเดียวเหมือนเค้กชิ้นเดียว ผู้คนผู้ซึ่งสวมแว่นตาที่เหมาะสมแล้ว มีความต้องการข้อความขนาดใหญ่ (ตัวหนังสือขนาด 18) เพื่อที่สามารถอ่านได้ในระยะ 1 ฟุตหรือ 30 เซนติเมตร

    คนหูหนวกสนิท บุคคลผู้ซึ่งไม่สามารถได้ยินเสียงตามปกติได้ ในทางปฏิบัติ คือบุคคลที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อมีคนมาปรบมือจากข้างหลัง คนเหล่านี้ได้ยินเสียงแตรของรถบรรทุกหรือการตีกลองแต่ไม่สามารถได้ยินเสียงการสนทนาแม้ว่าสวมเครื่องช่วยฟังแล้วก็ตาม คนใบ้ ในกรณีปกติจะเรียกว่า " หนวก-ใบ้" ซึ่งเป็นคำที่ใช้สำหรับเรียกคนหูตึงที่ไม่ได้เรียนรู้ที่จะพูด แต่มีทุกอย่างตามความจำเป็นทางกายภาพที่จะพูดได้

    คนหูหนวกบางส่วนสามารถได้ยินเสียงพูดแต่ไม่สามารถแยกแยะคำได้ หมายถึงคนที่สามารถแยกแยะเสียงได้ด้วยหูทั้งสองข้างแต่ไม่สามารถแยกแยะคำพูดได้ (หูหนวกบางส่วน)

    คนหูตึงบุคคลผู้ซึ่งสามารถเข้าใจในคำพูดถ้าพูดด้วยเสียงดังๆ หรือใกล้กับหูของพวกเขา และไม่ค่อยได้ยินหากมีเสียงอื่นแทรกเข้ามาด้วย (เช่นเสียงคนพูดกันในห้อง) คนประเภทนี้สามารถใช้เครื่องช่วยฟังได้แต่ก็ยังยากที่จะเข้าใจคำพูดด้วยความดังระดับปกติ

    คนที่มีความบกพร่องเกี่ยวกับการพูด บุคคลผู้ซึ่งมีอายุอย่างน้อย 15 ปี และมักจะถูกล้อเลียน และมีความจำกัดด้านการหางานเป็นอย่างมากเนื่องมาจาก

    • การพูดติดอ่าง ทำให้ไม่สามารถพูดได้ตามปกติ
    • มีอาการปากแหว่งหรือเพดานช่องปากโหว่ และไม่สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัด

    คนพิการที่มีแขนข้างเดียวบุคคลผู้ซึ่งสามารถใช้แขนได้ข้างเดียว อีกข้างไม่สามารถใช้ได้ (อาจเนื่องมาจาก แขนถูกตัดออก แขนมีรูปลักษณะผิดปกติ หรือแขนไม่สามารถเคลื่อนไหวตามปรกติได้) รวมไปถึงผู้สวมใส่แขนเทียมทั้งสองข้าง และยังสามารถใช้การได้ (ไม่มีแขนทั้งสองข้างแต่ใช้แขนเทียมแทนที่ได้)

    คนพิการที่ไม่มีแขนบุคคลผู้ซึ่งมือทั้งสองข้างไม่สามารถใช้การได้ แขนทั้งสองข้างไม่สามารถใช้การได้ (แขนถูกตัด แขนรูปร่างผิดปกติ แขนขาด)

    คนพิการที่มีขาข้างเดียวบุคคลผู้ซึ่งมีขาข้างเดียว สามารถเดินได้โดยใช้ไม้เท้า และ/หรือขาเทียม และ/หรือเฝือก หมายเหตุ (1) อาจรวมถึงบุคคลที่สามารถเดินได้ด้วยขาเทียมหนึ่งข้าง หากกรณีนี้ทำให้ไม่สามารถทำงานใดๆ ได้ (2) หากบุคคลถูกตัดขาทั้งสองข้างแต่ยังใช้ขาเทียมได้ บุคคลผู้นั้นไปไหนมาไหนได้ และสามารถเดินขึ้นไปชั้นบนของตึกได้แม้ว่าช้าก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่าบุคคลที่ต้องใช้รถเข็นที่ไม่แม้แต่ปีนขึ้นบันได้หากไม่มีคนช่วย

    คนพิการที่ไม่มีขาบุคคลผู้ที่ไม่มีขาทั้งสองข้างไม่สามารถใช้การได้ หรือไม่มีขาทั้งสองข้าง (ปกติต้องนั่งอยู่บนรถเข็น)

    คนพิการทางการเคลื่อนไหว - ระดับทั่วไปคนพิการทางการเคลื่อนไหวระดับทั่วไป หรือระดับไม่รุนแรง หมายถึงบุคคลที่ยังคงสามารถเดินและทำกิจกรรมต่างๆ ได้ หรืออาจทำได้ด้วยความเชื่องช้าเล็กน้อย แต่ไม่ต้องการการช่วยเหลือพิเศษ

    คำว่า cerebral หมายถึง สมองทั้งสองส่วน หรือ hemispheres และคำว่า palcy หมายถึง ความผิดปกติในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย ดังนั้นความผิดปกติเหล่านี้จึงไม่มีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อ หรือระบบประสาท หากแต่เกิดจากการพัฒนาที่ผิดรูปแบบ หรือความเสียหายต่อสมองในส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้สมองไม่สามารถทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว หรือท่าทางของร่างกายได้ตามปกติ คนพิการทางการเคลื่อนไหวมักจะไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายในลักษณะที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนหรือความแม่นยำได้ เช่น การเขียน หรือการตัดด้วยกรรไกร ต้องประสบปัญหาในการรักษาสมดุลและการเดิน หรือเคลื่อนไหวร่างกายโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่นอาการมือสั่น หรือน้ำลายไหลโดยไม่สามารถควบคุมได้

    คนพิการทางการเคลื่อนไหว – ขั้นรุนแรง คนพิการทางการเคลื่อนไหว (cerebral palsy) ขั้นรุนแรง หมายถึง บุคคลที่ได้รับผลกระทบขั้นรุนแรงจากการที่สมองบางส่วนถูกทำลาย หรือไม่สามารถที่เดินได้ และต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดชีวิต

    คนพิการทางสติปัญญา – ระดับทั่วไป ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับทั่วไป คือ ผู้ที่สามารถสามารถสอนให้เข้าห้องน้ำเองได้ อาบน้ำเองได้ รับประทานอาหารเองได้ และร้องเพลงตามที่สอนได้ ในที่นี้รวมไปถึงคนพิการที่เป็นโรค ดาวน์ซินโดรม (Mongoloids) และออติสติค (หมายเหตุ ไม่รวมถึงผู้ที่มีการเรียนรู้ช้า และผู้ที่สามารถเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้)

    คนพิการทางสติปัญญา – ขั้นรุนแรง ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง คือ ไม่สามารถฝึกให้เข้าห้องน้ำเองได้ ไม่สามารถรับประทานอาหารเองได้ มีความผิดปกติทางอารมณ์ขั้นรุนแรง เป็นต้น

    คนพิการที่มีอาการป่วยทางจิต - ระดับทั่วไปความบกพร่องจากการเจ็บป่วยทางจิตระดับทั่วไป คือ ปกติต้องอยู่ภายใต้การดูแลโดยนักจิตวิทยา หรือควรอยู่ภายใต้การดูแลของจิตวิทยา (แต่ไม่ค่ารักษาพยาบาล) เช่นเดียวกับคนไข้ซึ่งได้รับการรักษาเป็นปกติภายในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา (เนื่องจากคนไข้จำนวนมากมักกลับมามีอาการอีก) ในที่นี้รวมถึงบุคคลที่เป็นโรคลมบ้าหมูแม้ว่าต้นตอของปัญหาอาจแตกต่างกันออกไป ก็มักจะได้รับการรักษาด้วยวิธีการที่คล้ายคลึงกับที่คนเป็นโรคจิตอ่อนๆ คนกลุ่มนี้มักประสบปัญหาในการจ้างงาน ฯลฯ

    คนพิการที่มีอาการป่วยทางจิต – ขั้นรุนแรง ความบกพร่องจากการเจ็บป่วยทางจิตขั้นรุนแรง คือ บุคคลที่ต้องได้รับรักษาในโรงพยาบาล หรือได้รับการรักษาในโรงพยาบาลในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา (ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น คนไข้จำนวนมากมักกลับมามีอาการอีก)

    คนพิการซ้ำซ้อน– ระดับทั่วไป คนพิการซ้ำซ้อนระดับทั่วไป คือ ผู้มีความบกพร่องหลายด้านโดยทั่วไปถือความพิการขั้นรุนแรง แต่ส่วนหนึ่งของผู้ความบกพร่องหลายด้านยังถือมีอาการรุนแรงน้อยกว่าบุคคลผู้ที่เราเรียกว่าพิการซ้ำซ้อนระดับรุนแรง ตัวอย่างเช่น บุคคลที่แขนหนึ่งข้างและขาหนึ่งข้างไม่สามารถใช้การได้ ปัญญาอ่อน และอวัยวะบางส่วนผิดรูปร่าง

    คนพิการซ้ำซ้อน – ระดับรุนแรง คนพิการซ้ำซ้อนระดับรุนแรง ตัวอย่างเช่น ขาทั้งสองข้างและแขนทั้งสองข้างเป็นอัมพาต หูหนวกและตาบอด และ พิการทางการเคลื่อนไหวขั้นรุนแรงและตาบอด

  2. 3.2 นโยบายรัฐบาลและแผนการดำเนินงานแห่งชาติเกี่ยวกับคนพิการ

    ทางรัฐบาลได้เริ่มดำเนินการเพื่อตอบสนองความต้องการของคนพิการ โดยการประกาศมาตรการทางกฎหมายเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2525 โดยผ่านทางกฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ( "Accessibility Law - BP 344 ") อย่างไรก็ตามกฎหมายสำหรับคนพิการฉบับที่สำคัญที่สุดได้จัดทำขึ้นในปี 2535 เมื่อประธานาธิบดี Fernando Marcus ได้ลงนามในแถลงการณ์ฉบับที่ 125 ซึ่งเป็นข้อบังคับให้สาธารณรัฐต้องยอมรับและปฏิบัติตามแนวทางทศวรรษคนพิการ แห่งเอเชียและแปซิฟิก โดยแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

    "รัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ หัวหน้าแผนก เจ้าหน้าที่ หน่วยงาน และหน่วยงานย่อยของรัฐบาลแห่งชาติ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่น ได้รับคำสั่งและแนวทางให้พัฒนา และริเริ่มดำเนินการตามแผนงาน โครงการ และกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก โดยให้ทำการหารือร่วมกับคนพิการ

    คณะกรรมการสวัสดิการเพื่อคนพิการแห่งชาติ (The National Council for the Welfare of Disabled Persons - NCWDP) ตลอดจนหน่วยงานสมาชิก ได้รับคำสั่งให้ทำการเผยแพร่แผนปฏิบัติการทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก ไปยังหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้ได้กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมทั้งปฏิบัติหน้าที่ประสานงานและควบคุมดูแลทุกโครงการ แผนงาน และภายใต้แนวปฏิบัติดังกล่าว

    องค์กรพัฒนาเอกชนและกลุ่มพึ่งตนเองของคนพิการ เช่นเดียวกับสมาคมวิชาชีพ จะได้รับการส่งเสริมให้มีส่วนร่วม และยอมรับแผนปฏิบัติการทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก และมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการบรรลุจุดมุ่งหมาย เป้าหมาย และกิจกรรม โดยการปรับเปลี่ยนและดำเนินกิจกรรมของตนให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติดังกล่าว"

    ดังนั้น คณะกรรมการสวัสดิการเพื่อคนพิการแห่งชาติ (NCWDP) จึงได้รับการตั้งให้เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลกิจกรรมเกี่ยวกับทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก ในส่วนของอำนาจทางคณะกรรมการตลอดจนหน่วยงานได้รับคำสั่งให้ทำการเผยแพร่แผนปฏิบัติการทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก ไปยังหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศ ให้ครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการติดต่อประสานงานและควบคุมดูแลทุกโครงการ แผนงาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแผนปฏิบัติการทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก

    แผนปฏิบัติการทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก ประเทศฟิลิปปินส์ ได้ถูกพัฒนาขึ้นและไปปรับเป็นแนวทางเพื่อการริเริ่มโครงการและการบริการต่างๆ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรวมอยู่ภายใต้แผนพัฒนาแห่งชาติฉบับปัจจุบัน (Philippine 2000) หรือแผนพัฒนาระยะปานกลางแห่งชาติ ประเทศฟิลิปปินส์ (the Philippine Medium Term Development Plan) แผนนี้จะให้การรับรองการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และความเสมอภาคทางโอกาสของคนพิการ การจัดตั้งสถาบันเพื่อการป้องกันเหตุของความพิการและการฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อคนพิการภายใต้ทศวรรษเพื่อคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก แผนยุทธศาสตร์และการริเริ่มดำเนินการจะถูกรวมอยู่ในแถลงการนโยบายเช่นกัน ในการกำหนดแนวปฏิบัติของประเทศฟิลิปปินส์นั้น ประเด็นและปัญหาที่ได้รับความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ได้แก่

    • การขาดแคลนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่จะนำมาเป็นพื้นฐานของนโยบายและโครงการลดอัตราการเกิดและการแพร่กระจายของความพิการ อย่างไรก็ตาม ก็เพื่อเป็นการให้สิทธิแห่งความเสมอภาคทางโอกาสแก่คนพิการ แผนงานและนโยบายการจัดการที่ดีจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางสถิติที่ถูกต้องและเที่ยงตรง
    • กฎหมายและนโยบายที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่มีการปฏิบัติอย่างเต็มที่ เนื่องมาจากขาดระบบควบคุมตรวจสอบ รวมไปถึงการที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลไม่ได้บังคับอย่างจริงจัง เนื่องจากประเด็นเกี่ยวกับคนพิการยังไม่ได้รับความใส่ใจเท่าที่ควร
    • กลไกการปฏิบัติงานยังขาดแรงกระตุ้นให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และไม่สอดคล้องกับความต้องการที่มีอยู่ในปัจจุบัน
    • การสนับสนุนทางการเงินสำหรับองค์กรพัฒนาเอกชนนั้นยังขาดแคลน หรือไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ เลย ขาดแคลนการดำเนินโครงการ และส่วนใหญ่แล้ว โครงการเกี่ยวกับคนพิการมักจะไม่ได้รับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ
    • โครงการที่มีอยู่ครอบคลุมพื้นที่จำกัดมาก และไม่สามารถให้บริการพื้นที่ชนบท ซึ่งคนพิการประมาณ 75% อาศัยอยู่ สถานการณ์นี้ยิ่งเลวร้ายลงไปเนื่องจากความขาดแคลนบริการต่างๆ ที่จำเป็นจากหน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ดังนั้นบริการต่างๆ ที่มีความจำเป็นสูงสุดจึงไม่มีความก้าวหน้าแต่อย่างใด
    • ขาดแคลนโครงการที่ครอบคลุมและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความตระหนักรู้ของสาธารณชน สำหรับครอบครัวของคนพิการ เกี่ยวกับความสำคัญของปัญหาความพิการและการป้องกัน
    • ขาดแคลนหน่วยงานและกิจกรรมการควบคุมตรวจสอบจากภาครัฐ ทำให้องค์กรพัฒนาเอกชนบางแห่งละเมิดต่อคนพิการและสาธารณชน
    • คนพิการไม่มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นในกระบวนการออกกฎหมายและการบริหารงานของหน่วยงานรัฐบาลในทุกระดับ เป็นผลให้ไม่ได้รับบริการสนับสนุนอย่างเพียงพอ
    • ทัศนคติที่เป็นลบเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองของคนพิการและสมาชิกในครอบครัว

    แนวปฏิบัติแห่งชาติของประเทศฟิลิปปินส์ได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการให้โอกาสอย่างเต็มที่กับคนพิการ ในด้านที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตร่วมกับชุมชน วัตถุประสงค์ของแผนก็คือ การยกระดับ การเพิ่มประสิทธิภาพ การเผยแพร่ และการสนับสนุนกิจกรรมที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการมีส่วนร่วมและความเสมอภาคของคนพิการ ตามวัตถุประสงค์นี้ ทุกๆ โครงการและบริการต่างที่เกี่ยวข้องกับคนพิการจะมุ่งไปที่

    • การเพิ่มประสิทธิภาพ การแพร่ขยาย และการให้การสนับสนุนโครงการและนโยบายต่างๆ เพื่อการพัฒนาการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ การศึกษา การสาธารณสุขและการรักษาทางการแพทย์ การฝึกอบรมวิชาชีพ การจ้างงาน สวัสดิการทางสังคม และบริการอื่นๆ
    • การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่และการประกาศใช้ในกฏหมายอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อปกป้องสิทธิในการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และเท่าเทียมกันของคนพิการ
    • จัดระเบียบสมาคมและองค์กรระดับรากหญ้าเพื่อคนพิการ และจัดเตียมสถานที่เพื่อรวมคนพิการไว้ในการกำหนดนโยบาย การพัฒนาโครงการและแผนงานเพื่อยกระดับสวัสดิการของคนพิการ
    • เตรียมบริการเพื่อสนับสนุนโครงการพึ่งตนเองและโครงการโดยชุมชน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อการดำรงชีวิตอิสระ
    • ยกระดับความตระหนักรู้เกี่ยวกับความรับผิดชอบของคนพิการที่มีต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
    • จัดทำข้อมูลพื้นฐานที่ครอบคลุมประเด็นความพิการ เพื่อการวางแผน การริเริ่ม และการควบคุมตรวจสอบโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ .
  3. 3.3 ระบบรัฐบาล

    ปัจจุบันมีหน่วยงานของรัฐบาลหลายหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลคนพิการ มีรายชื่อดังต่อไปนี้

    คณะกรรมการประสานเพื่อคนพิการแห่งชาติ (The National Coordination Committee on Disability -NCCD)

    คณะกรรมการสวัสดิการเพื่อคนพิการแห่งชาติ (The National Council for the Welfare of Diabled Persons - NCWDP)

    คณะกรรมการประสานงานเพื่อคนพิการแห่งชาติ ได้จัดตั้งคณะกรรมการสวัสดิการเพื่อคนพิการ(NCWDP) ขึ้น โดยมีกรรมการหน่วยงานจากรัฐบาลแห่ง องค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานองค์กรเพื่อคนพิการ กลุ่มประชาชนและกลุ่มสาธารณะประโยชน์ต่างๆ คณะกรรมการสวัสดิการเพื่อคนพิการแห่งชาติ เป็นหน่วยงานของรัฐบาลมีอำนาจในการกำหนดนโยบายและประสานงานกิจกรรมเกี่ยวกับคนพิการร่วมกับหน่วยงานจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน NCWDP เป็นองค์กรหลักที่มีภาระหน้าที่ในการนำหลักสูตรโครงการการพัฒนาและให้บริการกับหน่วยงานต่างๆ และสังกัดกระทรวงสวัสดิการสังคมและการพัฒนา (Department of Social Welfare and Development) รูปที่ 7 แสดงแผนภูมิคณะกรรมการสวัสดิการเพื่อคนพิการแห่งชาติ

    รูป 7

    แผนภูมิคณะกรรมการสวัสดิการเพื่อคนพิการแห่งชาติ

    Organizational Chart of the NCWDPDescription

    คณะกรรมการประกอบไปด้วยสมาชิก 64 คน ภายใต้การดูแลของผู้อำนวยการ และจะได้รับการช่วยเหลือโดยรองผู้อำนวยการ ซึ่งทั้งสองตำแหน่งจะได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากประธานาธิบดี จากจำนวนทั้งหมด 64 ตำแหน่ง จะมีผู้ได้รับการแต่งตั้ง 59 ตำแหน่ง โดยแบ่งเป็นหญิง 35 คนและชาย 24 คน ลูกจ้าง 11 คนหรือ 17% ของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจะเป็นคนพิการ

    NCWDP มีหน้าที่ในการควบคุมดูแล และประกาศใช้กฎหมายหลายฉบับ เพื่อปกป้องสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของคนพิการ ซึ่งกฎหมายนี้จะรวมไปถึงพระราชบัญญัติแมกนา คาร์ตาเพื่อคนพิการ พระราชบัญญัติไม้เท้าขาว (the White Cane Act) และปฏิญญาองค์กรแรงงานสากล ฉบับที่ 159 (ILO Convention No. 159) ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูสมรรถภาพวิชาชีพสำหรับคนพิการ

    NCWDP จะรับผิดชอบต่อการขึ้นทะเบียนของคนพิการ โดยความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่น กระทรวงสวัสดิการสังคมและการพัฒนา และองค์กรอื่นๆ อย่างไรก็ตามระบบการขึ้นทะเบียนก็ยังไม่สามารถครอบคลุมให้แก่คนพิการทุกคนได้ เนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ หลายประการ รวมไปถึงการเผยแพร่ข้อมูลการขึ้นทะเบียนก็ยังไม่ได้เผยแพร่อย่างกว้างขวาง และการเข้าถึงบริการสำนักงานสวัสดิการสังคมที่คนพิการสามารถขอรับความช่วยเหลือได้นั้นยังอยู่ในระดับขาดแคลน นอกจากนี้แล้ว ในระดับท้องถิ่นคนพิการไม่มีโอกาสได้เข้าไปใช้บริการขององค์กรเอกชนหรือองค์กรอื่นใดเลย ยกตัวอย่างเช่นการให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของการขึ้นทะเบียน

    จากแถลงการณ์ฉบับที่ 125 ทางรัฐบาลได้มอบหมายหน้าที่ให้ NCWDP ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดโครงการตามนโนบายจากแนวปฏิบัติทศวรรษเพื่อคนพิการ โดยได้มีการกำหนดภารกิจและบทบาทดังต่อไปนี้

    ภาระหน้าที่เพื่อให้คนพิการทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศชาติ

    วิสัยทัศน์ เพื่อกำหนดแนวทาง และประสานงานกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับหารป้องกันสาเหตุความพิการ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการสร้างโอกาสในการมีส่วนร่วมที่เท่าเทียมกันสำหรับคนพิการ

    บทบาทหน้าที่ เพื่อให้การสนับสนุนเชิงนโยบายและการช่วยเหลือในด้านเทคโนโลยีแก่องค์กรภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรประชาชน เพื่อการป้องกันสาเหตุแห่งความพิการ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับคนพิการ นับตั้งแต่การก่อตั้งเมื่อ ปี 2521 NCWDP ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการจัดทำนโยบายแห่งชาติเพื่อคนพิการ และให้การดูแลตรวจสอบและทบทวนนโยบาย รวมไปถึงการดำเนินโครงการของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรเพื่อประชาชน โดยการให้คำปรึกษาแก่องค์กรภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรเพื่อประชาชน โดย NCWDP มีบทบาทดังต่อไปนี้เพื่อให้การสนับสนุนเชิงนโยบายและการช่วยเหลือในด้านเทคโนโลยีแก่องค์กรภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรประชาชน เพื่อการป้องกันสาเหตุแห่งความพิการ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับคนพิการ นับตั้งแต่การก่อตั้งเมื่อ ปี 2521 NCWDP ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการจัดทำนโยบายแห่งชาติเพื่อคนพิการ และให้การดูแลตรวจสอบและทบทวนนโยบาย รวมไปถึงการดำเนินโครงการของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรเพื่อประชาชน โดยการให้คำปรึกษาแก่องค์กรภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรเพื่อประชาชน โดย NCWDP มีบทบาทดังต่อไปนี้

    • กำหนดนโยบายเพื่อเป็นแนวทาง และประสานงานกิจกรรมต่างๆ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ
    • ให้การสนับสนุนและสร้างโอกาสในโครงการเสริมสร้างศักยภาพแก่คนพิการ ครอบครัว และผู้ให้บริการ
    • ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการแบบ "สิทธิขั้นพื้นฐาน "ในการให้ความช่วยเหลือคนพิการ และประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนมีความตระหนักถึงประเด็นความพิการ
    • ควบคุมดูแลและประเมินฟลโครงการและแผนงานเพื่อ และโดยคนพิการ
    • จัดทำโครงการศึกษาวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวกับความพิการ จัดทำระบบฐานข้อมูลและระบบเพื่อการอ้างอิง
    • ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่ผู้รับผิดชอบด้านชีวิตความเป็นอยู่และความต้องการของคนพิการ
    • จัดทำระบบประสานงานแห่งชาติ เพื่อการจัดหาทรัพยากร และการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้ความชำนาญ

    หน่วยประสานงานและตรวจสอบ

    • พัฒนา เพิ่มประสิทธิภาพ และติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรส่วนท้องถิ่น และองค์กรเพื่อประชาชน ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับเขต
    • พัฒนาและจัดตั้งระบบสื่อสารเพื่อการดูแลและการรายงานเป็นระยะๆ
    • รวบรวม เรียบเรียง วิเคราะห์ข้อมูลและข่าวสารที่สำคัญอื่นๆ เพื่อการกำหนดนโยบายและการพัฒนาโครงการ
    • ริเริ่ม และ/หรือ จัดเตรียมความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีในการพัฒนาโครงการส่วนภูมิภาค ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการ
    • ดำเนินการศึกษาวิจัย สืบค้น หรือประเมินกิจกรรม หรือโครงการ รายงาน ข้อมูลในภูมิภาคที่ได้รับมอบหมาย ตามคำสั่งของคณะกรรมการ
    • จัดการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรส่วนท้องถิ่น และองค์กรเพื่อประชาชน เพื่อการกำหนดนโยบายและการพัฒนาโครงการ
    • แนะนำนโยบายที่สามารถนำมาปรับใช้กับมาตรฐาน หรือสถานการณ์ท้องถิ่น ให้กับโครงการเกี่ยวกับคนพิการในส่วนภูมิภาค
    • ให้การสนับสนุนด้านต่างๆ กับ RCWDPs ในการประสานงานกับ DSWD, NEDA และหน่วยงานอื่นๆ รวมไปถึงองค์กรคนพิการ

    แผนกการจัดการโครงการ

    • วางแผน พัฒนาและประเมินผลของโครงการและแผนงาน เพื่อเป็นการสนับสนุนการกำหนดนโยบายโดยคณะกรรมการ
    • วางแผน พัฒนาและประเมินผลของโครงการแห่งชาติในการป้องกันการเกิดความพิการ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน
    • จัดเตรียมเอกสาร ร่างโครงการ และรายงานทางเทคนิค รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆ ตามท่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการ
    • พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพการประสานงานเกี่ยวกับสวัสดิการเพื่อคนพิการ
    • ให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี ผ่านการฝึกอบรมและกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ
    • ทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับความพิการ

    แผนกข้อมูลข่าวสาร การศึกษา และการสื่อสาร

    • วางแผนและพัฒนา / ประเมินผลโครงการให้ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชน ในประเด็นที่เกี่ยวกับคนพิการ
    • เผยแพร่ข้อมูลผ่านสิ่งตีพิมพ์ สื่อแขนงต่างๆ สื่อทางภาพและเสียง และโครงการอื่นๆ ของทางแผนก
    • แผนกจะให้การสนับสนุนในทุกโครงการและแผนงานของสภา รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
    • จัดทำเครือข่ายข้อมูลข่าวสาร
    • ศูนย์ติดต่อประสานความร่วมมือทางเทคนิค
    • จัดตั้งและดำเนินการเชื่อมโยงเครือข่ายร่วมกับองค์กรนานาชาติที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งหการสนับสนุนด้านการแลกเปลี่ยนทรัพยากรที่เกี่ยวกับประเด็นคนพิการ
    • วางแผน พัฒนา และประเมินผลความร่วมมือทางเทคนิค เพื่อสนับสนุนการจัดหาทรัพยากรสำหรับองค์กรในท้องถิ่น และคนพิการ
    • วางแผน พัฒนา และดูแลระบบการจัดการข้อมูลของสภา
    • สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกี่ยวกับแนวโน้ม มาตรฐาน หรือวิธีปฏิบัติที่เป็นสากลไปสู่หน่วยงานภาครัฐบาล องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรของประชาชน
    • ทำการค้นคว้าวิจัยในประเด็นและแนวโน้มเกี่ยวกับคนพิการในระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายของทางสภา

    แผนกสวัสดิการและพัฒนาสังคม (Department of Social Welfare and Development - DSWD) ทางแผนกได้จัดทำบริการสวัสดิการสังคมสำหรับคนพิการ ตลอดถึง NCWDP แผนกได้ดำเนินกิจการของศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ 3 แห่ง ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพแห่งชาติ 1 แห่ง และสำนักงานพิเศษเพื่อโครงงานพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน รูปที่ 8 แสดงถึงโครงการพิเศษเพื่อคนพิการภายใต้ DSWD

    รูป 8

    โครงการพิเศษเพื่อคนพิการภายใต้ DSWD

    Specific Projects for PWDs under the DSWDDescription

    โครงการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน (The Early Childhood Development Program - ECD) โครงการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนได้รับการสนับสนุนทุนจากภาครัฐบาล ธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดโครงการในปี 2546 โดยหน่วยงานจาก 3 หน่วยงาน กล่าวคือ DSWD, DOH และ DECS โดยที่หน่วยงาน DSWD จะเป็นหน่วยงานหลักและรับผิดชอบการจัดการโครงการนี้โดยรวม

    วัตถุประสงค์ของโครงการ

    • ลดอัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ลง 30% (ปัจจุบันอยู่ที่สูงกว่า 35% ต่อพันคน)
    • ลดอัตราส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีที่น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ในระดับ 2 และ 3 ให้ได้ 40% (ปัจจุบันนี้มีประมาณ 30%)
    • ลดอัตราส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ที่เป็นโรคโลหิตจาง ให้ลดลง 30% (ปัจจุบันนี้มีประมาณ 50%)
    • เพิ่มอัตราส่วนเด็กอายุ 12 – 18 ปีที่ได้รับวัคซีนครบถ้วน อย่างน้อย 90% (ปัจจุบันอยู่ที่ 85%)
    • ปรับปรุงดัชนีรวมพัฒนาการของเด็ก (พัฒนาการทางร่างกายและทักษะการเรียนรู้) ในเด็กกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี (ปัจจัยชี้วัดจะได้รับการพัฒนาขึ้นในการศึกษาเกณฑ์มาตรฐาน)
    • เพิ่มอัตราการจบการศึกษาในระดับเกรด 1 จากนำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งหมด ให้เป็น 70% (ปัจจุบันมีประมาณ 50%)
    • เพิ่มอัตราส่วนของจำนวนเด็กอายุ 3 – 5 ปี เข้ามาเรียนในศูนย์รับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนให้เพิ่มขึ้นเป็น 75% (ปัจจุบันมีต่ำกว่า 60%)
    • จัดตั้งโครงการ PEM ให้ได้ 50% ในเขตเทศบาล/เขตเมือง ภายในปี 2546
    • สร้างความกระตือรือร้นในการทำงานแก่ลูกจ้างศูนย์พัฒนาเด็ก ให้ได้ 50% ในเขตเทศบาล/เขตเมือง ภายในปี 2546
    • ดำเนินการของโครงการย่อยของ ECD ให้ได้ถึง 90% ของเป้าหมายที่วางไว้ในเขตเทศบาลภาย ในปี 2546

    สวัสดิการจากโครงการ และผู้รับผลประโยชน์ Tบริการของ ECD ที่จัดขึ้นทั่วจังหวัดจะครอบคลุมเด็กในพื้นที่เป้าหมายประมาณ 2.7 ล้านคนต่อปี โครงการแทรกแซงของ ECD ซึ่งดำเนินการผ่านโรงเรียนจะครอบคลุมเด็กประมาณ 2.4 ล้านคน และเมื่อสิ้นสุดโครงการโครงการ กลุ่มเด็กเป้าหมายอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเกรด 1 ได้รับประโยชน์จากโครงการจำนวน100,000 โครงการย่อยของหน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่นมีเป้าหมายที่ครอบครัวยากจน และครอบคลุมเด็กก่อนวัยเรียนประมาณ 1.3 ล้านคน

    ศูนย์ฝึกอบรมการฟื้นฟูสมรรถภาพวิชาชีพ DSWD ได้จัดเตรียมการฝึกอบรมและการจ้างงานไว้เพื่อหน่วยงานต่างๆ ไปตลอดจนถึงศูนย์ฝึกอบรมการฟื้นฟูสมรรถภาพวิชาชีพซึ่งตั้งอยู่ทั่วประเทศ พร้อมทั้งจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการในทุกภาคของประเทศ จากข้อมูลของ ADB คนพิการที่ได้รับการฝึกอบรมในปี 2543 มีจำนวน 2,587 คน

    กระทรวงสาธารณสุข (Department of Health - DOH) ทางกระทรวงได้จัดทำโครงการบริการสุขภาพแบบบูรณาการชุมชน เพื่อป้องกันความพิการและการจัดการโรงพยาบาลพิเศษ และได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเพื่อการป้องกัน การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพ (Colaborating Center for Disability Prevention,Treatment and Rehabilitation - CoCen for DPTR) ให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพและบริการอื่นๆ แก่คนพิการ ทางกระทรวงได้ยอมรับว่าประมาณ 10% ของประชากรทั้งหมดเป็นคนพิการและจากคนพิการทั้งหมดมีเพียง 2% เท่านั้นที่ได้เข้ารับบริการการฟื้นฟูสมรรถภาพ ทั้งนี้เนื่องจากบริการส่วนใหญ่จะมีเฉพาะตามคลีนิกและโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในเขตเมือง The Cocen for DPTR จึงได้ประสานความร่วมมือระหว่างคนพิการ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรภาครัฐส่วนท้องถิ่นเพื่อร่วมกันส่งเสริมสวัสดิการทั่วไปของคนพิการ ภารกิจหลักบางประการของ Cocen for DPTR มีดังต่อไปนี้

    • ปรับปรุงการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและสังคม
    • ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการในทุกโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลประจำจังหวัดและประจำเขต และศูนย์อนามัยในชนบท
    • จัดตั้งโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนในทุกหน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่น
    • จัดตั้งความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ขององค์กรภาครัฐและภาคเอกชน
    • เพิ่มความรู้/ความตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกัน การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
    • การสร้างสรรค์ ผลิต และเผยแพร่สื่อความรู้จาก IEC
    • ออกแบบและดำเนินการแผนการตลาดสู่สังคม เพื่อประชาสัมพันธ์ถึงการใช้บริการของ CoCen และเพื่อรณรงค์ให้หน่วยงานราชการระดับท้องถิ่นหันมาปรับใช้แนวทางโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน
    • ริเริ่มโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สำหรับผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพ เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสุขภาพ สมาชิกภายในครอบครัว และผู้รับประโยชน์จากโครงการ
    • จัดกิจกรรมการฝึกอบรมสำหรับหน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่น เกี่ยวกับโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน และหลักสูตรเพิ่มพูนทักษะอื่นๆ
    • จัดหาทุนสำหรับการวิจัย และสร้างโอกาสในการนำเสนองานวิจัยในสาขาที่เกี่ยวข้อง
    • ยกระดับการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่ครอบคลุมและทั่วถึง รวมไปถึงบริการข้อมูลสุขภาพ
    • เพิ่มความรู้และความตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกัน การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ

    กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งโรงพยาบาลกระดูกและกล้ามเนื้อแห่งชาติและศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพทางเวชกรรม ขึ้นเมื่อปี 2488 สามารถรองรับผู้ป่วยได้ถึง 700 เตียง

    กระทรวงแรงงานและการจ้างงาน (Department of Labor and Employment - DOLE)
    กระทรวงแรงงานและการจ้างงาน (DOLE) สร้างโอกาสทางการจ้างงานให้กับคนพิการที่ผ่านการฝึกอบรมและมีคุณสมบัติ สำนักงานเพื่อการพัฒนาส่วนท้องถิ่น (The Bureau of Local Development) ภายใต้กระทรวงแรงงานและการจ้างงาน มีอำนาจในการ

    1. กำหนดนโยบาย มาตรฐาน และระเบียบการ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ การพัฒนา ใช้ประโยชน์และการจัดสรรทรัพยากรมนุษย์
    2. จัดตั้งและบริหารกลไก เพื่อการจัดสรรทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในการจ้างงานและการจัดสรรตำแหน่งงาน
    3. พัฒนาและควบคุมดูแลแนวทางการฝึกอบรมวิชาชีพ พร้อมทั้งระบบทดสอบเพื่อสนับสนุนการจัดสรรทรัพยากรมนุษย์อย่างเหมาะสม
    4. ควบคุมดูแลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคเอกชน และการจัดสรรแรงงานในท้องถิ่น ภายใต้กฎและระบบที่ออกโดยสำนักงานเลขานุการ
    5. จัดตั้งและดูแลระบบควบคุมการขึ้นทะเบียนและการอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงาน
    6. พัฒนาและดูแลระบบข้อมูลข่าวสารตลาดแรงงาน เพื่อการช่วยเหลือแรงงานและการพัฒนาแผนงานอย่างเหมาะสม
    7. วางเกณฑ์โครงการการจ้างงาน เพื่อรักษาผลประโยชน์แก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสและชุมชน และ
    8. ปฏิบัติหน้าที่อื่นไ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

    Iเพื่อให้มีการใช้อำนาจตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติแมกนา คาร์ตา ซึ่งกำหนดให้ "สนับสนุนการรวมคนพิการเข้าสู่สังคมหลัก โดยผ่านทางการอบรมและการจ้างงาน" กระทรวงแรงงานและการจ้างงานจึงได้กำหนดวาระดังต่อไปนี้

    แผนที่แสดงทักษะความสามารถ ( skill map) ให้มีการขึ้นทะเบียนคนพิการแห่งชาติทั่วประเทศ และจัดทำแผนที่แสดงทักษะความสามารถ เพื่อแสดงถึงการกระจายของคนพิการโดยจำแนกตามพื้นที่ ประเภทของความพิการ อายุ เพศ ทักษะ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และรายละเอียดเกี่ยวกับประชากรศาสตร์อื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนการกำหนดรายละเอียดแผนงานอย่างเหมาะสม รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือเฉพาะด้าน สำหรับบุคคลหรือกลุ่มคนพิการ

    การฝึกอบรม เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงานสำหรับคนพิการ โครงการฝึกอบรมทักษะที่ตรงกับความต้องการ ศักยภาพ และสถานการณ์ของคนพิการ จึงควรได้รับการพัฒนาและดำเนินการโดยหน่วยงานระฐบาลที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงสถาบันฝึกอบรมในภาคเอกชน คนพิการควรมีโอกาสเลือกเข้ารับการฝึกอบรมในสาขาต่างไ ดังต่อไปนี้

    • ทักษะอุตสาหกรรม
    • ทักษะการดำรงชีพ
    • ทักษะผู้ประกอบการ

    ค่าตอบแทนการจ้างงาน คนพิการที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการจ้างงาน ควรได้รับการจัดสรรให้ทำงานในบริษัทเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐบาลซึ่งมีตำแหน่งว่าง เพื่อวัตถุประสงค์ข้อนี้ ควรมีการจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับทักษะคนพิการ รวมทั้งรายชื่อผู้มีความประสงค์จะจ้างงานคนพิการ เพื่อการอ้างอิงได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

    การประกอบธุรกิจส่วนตัว คนพิการที่มีแนวโน้มที่จะประกอบธุรกิจส่วนตัวจะได้รับการสนับสนุนให้จัดตั้งโครงการทำธุรกิจส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นในนามของตนเอง หรือในลักษณะการรวมกลุ่ม และจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินและทางเทคนิค โดยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐบาล สถาบันการเงิน และองค์กรพัฒนาเอกชน

    ยุทธศาสตร์

    • การขึ้นทะเบียนคนพิการ
    • การจัดทำบัญชีรายชื่อและการสำรวจของบริษัท หน่วยงานภาครัฐและเอกชน หน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่นและสถาบันผู้ให้การสนับสนุนทางการเงิน (ทั้งในส่วนท้องถิ่นและจากต่างประเทศ) และโครงการเพื่อคนพิการ
    • สร้างเคือข่ายการและประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับบริษัทเอกชน หน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่น และสถาบันผู้ให้การสนับสนุนทางการเงิน โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการโดยตรง
    • จัดทำโครงการเสริมสร้างทักษะคนพิการ
    • จัดตั้งโครงการสหกรณ์ สถานประกอบการ และโครงการการธุรกิจส่วนตัว
    • ดำเนินกิจกรรมเชิงรุก เพื่อให้คำแนะนำและข้อมูล และสร้างความตระหนักให้กับสาธารณชนเกี่ยวกับความสำคัญของการสร้างโอกาสการจ้างงานสำหรับคนพิการ
    • พัฒนาศักยภาพของผู้ดำเนินโครงการ เพื่อให้โครงการต่างๆ บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้
    • เฝ้าระวังตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานคนพิการ

    กระทรวงศึกษาธิการ (Department of Education - DOE) กระทรวงศึกษาธิการได้ให้การสนับสนุนทางด้านการศึกษาแก่เด็กพิการ เพื่อให้สามารถเข้าศึกษาในชั้นเรียนปกติได้ จากข้อมูลของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ทางกระทรวงได้มีการทำบันทึกไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ทุกปีจะมีเด็กพิการทางการได้ยินและพิการทางการมองเห็นกว่า 500 คน เข้าไปศึกษาในโรงเรียนทั่วไป ในปี 2536 ได้มีการประกาศคำสั่งจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการศึกษาพิเศษ (Special Education Council) ขึ้น ต่อมาในปี 2542 ทางกระทรวงได้มีคำสั่งให้ผลิตหนังสือเรียนสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ในปี 2543 ทางกระทรวงได้จัดตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษทั่วประเทศ ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ควบคุมศูนย์การศึกษาพิเศษตลอดถึงโรงเรียนเพื่อคนตาบอดแห่งชาติฟิลิปปินส์ และโรงเรียนเพื่อคนหูหนวกแห่งชาติฟิลิปปินส์ (Philippine National School for the Blind and Philippine National School for the Deaf) กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดให้มีการฝึกอบรมสำหรับครูการศึกษาพิเศษ และจากข้อมูลของ ADB ในปี 2544 มีครูผ่านการฝึกอบรมทั้งสิ้น 2,527 คน

    กระทรวงโยธาธิการและทางหลวง (The Department of Public Works and Highways) ทุกปี ทางกระทรวงได้จัดสรรงบประมาณสำหรับการก่อสร้าง/ปรับปรุงอาคารของงส่วนราชการ รวมไปถึงโรงเรียนระดับประถมศึกษา/มัธยมศึกษาเพื่อยกระดับการเข้าถึงสาธารณูปโภคต่างๆ ที่มีจำเป็นสำหรับคนพิการ

    กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม ทางกระทรวงได้ให้การสนับสนุนชุดอุปกรณ์ช่วยเหลือสำหรับคนพิการ รวมไปถึงการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนอกจากนี้ ทางกระทรวงยังได้จัดทำเอกสารคู่มือมาตรฐานรถเข็นสำหรับคนพิการของประเทศฟิลิปปินส์ด้วย

  4. 3.4 ความร่วมมือระหว่างภูมิภาค

    จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ ประเทศฟิลิปปินส์ได้เริ่มมีรู้การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับองค์กรและผู้เชี่ยวชาญด้านคนพิการจากนานาประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนพัฒนาการล่าสุดในด้านคนพิการ ประเทศฟิลิปปินส์ได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการประชุมสัมมนาระดับนานาชาติเพื่อสร้างความร่วมมือทางเทคนิค และมีการสนับสนุนด้านเงินทุนเป็นประจำทุกปี

    ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ได้เป็นเจ้าภาพของการประชุมสัมมนาระดับภูมิภาค "การประชุมคณะกรรมการประสานงานแห่งชาติแห่งเอเชียและแปซิฟิก เกี่ยวกับสถานการณ์และแผนงาน - เพื่อการดำเนินงานทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกอย่างมีประสิทธิภาพ"(Asia-Pacific Issues and Strategies Concerning National Coordination Committees: Towards a More Effective Implementation of the Asian and Pacific Decade of Disabled Persons for Persons with Disabilities) ในเดือนธันวาคม 2540 ทางประเทศได้เริ่มโครงการแลกเปลี่ยนความรู้ความชำนาญและเป็นเจ้าภาพการแลกเปลี่ยนความรู้ความชำนาญและวิชาชีพ และได้จัดทัศนศึกษาเพื่อดูงานศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพและสาธารณูปโภคต่างๆ

  5. 3.5 ข้อมูลเชิงสถิติ

    การสำรวจสำมะโนประชากรปี 2533 เป็นการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งแรกที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคนพิการของประเทศ พบว่ามีคนพิการลักษณะต่างๆ ประมาณ 637,000 คน และในการสำรวจสำมะโนประชากร ปี 2538 สรุปจำนวนคนพิการประเภทต่างๆ ได้ 919,292 คน ในปี 2538 พบว่าประมาณ 34.1% ของคนพิการทั้งหมดจะเป็นคนพิการทางสายตา โดยจากจำนวนนี้ เป็นหญิง 40.4% และชาย 28%

    จากข้อมูลของ ADB ในปี 2540 ทางกระทรวงสาธารณสุข (DOH) ได้จัดทำการสำรวจผ่านการขึ้นทะเบียนของคนพิการ และพบว่ามีคนพิการเพียง 469,707 คนที่มาขึ้นทะเบียนกับทางกระทรวงสาธารณสุข เนื่องมาจากการที่มีผู้มาขึ้นทะเบียนเพียงเล็กน้อย รัฐบาลจึงไม่สามารถยอมรับตัวเลขนี้อย่างเป็นทางการได้ อย่างไรก็ตามในการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2543 จำนวนคนพิการกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ในการสำรวจสำมะโนประชากรนั้นได้มีการให้คำนิยามคำว่าคนพิการไว้โดยละเอียดแล้วก็ตาม จากการสำรวจสำมะโนประชากรในปี 2543 พบว่ามีคนพิการในลักษณะต่างๆ 942,000 คน (เท่ากับ 1.2% ของประชากรทั้งหมด) ความพยายามที่ผ่านมาในการที่จะรวมคนพิการในการสำรวจสำมะโนประชากรแห่งชาติไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งนี้เนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ รวมไปถึงการที่ครอบครัวไม่ยอมเปิดเผยว่าสมาชิกในครอบครัวเป็นผู้

    จากการประมาณการณ์ขององค์การสหประชาชาติ พบว่ามีชาวฟิลิปปินส์ประมาณ 6.8 ล้านคน มีความพิการประเภทใดประเภทหนึ่ง ทั้งทางร่างกาย สติปัญญา และจิตใจ ซึ่งจะหมายความว่าประชากร 1 ใน 10 คนเป็นคนพิการ คนพิการประมาณ 75% จะอาศัยอยู่ตามชนบทหรือเขตชานเมือง และอีกประมาณ 25% อาศัยอยู่ในเขตเมือง

  6. 3.6 กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

    พระราชบัญญัติแมกนา คาร์ตา เพื่อคนพิการ เป็นหนึ่งในบทบัญญัติที่สำคัญที่สุด ได้รับการประกาศใช้เมื่อปี 2535 โดยได้กำหนดให้มีการฟื้นฟูสมรรถภาพ การพัฒนา และการสร้างโอกาสในการพึ่งตนเองของคนพิการ รวมไปถึงการรวมคนพิการเข้าสู้สังคมหลัก อย่างไรก็ตาม ยังมีกฎหมายสำคัญฉบับอื่นๆ ซึ่งได้ประกาศใช้ก่อนพระราชบัญญัติแมกนา คาร์ตา เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และความเสมอภาคของคนพิการ

    การดูแลและการคุ้มครองเด็กพิการ (Care and Protection of Disabled Children - C.A. 3203) พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ตราขึ้นเมื่อปี 2478 และกำหนดให้เด็กทุกคนในประเทศฟิลิปปินส์มีสิทธิอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมพัฒนาการทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา และจะต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะให้การส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่สำหรับเด็กทุกคน

    กฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ (Accessibility Law Batas Pambansa Blg. 344) กฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการได้จัดทำขึ้นเมื่อปี 2525 เพื่อยกระดับความสามารถในการเคลื่อนย้ายของคนพิการโดยกำหนดให้อาคาร สถาบัน สถานประกอบการ และการบริการสาธารณะบางแห่งติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็น ซึ่งจะรวมไปถึงอุปกรณ์ทางการคมนาคมและการสื่อสาร

    การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการจะจัดทำผ่านสำนักงานบังคับใช้กฎและระเบียบ (Implementing Rules and Regulations - IRR) โดยได้แก้ไขเพื่อเพิ่มบทลงโทษผู้ละเมิด พร้อมทั้งเป็นการระบุตัวบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต่อการละเมิดนั้นอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น กฎระเบียบที่ได้รับการแก้ไขยังกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ โดยเฉพาะในการคมนาคม ซึ่งกฎฉบับเดิมไม่ได้ครอบคลุมไว้

    พระราชบัญญัติไม้เท้าขาว (White Cane Act R.A. 6759) พระราชบัญญัติไม้เท้าขาวได้จัดทำขึ้นเมื่อปี 2532 เพื่อยกระดับความตระหนักรู้ของสังคมเกี่ยวกับคนพิการตาบอด โดยได้กำหนดให้วันแรกของเดือนสิงหาคมของทุกๆ ปีเป็น “วันไม้เท้าขาว” (White Cane Safety Day) ผ่านการส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักและยอมรับว่า “ไม้เท้าขาว” คือสัญลักษณ์ของความต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือพิเศษของคนตาบอด และเป็นเครื่องเตือนให้บุคคลตระหนักถึงหน้าที่ของตนในการให้การดูแลและความนับถือต่อคนพิการ

    มาตรการเพื่อสวัสดิการเด็กและเยาวชน (Child and Youth Welfare Code - Presidential Decree No. 603) พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ได้จัดทำขึ้นเมื่อปี 2538 และกำหนดว่า"เด็กที่มีความพิการทางอารมณ์ หรือปรับตัวเข้ากับสังคมได้ยากนั้นจะได้รับการรักษาดูแลด้วยความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจ และจะได้รับสิทธิ์ในการรักษาและดูแลอย่างเพียงพอ และเด็กที่พิการทางร่างกายและจิตใจก็จะได้รับการดูแลรักษาเช่นกัน" นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้มีการสร้างห้องเรียนพิเศษขึ้นในทุกจังหวัด และถ้าหากเป็นไปได้ ให้สร้างโรงเรียนพิเศษเพื่อคนพิการทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และผู้ที่มีพรสวรรค์พิเศษ

    พระราชบัญญัติเพื่อลดการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจเพื่อคนพิการ (The Economic Independence of Disabled Persons Act S.B. 1730) พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้จัดทำขึ้นเมื่อปี 2542 และมีจุดประสงค์เพื่อให้หน่วยงานทั้งหมดของรัฐบาล หน่วยงานย่อยต่างๆ และบริษัทของรัฐบาล หรืออยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาล จัดหาวัสดุและอุปกรณ์อย่างน้อย 10% จากสหกรณ์คนพิการ ซึ่งประกอบอาชีพในภาคการผลิต เพื่อเป็นมาตรการสนับสนุนและลดการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจสำหรับคนพิการ

    The Economic Independence of Disabled Persons Act (S.B. 1730) The Act was passed in 1999 and requires that all governmental agencies, instrumentalities and government owned and controlled corporations to source at least ten percent of their supplies and equipment requirements from cooperatives of PWDs that are engaged in the manufacturing and fabrication in order to support their economic independence.

    พระราชบัญญัติแมกนา คาร์ตาเพื่อคนพิการ (The Magna Carta for Disabled Persons R.A. 7277) พระราชบัญญัติแมกนา คาร์ตาเพื่อคนพิการ ได้กำหนดหน้าที่ของประเทศชาติอย่างชัดเจนและครอบคลุมเพื่อขจัดการกีดกันแบ่งแยกคนพิการ ในการที่จะนำคนพิการเข้าสู่สังคมและเศรษฐกิจหลักของประเทศฟิลิปปินส์ พระราชบัญญัติได้เปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ จากการมองคนพิการเป็นผู้รับประโยชน์จากการบริจาค มาเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญในการพัฒนา พระราชบัญญัติแมกนา กำหนดให้รัฐบาลมีบทบาทที่สำคัญในการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ในนามของคนพิการ หน่วยงานของรัฐบาลในความร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนได้รับมอบอำนาจให้เปลี่ยนข้อกำหนดของกฎหมายให้เป็นรูปธรรมและ เกิดผลประโยชน์กับคนพิการโดยแท้จริง เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและมีโอกาสที่เท่าเทียมกันในการเข้ารับการฝึกอบรม การจ้างงาน การศึกษา การมีที่อยู่อาศัย บริการด้านสุขภาพ และโอกาสอื่นๆ (ดูภาคผนวก 1 สำหรับพระราชบัญญัติแมกนา คาร์ตา ฉบับสมบูรณ์)

    การผ่านพระราชบัญญัติแมกนา คาร์ตา เป็นผลดีโดยตรงต่อการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ โดยจะให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่คือสิทธิ ดังนั้นคนพิการก็มีสิทธิเท่าเทียมกันในการได้รับการฝึกอบรมและการจ้างงาน การศึกษา บริการด้านสุขภาพและสังคม สิ่งแวดล้อม การขนส่งมวลชน และเอกสิทธ์อื่นๆ

    ตามที่กฎหมายระบุไว้ NCWDP มีภาระหน้าที่ในการตรวจสอบและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลในการพัฒนาพระราชบัญญัติแมกนา คาร์ตา ผ่านทางคณะกรรมการซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกในการตอบสนองความต้องการด้านต่างๆ ของคนพิการ ทางคณะกรรมการได้จัดทำนโยบายซึ่งจะนำไปปรับเป็นโครงการ/แผนงาน และการบริการโดยหน่วยงานสมาชิกภาคเอกชนซึ่งจะรวมไปถึงองค์กรประชาชนและตัวแทนจากส่วนของคนพิการ

    กฎและระเบียบได้ถูกกำหนดและแผยแพร่เพื่อบังคับใช้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านโครงการการรณรงค์ต่างๆ เช่น การประชุมสัมมนา แผ่นพับ โฆษณาทางโทรทัศน์และวิทยุ

    การยกเว้นภาษี พระราชบัญญัติแมกนา คาร์ตา ได้กำหนดให้มีการยกเว้นภาษีและให้ผลประโยชน์แก่นายจ้างผู้ที่จ้างแรงงานคนพิการ และได้จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นในสถานที่ทำงาน บทบัญญัติดังกล่าวจะอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติแมกนา คาร์ตา ข้อที่ 4 ส่วนที่ 42 ดังนี้

      ก. การบริจาค มรดก เงินอุดหนุน หรือการช่วยเหลือทางการเงิน ซึ่งมอบให่แก่หน่วยงานรัฐบาลส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ และองค์กรคนพิการ จะได้รับการยกเว้นภาษีการบริจาค ตามเงื่อนไขส่วนที่ 94 ภายใต้พระราชกฤษฎีกาสรรพากร (National Internal Revenue Code - NIRC) ฉบับปรับปรุงแก้ไข และให้หักออกจากรายได้รวมของผู้บริจาคก่อนการคำนวณภาษีเงินได้ โดยให้เป็นไปตามเงื่อนไขในส่วนที่ 29 (h) ของพระราชกฤษฎีกา

      ข. การบริจาคจากต่างประเทศจะได้รับการยกเว้นภาษีและอากรนำเข้า ตามเงื่อนไขข้อที่ 105 ภายใต้พระราชกฤษฎีกาอากรและศุลกากรแห่งประเทศฟิลิปปินส์ (Tariff and Customs Code of the Philippines) ฉบับปรับปรุงแก้ไข ส่วนที่ 103 ของ NIRC ฉบับปรับปรุงแก้ไข รวมไปถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และข้อตกลงนานาชาติฉบับอื่นๆ

      ค. ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ช่วยเหลือสำหรับคนพิการซึ่งผลิตภายในประเทศจะได้รับเอกสิทธิ์ด้านการลงทุน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามคำสั่งประธานาธิบดี ฉบับที่ 226 "พระราชบัญญัติการลงทุนเบ็ดเตล็ด พ.ศ. 2530" (Omnibus Investments Code of 1987) และให้ได้รับสิทธิ เงื่อนไขพิเศษ และมาตรการจูงใจอื่นๆ ตามที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกา

  7. 3.7สวัสดิการสังคม

    หน่วยงาน DSWD และ NCWDP เป็นหน่วยงานหลักซึ่งมีหน้าที่ในการจัดทำโครงการและกิจกรรมในการตอบสนองต่อความต้องการของคนพิการ คณะกรรมการส่วนภูมิภาคเพื่อสวัสดิการคนพิการ มีหน้าที่ตามกฎหมายในการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชนและภาคเอกชน ในการแก้ไขประเด็นและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ในส่วนของหน่วยงานด้านสุขภาพ ภาครัฐบาลได้มีการเปลี่ยนระเบียบวาระใหม่ ภายใต้ระบบประกันสุขภาพแห่งฟิลิปปินส์ (Philippine Health Insurance System - Philhealth) คนพิการสามารถสมัครเข้าร่วมใน Philhealth ได้ โดยที่ประกันจะครอบคลุมองค์กรโดยได้รับการรับรองจาก DSWD หรือ NCWDP โดย DSWD จะเป็นผู้ชำระเงินสมทบในส่วนของคนพิการผู้ไม่สามารถชำระได้ คนพิการที่มีงานทำ หรืออยู่ในฐานะที่จะชำระเบี้ยรายปีได้ สามารถสมัครเข้าโครงการประกันสุขภาพของเอกชน ซึ่งได้รับการรับรองจาก Philhealth คนพิการส่วนใหญ่จะเลือกใช้บริการสุขภาพของรัฐ เนื่องจากมีราคาที่ต่ำกว่าและความยืดหยุ่นในการชำระค่าบริการ นอกจากนี้ ระบบประกันสังคมประเทศฟิลิปปินส์ (Philippine Social Security System - SSS) ยังเปิดโอกาสให้คนพิการสมัครเป็นสมาชิก โดยชำระเบี้ยประกันเป็นรายเดือน

  8. 3.8 การบริการทางการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และเครื่องมือสิ่งอำนวยความสะดวก

    เครื่องมือสิ่งอำนวยความสะดวก DSWD และ NCWDP กระทรวงกลาโหม ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่น ได้จัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่ง เพื่อการจัดซื้อเครื่องมืออำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการที่มีฐานะยากจน ปัจจุบันมีองค์กรภาครัฐ 16 แห่ง และ องค์กรเอกชนอีก 10 แห่งที่ผลิตเครื่องมืออำนวยความสะดวก และให้การฝึกอบรมแก่คนพิการเกี่ยวกับวิธีการใช้งาน ทาง NCWDP ได้จัดทำรายการแสดงเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับคนพิการขึ้นในปี 2539 และเผยแพร่ไปยังหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงองค์กรพัฒนาเอกชน นอกจากนี้ ทางกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมยังได้จัดทำร่างมาตรฐานรถเข็นสำหรับคนพิการของประเทศฟิลิปปินส์อีกด้วย

    NCWDP ได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องเกี่ยวกับการผลิตอุปกรณ์ช่วยเหลือ โดยให้การสนับสนุนด้านเงินทุนและความช่วยเหลือทางเทคนิค พร้อมทั้งจัดการประชุมปรึกษาและการสัมมนาเพื่อกระตุ้นให้คนพิการใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ นอกจากนี้ NCWDP ยังได้ทำการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์ช่วยเหลือที่มีความทนทาน และสามารถผลิตได้ด้วยวัสดุในท้องถิ่นด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า

    การฟื้นฟูสมรรถภาพ จากข้อมูลของ ADB ในปี 2543 มีโรงพยาบาลส่วนภูมิภาคและส่วนจังหวัดทั้งหมดประมาณ 44 แห่งทั่วประเทศ ที่ได้จัดตั้งหน่วยงานฟื้นฟูสมรรถภาพ Katipunan ng Maykapansanan sa Pilipinas, Inc. (KAMPI) ได้ดำเนินกิจการและดูแลศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพโดยชุมชนเพื่อเด็กพิการอายุ 0 - 14 ปี จำนวน 60 แห่ง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การฟื้นฟูสมรรถภาพและฝึกอบรมทักษะสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน สาธารณูปโภคจ่างๆ เป็นของคนพิการ และจัดการโดยคนพิการด้วยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่วิชาชีพกว่า 100 คน (ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ KAMPI ในส่วนที่ 3.13)

  9. 3.9 การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน

    การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (CBR) เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง และถูกใช้ในการให้บริการแก่คนพิการ เนื่องจากจำนวนของโรงพยาบาลที่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพยังคงมีอยู่อย่างจำกัด ทาง NCWDP ได้พัฒนาคู่มือการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (CBR) ในปี 2536 และได้เผยแพร่ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในปี 2538 การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนได้ถูกรวมให้อยู่ในหลักสูตรปริญญาทางการแพทย์ในมหาวิทยาลัยบางแห่ง รวมไปถึงมหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์

    ทางรัฐบาลได้พัฒนาโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนแห่งชาติ โดยความร่วมมือกับ Christoffel-Blinden Mission (CBM) โดยจะเป็นโครงการนำร่องใน 1 เทศบาลก่อนที่จะดำเนินการไปทั่วประเทศ โครงการได้เน้นวิธีการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่างๆในการให้บริการแก่คนพิการ โดยมีหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่นเป็นแกนนำ ซึ่งจะรวมเอาคนพิการไว้ในแผนงาน การดำเนินงาน และการประเมินผลของแผนงานการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน

    โครงการขจัดอุปสรรคประเทศฟิลิปปินส์ (Breaking Barriers Philippines - BBP) จะเริ่มดำเนินการหลังการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ของ KAMPI และสมาคมโรคโปลิโอและผู้ประสบอุบัติเหตุแห่งประเทศเดนมาร์ค (the Danish National Society of Polio and Accident Victims) โครงการนี้เป็นผลมาจากการยอมรับว่าบริการจากภาครัฐยังขาดแคลน และคนพิการยังต้องการบริการต่างๆ อีกมาก

    โครงการ BBP จะให้บริการการรักษาทางร่างกาย และการฟื้นฟูทักษะอาชีพแก่เด็กพิการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในการให้บริการอย่างเหมาะสมสำหรับเด็ก ศูนย์กิจกรรมกระตุ้นและการบำบัด (Stimulation and Therapeutic Activity Centers - STAC) 5 แห่งจะถูกจัดตั้งขึ้นในพื้นสำคัญๆ ทั่วประเทศ ศูนย์STACenters ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นสถานที่ซึ่งเด็กพิการสามารถเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ และบริการอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการ ทางโครงการยังได้ให้การฟื้นฟูสมรรถภาพในราคาประหยัด และครอบคลุมไปถึงคนพิการที่อาศัยอยู่ตามชนบทของประเทศ นาง Venus M. Ilagan ประธานของ KAMPI ระบุว่า เด็กพิการกว่า 7,000 คนได้รับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพผ่านศูนย์ฯ เหล่านี้

    BBP ยังได้ให้ความช่วยเหลือในด้านการดำรงชีพแก่องค์กรคนพิการระดับรากหญ้ากว่า 70 แห่ง แผนงานส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการให้กู้ยืมรายย่อย ภาคการเกษตร และธุรกิจขนาดเล็ก

    KAMPI มีมีบทบาทที่โดดเด่นในโครงการและแผนงานของรัฐบาล โดยผ่านหน่วยงานเช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงานและการจ้างงาน กระทรวงสวัสดิการและการพัฒนาสังคม และกระทรวงศึกษาธิการ KAMPI ได้รับมอบหมายหน้าที่จาก NCWDP เพื่อที่จะกระตุ้นให้คนพิการและองค์กรคนพิการ ให้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสาธิตการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน ซึ่งริเริ่มโดยรัฐบาล พร้อมทั้งทำหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของคนพิการด้วย

  10. 3.10 ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ

    ในปัจจุบัน ประเทศฟิลิปปินส์ยังไม่มีข้อมูลความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกเป็นครั้งแรก ในประเทศฟิลิปปินส์เมื่อปี 2537

  11. 3.11 ความตระหนักรู้ของสาธารณชน

    ทางรัฐบาลได้ให้มีกิจกรรมสัปดาห์แห่งการป้องกันและฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการแห่งชาติเป็นประจำทุกปี (ในเดือนกรกฎาคม) เพื่อเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและสนับสนุนประเด็นคนพิการ โดยจะจัดกิจกรรมในทุกสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกรกฎาคม กิจกรรมอื่นๆ ที่จัดให้มีขึ้นเป็นประจำทุกปีได้แก่

    • สัปดาห์สุขภาพจิต
    • สัปดาห์ออทิสติก
    • สัปดาห์รณรงค์เกี่ยวกับคนพิการหูหนวก
    • สัปดาห์โรคทางสายตา
    • สัปดาห์คนพิการทางสติปัญญา
    • วันไม้เท้าขาว "White Cane Safety Day"
    • วันคนพิการนานาชาติ

    ทางรัฐบาลยังได้จัดโครงการรณรงค์การให้ข้อมูลข่าวสาร การศึกษา และการติดต่อสื่อสาร (Information, Education and Communication - IEC) เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติที่สาธารณชนมีต่อคนพิการและความพิการ ความพยายามในส่วนนี้ ทางรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนในการเผยแพร่ข่าวสารทางรายการวิทยุซึ่งได้ออกอากาศไปทั่วประเทศ ผู้ประกาศข่าวในรายการนี้เป็นคนพิการ และมีเนื้อหาสาระเพื่อคนพิการ ประกอบด้วย

    • Ako’y Ikaw rin (ออกอากาศ 1 ชั่วโมง)
    • K-Forum (ออกอากาศ 2 ชั่วโมง)
    • Mano-mano (ออกอากาศ 1 ชั่วโมง)

    บริษัทไปรษณีย์แห่งประเทศฟิลิปปินส์ ได้ออกแสตมป์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกในปี 2541 ในขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวกับคนพิการได้รับการเผยแพร่ในงานแสดงสินค้า และจัดให้มีการแสดงผลิตภัณฑ์ฝีมือคนพิการขึ้นทั่วประเทศ กิจกรรมตลาดนัดแรงงาน และการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจ้างงานได้จัดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการจ้างงานคนพิการ นอกจากนี้ ยังได้จัดให้มีงานแสดงสินค้าฝีมือคนพิการในห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอีกด้วย

  12. 3.12 กีฬา

    สมาคมกีฬาเพื่อคนพิการแห่งชาติได้รับการก่อตั้งขึ้นภายใต้ชื่อว่า PHILSPADA - Philippine (สมาคมกีฬาของผู้มีความแตกต่างทางความสามารถ) ซึ่งได้รับรางวัลมากมายในการแข่งขันระดับนานาชาติ คนพิการจะมีสิทธิได้เข้าร่วมในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติฟิลิปปินส์ ซึ่งจัดในรูปแบบของกีฬาโอลิมปิค เพื่อแสดงศักยภาพของนักกีฬาที่เป็นคนพิการในระดับโลก ซึ่งจะรวมไปถึงนักเรียนที่พิการก็จะได้เข้าร่วมในการแข่งขันกีฬาโรงเรียนระดับชาติ หรือที่รู้จักกันในนาม Palarong Pambansa

    กีฬาเพื่อคนพิการหูหนวกแห่งประเทศฟิลิปปินส์ เป็นการเสริมสร้างศักยภาพคนหูหนวกผ่านกิจกรรมการแข่งขันกีฬา ริเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2541 โดยได้จัดให้มีองค์กรเพื่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคแห่งชาติสำหรับคนพิการทางการได้ยินขึ้น 2 องค์กร คือ the National Capital Region Sports League และ the World Olympics for the Deaf ซึ่งการกีฬาเพื่อคนพิการหูหนวกแห่งประเทศฟิลิปปินส์จะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศฟิลิปปินส์ และจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นแผนหนึ่งของโครงการนำร่องสำหรับคนพิการ ประเทศฟิลิปปินส์ได้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาอาเชียน พาราเกมส์ (ASEAN Para Games) ครั้งที่ 3 ในปี 2548 และได้เข้าร่วมในกีฬา ASEAN Para Games ครั้งที่ 2 ที่ประเทศเวียดนามเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเมื่อปี 2546 โดยได้รับรางวัล 2 เหรียญทอง 15 เหรียญเงิน และ 21เหรียญทองแดง จากจำนวนนักกีฬาฟิลิปปินส์ที่เข้าร่วมทั้งหมด 38 คน

จุดมุ่งหมาย 7 ประการ ภายใต้กรอบการปฏิบัติงานแห่งสหัสวรรษจากทะเลสาบบิวา

  1. 3.13 องค์กรพึ่งตนเองของคนพิการและสมาคมครอบครัวและผู้ปกครองที่เกี่ยวข้อง

    จากการดำเนินงานของ NCWDP นั้น ทำให้มีกลุ่มพึ่งตนเองเกือบ 208 กลุ่มในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศฟิลิปปินส์ ดำเนินกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิเช่น การจัดการโรงอาหาร ศูนย์งานโลหะและงานหัตถกรรม การตัดชุดสากล การตัดเย็บเสื้อผ้า และการให้สินเชื่อรายย่อย

    KAMPI เป็นสมาพันธ์องค์กรเพื่อคนพิการแห่งชาติ (National Federation of Organization of Persons with Disabilities) ในประเทศฟิลิปปินส์ สมาพันธ์ดำเนินงานสร้างเครือข่ายเพื่อการพึ่งตนเอง และเป็นองค์กรในระดับรากหญ้าของคนพิการในฟิลิปปินส์ KAMPI ได้รับการก่อตั้งขึ้นที่ประชุมแห่งชาติว่าด้วยคนพิการ ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ปี 2533 ประกอบด้วยสมาชิกในช่วงเริ่มแรก 11 กลุ่ม จาก 7 จังหวัด หลังจากนั้น KAMPI ได้ขยายงานโดยปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 236 กลุ่ม ครอบคลุมพื้นที่ 59 จังหวัด 51 เมือง และ 109 เทศบาล KAMPI ได้บริหารจัดการเพื่อบริการในฐานะเครือข่ายผู้ทำหน้าที่กระบอกเสียงของคนพิการ เพื่อผลักดันให้เกิดโครงการและนโยบายที่เกี่ยวข้องและนำไปสู่การปฏิบัติจริงในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง การทำโครงการและการ KAMPI มีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นแรงผลักดันหลัก เพื่อนำสมาชิกของสมาพันธ์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

    หน้าที่ของ KAMPI ก็คือการรณรงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางด้านทัศนคติ นโยบาย และการปฏิบัติเพื่อสร้างสรรสังคมที่คนพิการมีโอกาสเท่าเที่ยมกันในการเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในทุกๆ ด้าน

    วัตถุประสงค์

    • เพื่อจัดตั้งองค์กรคนพิการทั่วประเทศ ประสานงานตามแผนงาน โครงการ ข้อมูล และการบริการ
    • เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายองค์กรคนพิการแห่งชาติ ผ่านทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และหลักสูตรการอบรมผู้นำ
    • เพื่อเสริมสร้างและส่งเสริมให้เกิดการพึ่งตนเอง ผ่านหลักสูตรการพัฒนาและการฝึกอบรมทักษะ
    • เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวระดับชาติที่เข้มแข็ง ซึ่งจะทำให้สังคมเกิดความตระหนักต่อปัญหา ความต้องการ และสิทธิของคนพิการ ผ่านทางโครงการต่างๆ
    • เพื่อยกสถานภาพของคนพิการให้สูงขึ้น ผ่านโครงการระดับท้องถิ่นและระดับชาติ การมีส่วนร่วมในความพยายามระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ขององค์กรคนพิการสากล (DPI) และองค์กรอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนพิการ
    • เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารประจำ และผ่านทางจดหมายข่าวรายสามเดือน

    โครงการขจัดอุปสรรคสำหรับเด็ก (Breaking Barriers for Children - BBC) เป็นโครงการของ KAMPI ที่ใหญ่ที่สุดซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เป็นการติดตามผลหลังโครงการขจัดอุปสรรคประเทศฟิลิปปินส์ มีวัตถุประสงค์การจัดหาบริการฟื้นฟูสมรรถภาพที่ครอบคลุมให้กับเด็กคนพิการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนั้น จะมีการบริการทางสังคมและให้การสนับสนุนครอบครัว โครงการขจัดอุปสรรคประเทศฟิลิปปินส์ ได้ดำเนินการโดยการร่วมมือกับสมาคมโรคโปลิโอและผู้ประสบอุบัติเหติแห่งประเทศเดนมาร์ค หรือ PTU ในระหว่างปี 2538 ถึง 2542 โครงการดังกล่าวได้ให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งให้บริการเด็กพิการในประเทศที่มีฐานะยากจนกว่า 2,520 คน โครงการนี้ เป็นการปูทางไปสู่การจัดตั้งศูนย์กิจกรรมกระตุ้นและการบำบัด 5 แห่งทั่วประเทศ

  2. 3.14 สตรีพิการ

    มูลนิธิ ABILIS แห่งประเทศฟินแลนด์ และ KAMPI ได้ร่วมมือกันสร้างโครงการเสริมสร้างศักยภาพแก่สตรีพิการ โครงการ DOWN-Phillippine เป็นที่รู้จักกันในนาม Differenlty-Abled Womens Network (DAWN) เป็นความร่วมมือระดับชาติของสตรีพิการที่มีความต้องการที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ที่เร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในฟิลิปปินส์ DAWN เป็นกลุ่มสตรีซึ่งมีจุดมุ่งหมายพิเศษที่จะทำให้สตรีพิการระดับรากหญ้าสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในแผนการดำเนินงานเพื่อคนพิการระดับชาติของ KAMPI องค์กร KAMPI ได้ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างศักยภาพความเป็นผู้นำให้กับเยาวชนสตรีในองค์กรระดับรากหญ้าของ KAMPI ดังจะเป็นได้จากการก่อตั้งสถาบันพัฒนาความเป็นผู้นำแห่งชาติเพื่อสตรีพิการ (National Leadership Institute for Women with Disabilities) ขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศ

  3. 3.15 การค้นหาและป้องกันความพิการตั้งแต่แรกเริ่ม และการให้การศึกษาแก่คนพิการ

    Eการค้นหาและป้องกันความพิการ กระทรวงสาธารณสุข ตลอดถึงภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐบาลอื่นๆ ได้ทำการรณรงค์เพื่อการให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการป้องกันสาเหตุของความพิการ โครงการพิเศษที่ได้จัดขึ้นเพื่อเป็นมาตรการป้องกัน

    • การให้ภูมิคุ้มกันโรค/การฉีดวัคซีน
    • การตรวจร่างกายเด็กแรกเกิด
    • การส่งเสริมการแจกวิตามิน เอ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
    • การส่งเสริมการให้ธาตุเหล็กในรูปแบบยาเม็ด
    • การเสริมธาตุไอโอดีน
    • การผลิตเกลือเสริมไอโอดีนภายในท้องถิ่น
    • โครงการดูแลแม่และเด็ก
    • การดูแลสุขภาพเบื้องต้น ผ่านการดูแลก่อนคลอดและหลังคลอด

    สำนักงานของกระทรวงสวัสดิการสังคมและการพัฒนาภายในท้องถิ่น หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อการป้องกันสาเหตุของความพิการ ผ่านโครงการโภชนาการ และการอบรมการจัดเตรียมอาหาร ความรับผิดชอบของผู้ปกครอง โครงการให้อาหารเสริม และการฝึกอบรมสำหรับผู้ดูแลให้มีความรู้ในการระบุโรคต้อ เพื่อการแนะนำและส่งตัวผู้ป่วยเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป นอกจากนี้ ยังได้จัดให้มีการฝึกอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชน ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่กู้ภัย เกี่ยวกับการหยอดวัคซีนป้องกันและการให้คำปรึกษาด้านพันธุกรรม

    ศูนย์สุขภาพภายใต้การควบคุมของหน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่น ได้จัดให้บริการด้านการแพทย์เพื่อการป้องกันโรคเบื้องต้น ทางศูนย์ได้จัดโครงการฝึกอบรมและการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลด้านโภชนาการ สุขอนามัยและการรักษาพยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณะสุขในชุมชนจะได้รับการฝึกอบรมด้านการหยอดวัคซีนป้องกันและการให้คำปรึกษาด้านพันธุกรรมเพื่อการวินิจฉัย การจัดการ และการป้องกันความบกพร่องที่เป็นแต่กำเนิดตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม

    การศึกษา ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ให้การสนับสนุนด้านการให้ความรู้และการฝึกอบรมแก่อาจารย์ที่สอนในภาคการศึกษาพิเศษ และดูแลเด็กที่พิการ เพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนอาจารย์ที่สอนอยู่ในด้านการศึกษาพิเศษที่มีอยู่ องค์กรเอกชนบางแห่งมักจะให้การสนับสนุนการฝึกอบรมแก่อาจารย์ ผ่านโครงการอบรมการศึกษาพิเศษเคลื่อนที่ (Mobile Special Education Training Program) เพื่อให้เข้าไปถึงอาจารย์ที่อาศัยอยู่นอกเขตนอกเมือง ทางกระทรวงศึกษาธิการได้พัฒนาหลักสูตรการศึกษาพิเศษเพื่อใช้ในการฝึกอบรมแก่อาจารย์ รวมไปถึงการรวมวิชาเกี่ยวกับความพิการเข้าในหลักสูตรระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา

    จากข้อมูลของ NCWDP จำนวนเด็กพิการที่ลงทะเบียนในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา (ทั้งภาคเอกชนและรัฐบาล) มีจำนวนทั้งสิ้น 136,5234 คน นอกจากนี้ DSWD ยังได้จัดโครงการศึกษาต่อเนื่องโดยปราศจากอุปสรรค (Continuing Education without Barriers - TAWAG) ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทั้งทางร่างกาย สังคม จิตใจ และจิตวิทยาของเด็กพิการและเยาวชนที่พิการที่ไม่ได้เรียนหนังสือ โดยการรวมเข้ากับบริการ Day Care หรือโรงพิเศษ และโรงเรียนปกติ ADB ได้รายงานว่านับตั้งแต่การก่อตั้ง โครงการของ TAWAG ได้ให้บริการกับเด็กจำนวน 1,322 คน

    NCWDP ยังได้ทำการพัฒนาวัสดุอุปกรณ์สำหรับโครงการการศึกษาพิเศษโดยชุมชน เพื่อคนตาบอดและคนหูหนวกผู้ซึ่งไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ และรวมไปถึงเด็กที่มีความผิดปกติทางการสื่อสารและอารมณ์ (Autistic) โดยให้การสนับสนุนทางการเงิน NCWDP ได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนคนพิการที่มีความเหมาะสม เป็นการจัดสรรงบประมาณ 5% จากกองทุนการศึกษาจากภาคเอกชน

    การแทรกแซง ในโครงการโดยหน่วยงาน DSWD และ NCWDP และหน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่น ศูนย์สุขภาพได้รับการก่อขึ้นเพื่อให้บริการทางการแพทย์ในระดับท้องถิ่น เพื่อการแทรกแซงตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และการรักษาพยาบาล

  4. 3.16 การฝึกอบรมและการจ้างงาน

    กระทรวงแรงงานและการจ้างงาน โดยสำนักงานการจ้างงานส่วนท้องถิ่น ได้ทำโครงการระดับชาติเพื่อให้โอกาสในการจ้างงานและการประกอบวิชาชีพแก่คนพิการ ภายใต้การควบคุมของโครงการ TULAY 2543 ซึ่งได้ให้การสนับสนุนด้านการจัดทำแผนที่ทักษะ การฝึกอบรม การรับจ้าง และการประกอบธุรกิจส่วนตัว NCWDP คาดว่ามีการว่าจ้างแรงงานและการประกอบธุรกิจส่วนตัวของคนพิการประมาณ 20,000 คนในประเทศฟิลิปปินส์

    กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมได้จัดโครงการให้ความช่วยเหลือแก่คนพิการ โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 และได้จัดให้การฝึกอบรมด้านทักษะและการดำรงชีพ การปรับปรุง พัฒนา และการจัดการด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ของคนพิการ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการ และทักษะการจัดการธุรกิจ

    กิจกรรมการแข่งขันทักษะแห่งชาติฟิลิปปินส์เพื่อคนพิการ ของสำนักงานการศึกษาทางเทคนิคและการพัฒนาทักษะ (Technical Education and Skills Development Authority - TESDA) ได้จัดขึ้นเมื่อปี 2544 โดยเป็นการแข่งขันทักษะคนพิการทั่วประเทศ และรวมเข้ากับการแข่งขันทักษะแห่งชาติ จากข้อมูลของ ADB ทาง TESDA ได้ให้การฝึกอบรมแก่คนพิการกว่า 1,300 คน ในปี 2545 ในขณะที่ได้มอบทุนการศึกษาแก่คนพิการกว่า 900 คนในหลักสูตรวิชาชีพทางเทคนิค ผ่านโครงการช่วยเหลือทางการเงินแก่นักเรียนของภาคเอกชน

    โครงการฝึกอบรมเฉพาะด้านสำหรับคนพิการได้จัดขึ้นโดยกระทรวงทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ในการนวด การนำเศษวัสดุกลับมาใช้ใหม่ การปลูกบอนไซ การปลูกไม้ตัดดอกและกล้วยไม้ สิ่งประดิษฐ์จากเปลือกหอย การทอผ้า การทำเสื่อ การเลี้ยงวัว-ควาย การเลี้ยงแพะ และทักษะพื้นฐานอื่นๆ ทางการค้าขาย คนพิการที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับความช่วยเหลือในรูปแบบของเงินกู้ยืม เพื่อใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง

    กฎหมายของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ฉบับที่ 8759 สำนักบริการการจ้างงาน (Public Employment Service Office) ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในระดับเทศบาล/เมือง เพื่อให้บริการเกี่ยวกับการจ้างงานคนพิการ จากข้อมูลของ ADB ในระหว่างทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2545 คนพิการกว่า 19,000 คนได้เข้าสู่ตลาดแรงงานและการประกอบธุรกิจส่วนตัว

  5. 3.17 การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและการขนส่งสาธารณะ

    กระทรวงโยธาธิการและทางหลวง (The Department of Public Works and Highways) ได้ทำการจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการในอาคารสาธารณะ กลุ่มผู้ตรวจสอบพิเศษได้ถูกจัดตั้งขึ้นภายในกระทรวงเพื่อตรวจสอบอาคารและสถานประกอบการต่างๆ ในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ กลุ่มผู้ตรวจสอบจะประกอบด้วยคนพิการหนึ่งคนหรือมากกว่านั้น เป็นผู้ทำหน้าที่ทดสอบสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ว่าเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งกฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและระเบียบควบคุมอาคารและสิ่งปลูกสร้างแห่งประเทศฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2536 (Philippine National Building Code of 1993) ได้รับการบรรจุเข้าในหลักสูตรสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมแล้ว

    หน่วยงานต่างๆ ได้การจัดประชุมสัมมนาเพื่ออบรมให้คนขับรถโดยสาร "jeepney" และพนักงานขับรถให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ในสถานประกอบการขนาดใหญ่ สถานที่จอดรถจะถูกออกแบบมาเพื่อให้คนพิการใช้ได้ ในขณะที่คนพิการที่มีคุณสมบัติครบถ้วนจะสามารถมีใบอนุญาตขับขี่ได้

    คู่มือการให้ความช่วยเหลือแก่คนพิการและคนชราในระหว่างการเดินทาง (Assisting Disabled and Elderly Persons Who Travel - ADEPT) ในระบบการขนส่งทั้งภาคพื้นดิน ทางทะเล และทางอากาศได้รับการจัดทำขึ้นในปี 2538 ในขณะที่การฝึกอบรมได้ถูกจัดขึ้นสำหรับบุคลากรและเจ้าหน้าที่บริษัทขนส่งทั้งภาคพื้นดิน ทางทะเล และทางอากาศ NCWDP ได้ทำการออกบัตรส่วนลดค่าโดยสารให้กับคนพิการจำนวน 42,000 คน เพื่อใช้ในการขอรับส่วนลดจากผู้ประกอบการขนส่ง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการกำหนดส่วนลดที่แน่นอนสำหรับคนพิการจากทางผู้ประกอบการแต่อย่างใด แม้ว่าจะยังไม่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แต่ทางบริษัทขนส่งสามารถลดราคาได้ประมาณ 10 - 20% จากราคาปกติ

    ทาง NCWDP ได้ดำเนินการให้มีการจัดทำขอบทางเดินที่ตัดผ่านถนนหลักตลอดจนใจกลางกรุงมะนิลา และเมืองสำคัญอื่นๆ และยังจัดทำเส้นพื้นผิวลูกฟูกบนถนน (corrugated lines) และสัญลักษณ์ตลอดเส้นทางรถไฟในกรุงมะนิลา ในขณะที่ได้จัดทำสติกเกอร์สำรองที่นั่งบนรถบัสและรถประจำทาง นอกจากนี้ สิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสนามบินภายในประเทศก็ได้รับการปรับปรุงจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว

  6. 3.18 การเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสาร

    พจนานุกรมภาษามือแห่งประเทศฟิลิปปินส์ (Philippine Dictionary of Signs) ได้ถูกพัฒนาขึ้นในปี 2542 ซึ่งจะรวมไปถึงเทปวีดิโอ ซึ่งถูกใช้เป็นมาตรฐานทางภาษามือสำหรับชาวฟิลิปปินส์ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน พจนานุกรมนี้ได้รับทุนอุดหนุนผ่านสำนักงานพัฒนาแห่งองค์การสหประชาชาติ (United Nations Development Programme- UNDP) และได้เผยแพร่ไปในโรงเรียนและองค์กรเพื่อคนหูหนวก และกลุ่มอื่นๆ ที่สนใจ มีรายการโทรทัศน์ 2 รายการในประเทศที่ได้นำเอาการแปลภาษามือมาใช้ ซึ่งจะรวมไปถึงการแปลเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญต่างๆ การชุมนุม และการประชุมต่างๆ ของชาติ มีการแทรกคำบรรยายในรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์สำหรับคนพิการทางการได้ยิน รวมไปถึงอุปกรณ์การสื่อสาร (TDD) สำหรับคนพิการทางการได้ยิน

    การประชุมระหว่างภูมิภาคและการสาธิตเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสารสำหรับคนพิการ

    การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ได้ถูกจัดขึ้นในเดือนมีนาคม 2546 ในหัวข้อ "การเสริมสร้างศักยภาพคนพิการผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Empowering Persons with Disabilities through IT) กิจกรรมครั้งนี้ได้รับทุนสนับสนุนจาก UN-DESA โดยความร่วมมือของกระทรวงสวัสดิการและพัฒนาสังคม (Department of Social Welfare and Development) คณะกรรมการสวัสดิการของคนพิการแห่งชาติ (the National Council for the Welfare of Disabled Persons) สำนักงานพัฒนาแห่งพัฒนาองค์การสหประชาชาติ (the United Nations Development Program) และกระทรวงการต่างประเทศ (Department of Foreign Affairs) สืบเนื่องจากการสัมมนาในครั้งนี้ ได้มีการจัดทำเอกสารสองฉบับ อันได้แก่ "ปฏิญญามะนิลา ว่าด้วยการเข้าถึงเทคโนโยลีสารสนเทศและการสื่อสาร" (Manila Declaration on Accessible ICT) และ "ข้อเสนอแนะมะนิลา ว่าด้วยการออกแบบเพื่อการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร" (Manila Accessible ICT Design Recommendations)

    Resources for the Blind Inc., (RBI) เป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรซึ่งได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 เพื่อให้บริการด้านต่างๆ แก่คนพิการทั่วฟิลิปปินส์ Dr. Lown ผู้อำนวยการของ RBI ได้ทำการแปลคัมภีร์ไบเบิลไปเป็นภาษาตากาล็อก (ฟิลิปปินโน) อักษรเบรลล์ (รวมไปถึงภาษาท้องถิ่นอื่นๆ เทปคาสเซ็ท และไบเบิลซึ่งพิมพ์ด้วยอักษรขนาดใหญ่กว่าปกติ)

    จากข้อมูลของ RBI ประชากรของฟิลิปปินส์กว่าครึ่งล้านเป็นคนตาบอด และในขณะที่การผลิตเครื่องมืออักษรเบรลล์ด้วยวิธีทั่วไปยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ศูนย์เทคโนโลยีเบรลล์แห่งประเทศฟิลิปปินส์ของ RIB (RBI's Philippine Braille Technology Center) จึงได้ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาช่วยในการพิมพ์ตัวนูนของตัวอักษรเบรลล์ในการผลิตสิ่งพิมพ์อักษรเบรลล์ได้สูงสุดประมาณ 1,000,000 หน้าต่อปี ด้วยเทคโนโลยีนี้และและทรัพยากรของ RBI ได้มีการผลิตนิตยสารขึ้นมา 2 ฉบับ คือ Insight และ Double Yum ซึ่งเป็นนิตยสารอักษรเบรลล์ที่ผลิตเป็นบางคราวในประเทศฟิลิปปินส์เพื่อคนตาบอด นิตยสาร Insight จัดทำขึ้นมาเพื่อคนตาบอดและผลิตออกมาจำหน่าย 6 ครั้งต่อปี สำหรับสมาชิกนิตยสารจำนวน 600 คน และสมาชิกเทปคาสเซ็ท 100 คน ซึ่งการตีพิมพ์ออกมาแต่ละฉบับจะบรรจุคำแนะนำและวิธีการอยู่ร่วมกับคนตาบอดไว้ และบทความเกี่ยวกับคนตาบอดซึ่งได้รับการจ้างงาน การตีพิมพ์แต่ละครั้งมีส่วนที่เป็นคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นภาษาอังกฤษ ตากาล็อก (Tagalog) เซบูอาโน(Cebuano) ฮิริกันยอง (Hiliganyon) และ อิโลกาโน (Ilocano) เพื่อเป็นการสร้างทักษะการอ่านอักษรเบรลล์แก่เด็ก ทาง RBI จึงได้ผลิตหนังสือทักษะการอ่านอักษรเบรลล์สำหรับเด็กรายปักษ์ ในชื่อว่า Double Yum โดยนิตยสารนี้จะถูกส่งไปยังเด็กตาบอด 600 คน และถูกส่งไปยังชั้นเรียนของเด็กตาบอดทั่วประเทศ นอกจากนี้ RBI ยังได้มอบตำราเรียนซึ่งพิมพ์ด้วยอักษรเบรลล์ประมาณ 5,000 เล่มแก่เด็กนักเรียนเป็นประจำทุกปี

    จากข้อมูลของ RBI อุปกรณ์และวัสดุพิเศษที่จำเป็นสำหรับคนพิการตาบอดในประเทศฟิลิปปินส์ยังคงขาดแคลนอยู่ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการนี้ ทาง RBI ได้มีการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์ตรงกับความต้องการของคนตาบอดหลายๆ อย่างด้วยกันซึ่งจะรวมไปถึงกระดานชนวนสำหรับเขียนอักษรเบรลล์ ไม้เท้าขาวที่ช่วยในการเคลื่อนไหว นาฬิการข้อมือแบบมีเสียงพูด เครื่องคิดเลขแบบมีเสียงพูด เครื่องมือวัดความดันโลหิตแบบมีเสียงพูด เครื่องวัดอุณหภูมิแบบมีเสียงพูด เครื่องพิมพ์ดีดอักษรเบรลล์ และซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์พิเศษเพื่อการใช้งานคอมพิวเตอร์ของคนตาบอด

  7. 3.19 การบรรเทาความยากจน ด้วยการสร้างศักยภาพ สวัสดิการสังคม และการมีคุณภาพชีวิตแบบยั่งยืน

    โครงการบรรเทาความยากจนต่างๆ ได้รับการพัฒนาและริเริ่มโดยรัฐบาล อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ ADB โครงการหลักเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาลยังไม่ตรงกับความต้องการของคนพิการ

    ในปี 2540 พระราชบัญญัติแห่งสาธารณรัฐ 8425 หรือที่รู้จักกันในนาม พระราชบัญญัติการปฏิรูปสังคมและแก้ไขปัญหาความยากจนได้รับการประกาศใช้ นโยบายของพระราชบัญญัติคือ

    "จะต้องมีการแทรกแซงเพื่อบรรเทาความยากจนในพื้นที่ ภาค และพื้นที่เป้าหมาย ครอบครัวชาวฟิลิปปินส์ทุกคนจะได้รับการเสริมสร้างศักยภาพเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานทางสุขภาพ อาหาร โภชนาการ น้ำและสุขอนามัยของสภาพแวดล้อม รายได้ที่มั่นคง ที่พักอาศัยและบ้านเหมาะสม ความสงบสุขและความเป็นระเบียบเรียบร้อย การศึกษาและความสามารถในการอ่านและเขียน การเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบรัฐบาล และความเอาใจใส่ในครอบครัว และความเป็นเอกภาพทางจิตวิทยา-สังคม"

    พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้มีการจัดตั้งสถาบันเพื่อการปฏิรูปวาระสังคม ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความยากจน พระราชบัญญัติได้รับการแก้ไขและเพิ่มเติมหลายครั้ง และภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี Gloria Macapagal-Arroyo ได้มีการร่าง 2 แนวทางเพื่อปฏิรูปสังคมและแก้ไขปัญหาความยากจนซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

    • การใช้วิธีการแบบหลายมิติเป็นกรอบการทำงานเพื่อร่างโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยเน้น 4 ส่วนสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาการปฏิรูปสังคมทั้ง 4 ด้าน อันได้แก่ เศรษฐกิจ วัฒนธรรมสังคม สิ่งแวดล้อม และระบบการบริการ
    • การปฏิรูปทรัพย์สิน ซึ่งจะต้องปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาคในการครอบครอง แจกจ่าย บริหารจัดการ และการควบคุมทรัพยากร

    คนพิการจะได้รับความคุ้มครองพิเศษจากสำนักงานบริการสังคมแบบบูรณาการของภาครัฐ (Governments Comprehensive Integrated Delivery of Social Services) ซึ่งเป็นโครงการที่ครอบคลุมโครงการเพื่อการดำรงชีพ การให้กู้ยืมรายย่อย และกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพ แผนการพัฒนาระยะปานกลางของรัฐบาล ปี 2544 – 2547 ระบุว่า "การให้ความคุ้มครองกลุ่มผู้อ่อนแอ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอันดับแรกในการเอาชนะความยากจนและปฏิรูปสังคมประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อที่ชาวฟิลิปปินส์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีศักดิ์ศรี" พระราชบัญญัติแมกนา คาร์ตา เพื่อคนพิการ กำหนดหน้าที่ให้หน่วยงานของรัฐบาลริเริ่มและดำเนินโครงการพิเศษเพื่อคนพิการตามแนวทางของกฎหมาย นอกจากนี้ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจนแห่งชาติ (The National Anti-Poverty Commission) ยังได้รับการก่อตั้งขึ้นภายใต้การดูแลของสำนักประธานาธิบดี ในลักษณะของหน่วยงานผู้ประสานงานและให้คำปรึกษา สำหรับโครงการต่างๆ ภายใต้วาระการปฏิรูปสังคม ตัวแทนจากกลุ่มคนพิการได้รับการแต่งตั้งในคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจนแห่งชาติ ร่วมกับตัวแทนจากส่วนอื่นๆ และหน่วยงานของรัฐบาล


Logo of Japan International Cooperation Agency (JICA)
Logo of Ministry of Social Development and Human Security


  © 2003, APCD Project.All rights reserved.
last updated: