skip navigation

2. สถานการณ์ปัจจุบันของคนพิการ

2.1 คำจำกัดความ

ทั้งกฎหมายของซามัวฉบับปัจจุบันหรือนโยบายแห่งชาติ ต่างไม่มีการให้คำนิยามของคนพิการไว้ อย่างไรก็ตามจากการสำรวจสำมะโนประชากรผู้ใหญ่คนพิการปี 2545 (Adult Disability Identification Census of 2002) ดำเนินการโดย บริษัท Nuanua o le Alofa Mafutaga จำกัด (NOLA) ร่วมกับ Inclusion International ได้จำแนกความพิการออกเป็น 12 ประเภท และมีคำถามเกี่ยวกับศักยภาพและสมรรถภาพของคนพิการ การจำแนกประเภทความพิการ เมื่อนำไปใช้ร่วมกับการจำแนกความพิการซ้ำซ้อนแล้ว จะสามารถนำไปพัฒนาต่อเนื่องเพื่อเป็นพื้นฐานของการจัดเก็บข้อมูลเชิงสถิติเกี่ยวกับคนพิการต่อไปในอนาคต ความพิการสามารถจำแนกออก เป็น12 ประเภทหลักๆ ดังนี้

  • ออทิสติก (Autistic)
  • ปัญหาทางด้านอารมณ์ / พฤติกรรม
  • ความพิการทางการมองเห็น
  • ความพิการทางการได้ยิน
  • ลมชัก (ลมบ้าหมู)
  • ความบกพร่องทางการรับฟัง
  • ความบกพร่องทางด้านสติปัญญา
  • ความบกพร่องทางจิต
  • ความพิการทางร่างกาย
  • บกพร่องทางด้านการพูด / ภาษา
  • ขาดสมรรถภาพในการเรียนรู้
  • ความบกพร่องทางด้านการมองเห็น

2.2 นโยบายรัฐบาลและแผนพัฒนาแห่งชาติ ว่าด้วยคนพิการ

ประเทศซามัวได้ร่วมลงนามในอนุสัญญาการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของคนพิการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ตั้งแต่ปี 2541 อย่างไรก็ตามรัฐบาลของซามัวยังไม่ได้ระบุแผนพัฒนาแห่งชาติ หรือวางนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับคนพิการแต่อย่างใด

A policy paper has been drafted by the Disability Promotion and Advocacy Association (DPA), which will be presented before the Development Committee of Officials in 2004. As part of the policy paper on disability, the Prime Minister is currently considering incorporating a disability desk within the Office of the Prime Minister to assist with logistics, coordination and strategic direction to better address PWD's in Vanuatu.

2.3 ระบบรัฐบาล

มาตรการส่วนใหญ่ที่มีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยเหลือหรือปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคนพิการ ได้เริ่มดำเนินการโดยภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์การระหว่างประเทศ หรือระดับภูมิภาค กระทรวงต่างๆ ของรัฐบาลก็ได้ช่วยเหลือในการจัดโครงการพิเศษหรือมาตรการต่างๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการก่อตั้งหน่วยงานใดขึ้นมาดูแลกิจการเกี่ยวกับคนพิการโดยเฉพาะ

กระทรวงศึกษาธิการ

ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมากรมศึกษาธิการได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการพยายามที่จะจัดทำแผนและกิจกรรมที่เหมาะสม กับความต้องการพิเศษสำหรับเด็กพิการในระบบการศึกษา หนึ่งในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมครู คือ การศึกษาพิเศษ (Special Needs Education - SNE) ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติซามัว และสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ

การศึกษาพิเศษในประเทศซามัวได้เริ่มดำเนินการมากกว่า 20 ปีแล้ว อย่างไรก็ตามผู้รับผิดชอบด้านการดูแลและการศึกษาของคนพิการในเบื้องต้นของคือสมาชิกในครอบครัวของคนพิการเอง องค์กรพัฒนาเอกชนได้ให้บริการในรูปแบบของ "โรงเรียนพิเศษ" และการฝึกอบรมวิชาชีพ การบริการทั้งหมดนี้อยู่ในเมืองหลวงอาเปีย (Apia) และคนพิการส่วนใหญ่ซึ่งอาศัยอยู่ในชนบทไม่สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ เหล่านี้ได้

องค์กรระหว่างประเทศจำนวนมากได้เข้าร่วมพัฒนาชีวิตของคนพิการในซามัว ในปี 2545 สำนักงานพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) องค์การยูเนสโก (UNESCO) สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งออสเตรเลีย (AusAid) และตัวแทนผู้บริจาคอื่นๆ ได้ให้ช่วยเหลือกรมศึกษาธิการริเริ่มโครงการ "โครงการของสถาบันเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพ" (Augmenting Institutions for General Attainment: AIGA) ซึ่งสิ้นสุดเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2545 วัตถุประสงค์หนึ่งของโครงการดังกล่าวก็คือการทำให้หลักสูตรการศึกษาพิเศษ (Special Needs Education) และสิ่งอำนวยความสะดวกมีความแข็งแกร่งขึ้น รวมถึงนโยบายในการสนับสนุนและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ภายใต้โครงการนี้ กรมศึกษาธิการได้ทำการสำรวจทั่วทั้งประเทศในปี 2543 เพื่อหาจำนวนเด็กพิการที่มีความจำเป็นจะศึกษาในช่วงอายุ 0 - 14 ปี การออกสำรวจครั้งนี้พบว่ามีเด็กพิการจำนวน 1,188 คน และได้สร้างฐานข้อมูลเด็กพิการอายุ 0 - 14 ปีแห่งชาติครั้งแรกในประเทศซามัว

การศึกษาพิเศษ (SNE) เป็นส่วนประกอบของโครงการของสถาบันเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพ (Augmenting Institutions for General Attainment - AIGA) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในโครงการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากของ UNDP ซึ่งต้องขอบขอบคุณการมอบความไว้วางใจให้จากรัฐบาล การสนับสนุนจากกลุ่ม NGO และความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ปัจจุบันนี้ได้มีแรงผลักดันอย่างมากที่จะปรับปรุงและขยายการบริการการศึกษาพิเศษ (SNE) ไปยังชุมชนและครับครัว โครงการของ AIGA ได้นำการฝึกอบรมการบริการการศึกษาพิเศษ (SNE) มาใช้เป็นแนวทางสำคัญในการอบรมครู นอกจากนี้ยังได้สร้างศูนย์เพื่อการศึกษาพิเศษ (Special Needs Units) ในโรงเรียนระดับประถมศึกษาของรัฐ จำนวน 6 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นโครงการนำร่อง

อีกหนึ่งก้าวของความสำเร็จ มาจากการสนับสนุนของ จากความร่วมมือแห่งนานาชาติใน Inclusion International ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ในปี 2545 ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น องค์กรนี้ได้ให้การสนับสนุนด้านการศึกษาพิเศษในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ได้ทำการสำรวจประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นครั้งที่สอง Nuanua o le Alofa Mafutaga (NOLA) ซึ่งเป็นกลุ่มของผู้ช่วยเหลือคนพิการท้องถิ่นได้รับการร้องขอจาก Inclusion International ให้เป็นผู้ประสานงานในการสำรวจทั่วประเทศในซามัว ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้นหาคำตอบว่า 1) คนพิการมีความต้องการอะไรบ้าง 2) การสำรวจความต้องการพิเศษในครั้งนี้ จะต้องดำเนินการอย่างไรจึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเหมาะสมสำหรับการวางแผนการศึกษาและการผนวกเข้ากับชุมชนในซามัวได้อย่างไร สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมจากการสำรวจ กรุณาดูได้ที่ส่วนที่ 2 ข้อมูลทางสถิติของคนพิการ

กรมสถิติได้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพัฒนาโปรแกรมจัดเก็บข้อมูล การป้อนข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล ในขณะที่การทำงานภาคสนามกำลังดำเนินการอยู่ โปรแกรมนี้ได้รับพัฒนาและผ่านทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กรมศึกษาธิการ (Department of Education - DOE) ได้โครงการเสริมสร้างศักยภาพสถาบัน (Institutional Strengthening Program: ISP 2545 - 2005) โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งออสเตรเลีย (AusAid) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะสนับสนุนความสามารถของกรมศึกษาธิการ (DOE) ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น กระชับความสัมพันธ์ของผู้ที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย การวางแผนและการจัดการ การประกันคุณภาพการศึกษา ที่รวมถึงการศึกษาพิเศษสำหรับครู ระบบและกระบวนการ

กรมศึกษาธิการ (DOE) มีดำเนินการผ่านโครงการของธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย (ADB) เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมสร้างศักยภาพสถาบัน ได้สร้างโรงเรียนระดับประถมศึกษา 4 แห่งให้เป็นศูนย์การศึกษาพิเศษ โดยมีการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่เยาวชนคนพิการที่เกาะยูโปลู (Upolu) และศูนย์การศึกษาพิเศษอีก 1 แห่งที่เกาะซาวายอิ (Savaii)

ศูนย์ Marist เพื่อการเรียนรู้พิเศษ (Marist Center for Special Learning) และมูลนิธินักธุรกิจสตรี (Women in Business Foundation) ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชน และ กลุ่มอาสาสมัครสหประชาชาติ ( United Nations Volunteers – UNV ) ได้จัดทำโครงการ "เสริมสร้างศักยภาพคนพิการในชนบท"โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ใหญ่และเยาวชนคนพิการที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือ

การพัฒนาแบบอิงชุมชน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานของ DOE, MIA, DOH, สภาสตรี และโบสถ์ในพื้นที่ชนบท

สนับสนุนการทำงานของหน่วยการศึกษาพิเศษในซาวายอิ โดยออกทุนเพื่อให้ศูนย์สามารถให้บริการได้

จัดหาทางเลือกที่ยั่งยืนเพื่อการดำรงชีวิต และสนับสนุนสำหรับคนพิการในชนบท

ทั้งนี้ ได้มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกรมศึกษาธิการ โรงเรียนที่เป้าหมาย และสมาคมครูและผู้ปกครองรวมถึงโครงการพัฒนาต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งรวมถึงการให้การศึกษาสำหรับผู้ปกครองของคนพิการด้วย

กระทรวงสิทธิสตรี การพัฒนาชุมชนและสังคม

กระทรวงสิทธิสตรี การพัฒนาชุมชนและสังคม เป็นหน่วยงานซึ่งได้รับการก่อตั้งขึ้นใหม่ เพื่อตอบสนองเจตนารมณ์ของรัฐบาลซามัวต่อความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิทธิของสตรีและการจัดหาสิ่งต่างๆ ของประเทศทางด้านความคิดริเริ่มสำหรับคุณภาพทางเพศ กระทรวงนี้ยังทำโครงการส่งเสริมความเข้าใจทางด้านกฎหมาย การเงิน เศรษฐศาสตร์และการปฏิรูปส่วนราชการเพื่อประโยชน์แก่สตรี กระทรวงนี้ได้ปรับปรุงใหม่จาก กระทรวงกิจการสตรี กิจการภายในประเทศและกิจการสำหรับเยาวชน ซึ่งเป้าหมายที่การยกระดับบทบาทของสตรีในการพัฒนาครอบครัวและชุมชน กระทรวงนี้ยังเป็นพันธมิตรกับหน่วยงาน CEDAW ที่ประกอบไปด้วยหน่วยงานราชการอื่นๆ และกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อที่จะผลักดันให้เกิดความเสมอภาคระหว่างเพศ รวมถึงสตรีพิการด้วย

ในปี 2547 คณะรัฐมนตรีได้ให้การรับรองอย่างเป็นทางการให้สตรีสามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นตัวแทนในการดูแลโครงการเกี่ยวกับสตรี โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท นาง Louisa Apelu จากกระทรวงสิทธิสตรี การพัฒนาชุมชนและสังคมซามัว ได้เข้าร่วมมูลนิธิสาธารณประโยชน์ (Commonwealth Foundation) ที่สภาสถานะสตรีในกรุงนิวยอร์กเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2547 และสรุปสาระสำคัญระหว่างรัฐบาลซามัวกับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำให้เกิดข้อตกลงว่าด้วยการต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อสตรี (CEDAW) ได้ประสบความสำเร็จอย่างมากและ เธอก็เชื่อว่าสิ่งนี้ทำให้ระดับของการสื่อสารระหว่างพันธมิตรเป็นสิ่งที่ง่ายขึ้น ซึ่งเนื่องจากกลุ่มรัฐในหมู่เกาะแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก เธอได้ให้ความสำคัญด้านจัดสรรเวลากับระยะเวลาการกระบวนการร่วมมือ เพื่อที่จะให้ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ทุกฝ่ายได้รับความเข้าใจในการเข้าถึงและความสามารถของผู้อื่น ตัวแทนบริจาคเงินระหว่างประเทศได้ผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ยอมรับว่า ควรจะเป็นการร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศผู้ได้รับประโยชน์เอง

กระทรวงเยาวชน การกีฬา และวัฒนธรรม

นโยบายด้านเยาวชนแห่งชาติสำหรับประเทศซามัวในปี 2544 - 2553 ได้สรุปสาระสำคัญของแผนพัฒนาของรัฐ เรียกว่า ยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาซามัวเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมการพัฒนาเยาวชนในซามัว) และคาดว่า จะใช้เป็นกรอบการทำงานใน แผนงานพัฒนาเยาวชนซึ่งถูกเริ่มขึ้นในปี 2546 สภาที่ปรึกษานโยบายเยาวชนแห่งชาติได้กลั่นกรองแผนปฏิบัติการสำหรับนโยบายเยาวชนแห่งชาติโดยจัดการประชุมร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงเยาวชน การกีฬา และวัฒนธรรมได้ร่วมมือกับกรมการคลังและหน่วยงานหลักของรัฐบาล เช่น กรมศึกษาธิการกระทรวงกิจการสตรี กรมสถิติ กระทรวงเกษตร ป่าไม้ ประมง และอุตุนิยมวิทยา และกรมสาธารณสุข ได้จัดโครงการนำร่องโดยได้รับทุนสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ภายใต้หัวข้อ "การจัดการงบประมาณภาครัฐและประเด็นเยาวชนซามัว"

โครงการนี้ได้จัดทำขึ้น เพื่อที่จะพัฒนานโยบายเยาวชนแห่งชาติในซามัวโดยเฉพาะ โครงการนี้ได้ถูกออกแบบสนับสนุนการทำงานรัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในชุมชนเพื่อ พี่จะพัฒนายุทธศาสตร์การผสมผสานนโยบายเยาวชนแห่งชาติซามัวกับงบประมาณรัฐบาล เป้าหมายเบื้องต้นของโครงการนี้คือ การพัฒนาสถานะของเยาวชนในซามัวด้วยงบประมาณในการดูแล และการปรับใช้นโยบายต่างๆ ซึ่งได้ถูกรวมไว้ในประเด็นของเยาวชน

2.4 ความร่วมมือระดับภูมิภาค

องค์การคนพิการสากล (DPI) ในหมู่เกาะแปซิฟิก

องค์การคนพิการสากล ภาคพื้นแปซิฟิก ได้รับการก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคมปี 2543 ตั้งอยู่ที่เมืองซูวา (Suva) บนหมู่เกาะฟิจิ และมีบทบาทที่สำคัญในประเด็นเกี่ยวกับคนพิการทั่วทั้งภูมิภาคในหลายๆ ระดับ นับตั้งได้รับการก่อตั้งขึ้น DPI ในหมู่เกาะแปซิฟิกได้จัดหาผู้เชี่ยวชาญและสนับสนุนให้มีการพัฒนาโครงการเพื่อคนพิการในซามัวและประเทศอื่นๆ ในหมู่เกาะแปซิฟิก

องค์กรได้จัดให้มีการพัฒนากรอบการเสริมสร้างศักยภาพในภูมิภาค ร่วมกับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนในภูมิภาคแปซิฟิก คนพิการใน 4 ประเทศอันได้แก่ เกาะคุก ปาปัวนิวกีนี ซามัว และวานูอาตู ได้รับการช่วยเหลือให้จัดตั้งองค์กรคนพิการขึ้นภายในประเทศ และได้รับการยอมรับให้เป็นสมาชิกสภาคนพิการสากล ในการประชุมสมัชชาโลกที่จัดขึ้นเมืองซัปโปโร ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2545 ซึ่งเป็นผลโดยตรงของการก่อตั้ง DPI ในหมู่เกะแปซิฟิก ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่เมืองซูว่า กลุ่ม DPI ในหมู่เกาะแปซิฟิกได้จัดทำจดหมายข่าวในภูมิภาค และจัดการทำเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสำหรับเครือข่ายการพัฒนาคนพิการในแปซิฟิก ซึ่งได้เริ่มขึ้นในปี 2544 และปฏิรูปไปเป็น PDF e-Network ในปี 2545 เครือข่ายนี้ได้รับเงินทุนมาจาก Inclusion International และ Vision Pacific Trust DPI Oceania โดยได้รับการสนับสนุนและคำปรึกษาในการพัฒนาโครงการที่มีโอกาสเป็นไปได้ร่วมกับตัวแทนหลายๆ แห่ง รวมไปถึงคณะกรรมการเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ประเทศออสเตรเลีย และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ในด้านของการอบรมทางวิชาชีพและศูนย์พัฒนาคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก

DPI ภาคพื้นโอเชียเนียได้จัดการประชุมคนพิการแห่งแปซิฟิกเมื่อเดือนธันวาคมปี 2545 ที่ผ่านมา รับหน้าที่เป็นกลไกทางภูมิภาคและเป็นผู้ประสานงานระหว่างบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับคนพิการในภูมิภาค

สภาคนพิการแปซิฟิก (PDF)

สภาคนพิการแปซิฟิกได้รับการก่อตั้งขึ้นในที่ประชุมของ DPI ในหมู่เกาะแปซิฟิกในเดือนธันวาคม 2545 โดยมีบุคคลและตัวแทนจากหลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคนพิการในภูมิภาคเข้าร่วมประชุม เพื่อให้เป็นกลไกประสานงานของภูมิภาคสำหรับองค์กรเพื่อคนพิการ ในเดือนธันวาคมปี 2546 การประชุมเพื่อวางแผน PDF ได้ถูกจัดขึ้น ณ เมืองซูวา ประเทศฟิจิ เพื่อที่จะกำหนดโครงสร้าง กฎบัญญัติ และเป้าหมายขององค์กร และทำการอภิปรายร่างแผนการดำเนินงานต่างๆ

ในเดือนสิงหาคมปี 2546 UNESCAP ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการที่กรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเต็มรูปแบบของสตรีพิการในกระบวนการความร่วมมือในการประชุมนานาชาติ เพื่อที่จะส่งเสริมและปกป้องสิทธิและเกียรติของคนพิการ การประชุมครั้งนี้ได้มีสตรีพิการจำนวนมากจากประเทศในแถบแปซิฟิกเข้าร่วม และตามมาด้วยการประชุมระดับภูมิภาคเป็นครั้งแรกของสตรีพิการในภูมิภาคแปซิฟิก การประชุมสตรีพิการ Pasifika ได้รับการจัดขึ้นที่เมืองซูว่า หมู่เกาะฟิจิ ในเดือนธันวาคมปี 2546 ซึ่งการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดย DPI ในหมู่เกาะแปซิฟิก และได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนสตรีสากล และองค์กรคนพิการชาวออสเตรเลีย และ Vision pacific Charitable Trust การประชุมครั้งนี้มีสตรีจากประเทศออสเตรเลีย เกาะคุก ฟิจิ กิริบาติก นิวซีแลนด์ ซามัว หมู่เกาะโซโลมอน และวานูอาตู เข้าร่วมประชุม เป้าหมายทั่วไปของการประชุมคือการสร้างศักยภาพให้แก่สตรีพิการในภูมิภาคแปซิฟิก และเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกันในการพัฒนาและดำเนินโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสตรีพิการในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ

การประชุมสตรีพิการ Pasifika

องค์กรนี้จัดการประชุมขึ้นอย่างเป็นทางการที่เมืองซูว่าในเดือนธันวาคมปี 2546 โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของสตรีพิการในแถบแปซิฟิก และเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่เท่าเทียมกันอย่างเต็มที่ในการพัฒนาและโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสตรีพิการในระดับประเทศ ภูมิภาค และนานาชาติ การประชุมได้มีสมาชิกจากซามัวและประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกอื่นๆ เช่น ออสเตรเลีย หมู่เกาะคุก ฟิจิ กิริบาติก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกีนี หมู่เกาะโซโลมอน และวานูอาตู โดยมีวัตถุประสงค์ในการขยายจำนวนสมาชิกไปยังประเทศอื่นๆ การประชุมครั้งนี้ได้รับการรับรองในการประชุมคนพิการแปซิฟิก (Pacific Disability Forum - PDF) และมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นเครือข่ายสตรีพิการในเอเชียและแปซิฟิก

2.5 ข้อมูลทางสถิติ

การสำรวจการศึกษาพิเศษ ปี 2543

ในปี 2543 กรมศึกษาธิการของซามัว โดยความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้พัฒนาโครงการสำรวจการศึกษาพิเศษ (SNE) โดยมีจุดมุ่งหมายในเบื้องต้นเพื่อสำรวจจำนวนเด็กคนพิการทั้งหมดที่มีอายุตั้งแต่ 0 -14 ปี ซึ่งการสำรวจนี้ได้พบว่ามีเด็กพิการอยู่ที่ประมาณ 1,200 คน โดยใช้วิธีประมาณการขั้นต่ำ

การสำรวจสำมะโนประชากรผู้ใหญ่คนพิการ ปี 2545

จากรายงานนโยบายทางด้านสังคมของ UNESCAP พบว่าผลการสำรวจการศึกษาพิเศษได้นำไปสู่การพัฒนาโครงการการศึกษาพิเศษโดยกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อตอบสนองความต้องการนี้ หน่วยงานการศึกษาพิเศษได้รับการก่อตั้งขึ้นในโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือก รวมไปถึงการพัฒนาหลักสูตรรับครูผู้สอนที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติซามัวก็ถูกเรียกร้องให้มีรายงานการศึกษาพิเศษภาคบังคับให้เป็นส่วนหนึ่ง ของผลการฝึกอบรม ฐานข้อมูลของเด็กพิการจะได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มการทำการสำรวจและมีการเพิ่มข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับข้อมูลจากเครือข่ายการทำงานทั้งภาคเอกชนและภาครัฐบาล นอกจากความสำเร็จดังกล่าวแล้ว ยังเป็นที่ตระหนักอีกว่า ควรจะมีการทำวิจัยเพิ่มเติม เพื่อรวมคนพิการอื่นๆ ซึ่งอาจตกหล่นจากการสำรวจครั้งก่อนๆ ในช่วงต้นปี 2545 องค์กร Inclusion International Asia Pacific Region ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้การสนับสนุนการจัดการศึกษาพิเศษในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ได้ทำการสำรวจเป็นครั้งที่ 2 ในกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป บริษัท Nuanua o le Alofa Mafutaga จำกัด (NOLA) ได้รับการติดต่อจาก Inclusion International ให้เป็นตัวแทนในการสำรวจทั่วประเทศในซามัว ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ บริษัท NOLA ได้แต่งตั้งเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาประกอบไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานรัฐบาลและตัวแทนของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (ตามรายชื่อด้านล่าง) เพื่อให้การสนับสนุนในการเตรียมเก็บรวบรวมข้อมูล

รายชื่อองค์กรภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวข้อง
หน่วยงานสากล องค์กรภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน
WHO กรมศึกษาธิการ Nuanua o le Alofa (NOLA)
UNDP กรมสถิติ
กระทรวงเยาวชน การกีฬา และวัฒนธรรม
กรมสาธารณสุข
กระทรวงสิทธิสตรีฯ
คณะกรรมการกองทุนชดเชยผู้ประสบอุบัติเหต
วิทยาลัยโพลีเทคนิค ซามัว
มหาวิทยาลัยแห่งชาติซามัว
Nuanua o le Alofa (NOLA)
โรงเรียนพิเศษ Loto Taumafai
โรงเรียนพิเศษ Fiamalamalama
SUNGO

ขอบเขตการสำรวจ

การรวบรวมข้อมูลครอบคลุม 330 หมู่บ้านในซามัว ประกอบไปด้วย 23,079 ครัวเรือน ประชากรเป้าหมายอยู่ที่ผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไปทั้งหมดที่มีความพิการ 1 อย่างหรือว่ามากกว่า โดยกลุ่มเป้าหมายถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ

  1. นักเรียน – ครอบคลุมโรงเรียนการศึกษาพิเศษและโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ทั้งของรัฐและเอกชน
  2. ประชากรในชุมชน – ครอบคลุมเยาวชนที่ไม่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียน รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านส่วนตัว
  3. สถาบันต่างๆ และองค์กรพัฒนาเอกชน - บุคคลที่อาศัยอยู่ในสถาบันต่างๆ หรืออยู่ในองค์กรพัฒนาเอกชน

ผู้ที่ทำการสำรวจข้อมูลที่โรงเรียนได้ใช้วิธีการสัมภาษณ์นักเรียนทุกคนที่เข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนศึกษาพิเศษ ประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในบ้านครัวเรือนและในสถาบันต่างๆ จะได้รับการสัมภาษณ์โดยผู้เก็บข้อมูลภาคสนามที่ได้ผ่านการคัดเลือกจากกระทรวงสิทธิสตรี เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครูในการศึกษาพิเศษ และสมาชิกจากองค์กร NOLA พยาบาลสาธารณสุขชุมชนได้มีบทบาทสำคัญในการช่วยเก็บข้อมูลคนพิการที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านต่างๆ

วิธีการ

แบบสอบถามตัวอย่างได้ถูกพัฒนาตามวัตถุประสงค์ที่จัดเตรียมไว้ แบบสอบถามสำหรับบุคคลที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปทั้งในโรงเรียน สถาบันต่างๆ และผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักของตนเองจะเหมือนกันทั้งหมด แบบสอบถามตัวอย่างนี้เป็นโครงการนำร่องเพื่อทดสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถาม คำตอบที่คาดว่าจะได้รับเพื่อเตรียมเป็นรหัส และความถูกต้องของการแปลภาษาซาโมนก่อนที่จะได้รับการอนุมัติและจัดพิมพ์ต่อไป

ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายนปี 2545 ได้มีการฝึกอบรมสำหรับผู้ตรวจการโรงเรียน และในสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคมปี 2545 สำหรับเจ้าหน้าที่ชุมชน การฝึกอบรมครอบคลุมถึงให้คำจำกัดความและความคิดรวบยอดเกี่ยวกับคนพิการ วิธีถามคำถาม วิธีตอบคำถาม วิธีการติดต่อกับตัวแทนผู้รับผิดชอบ และวิธีอ่านแผนที่ทางสถิติและระบุถึงครัวเรือนในพื้นที่ กรมสถิติได้จัดหาแผนที่และรายการครัวเรือนจำนวน 23,079 หลัง ใน 330 หมู่บ้าน ทั้งในพื้นที่เมืองและชนบทในเกาะซาวายอิ เกาะมาโนโน และเกาะอโพไลมา สถานีโทรทัศน์ซามัวได้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงการเก็บรวบรวมข้อมูลข้อมูล เพื่อให้ประชาชนตระหนักในความจำเป็นและความสำคัญของการสำรวจ

ผลของการสำรวจสำมะโนประชากรผู้ใหญ่พิการ ปี 2545

การสำรวจผู้ใหญ่ที่เป็นคนพิการได้จัดทำขึ้นในกลุ่มประชากรผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปและพบว่าประชากรชาวซาโมนกว่า 3% เป็นคนพิการ คิดเป็นจำนวน 2,874 คน เป็นชาย 47% (1,358 คน) และหญิง 53% (1,516 คน) คนพิการเพียง 17% (476 คน) อาศัยอยู่ในเมืองอาเปีย ในขณะที่จำนวนของคนพิการส่วนใหญ่กว่า 80% (2,398 คน) อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท

ตาราง 8
Disability Population by area and gender จำแนกตามพื้นที่และเพศ
เขตที่อยู่ ชาย % หญิง % รวม %
เขตเมือง 232 17.1 244 16.1 476 16.6
เขตชนบท 1,126 82.9 1,272 83.9 2,398 83.4
รวม 1,358 100.0 1,516 100.0 2,874 100.0
สัดส่วน - 47.3% - 52.7% - -
ที่มา: การสำรวจสำมะโนประชากรคนพิการ ปี 2545

การแบ่งกลุ่มอายุ

ภาพที่ 3 แสดงให้เห็นว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของคนพิการมีอายุมากกว่า 50 ปี ในขณะที่ประมาณ 1 ใน 3 มีอายุน้อยกว่า 30 ปี

ประชากรพิการแบ่งตามกลุ่มอาย
การสำรวจสำมะโนประชากรผู้ใหญ่พิการ 2545

Images:Disability Population by Age Group Adult Disability Identificatio Census 2002 description
ที่มา :การสำรวจสำมะโนประชากรผู้ใหญ่พิการ 2545

ระดับการศึกษา

ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าประมาณครึ่งหนึ่งของคนพิการในประเทศซามัวได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษา ในขณะที่ 1 ใน 3 ได้รับการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาจากทั้งสถาบันการศึกษาของรัฐบาลและเอกชน และมีจำนวนไม่มากที่ได้รับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ประมาณ 7% ของเพศชายเปรียบเทียบกับ 8% ของเพศหญิงไม่เคยได้รับการศึกษา

ตาราง 9
ประชากรคนพิการ จำแนกตามระดับการศึกษา
ระดับการศึกษา ชาย % หญิง % รวม %
ประถมศึกษา 589 43.4 720 47.5 1,309 45.5
โรงเรียนระดับมัธยมของรัฐบาล 229 16.9 223 14.7 452 15.7
โรงเรียนระดับมัธยมของเอกชน 270 19.9 286 18.9 556 19.3
Loto Taumafai (โรงเรียนพิเศษ) 60 4.4 33 2.2 93 3.2
Fiamalamalama (โรงเรียนพิเศษ) 21 1.5 22 1.5 43 1.5
ศูนย์ Marist - Palauli Savaii 3 0.2 6 0.4 9 0.3
โรงเรียน PREB School 2 0.1 4 0.3 6 0.2
ประถม/มัธยมศึกษาในต่างประเทศ 12 0.9 12 0.8 24 0.8
โรงเรียนโพลีเทคนิคซามัว 7 0.5 3 0.2 10 0.3
โรงเรียนโพลีเทคนิคอื่นๆ 3 0.2 2 0.1 5 0.2
มหาวิทยาลัยแห่งชาติ 3 0.2 4 0.3 7 0.2
มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ 7 0.5 4 0.3 11 0.4
การศึกษานอกโรงเรียน (Aoga Faifeau) 54 4.0 81 5.3 135 4.7
ไม่ได้เรียนหนังสือ 98 7.2 116 7.7 214 7.4
รวม 1,358 100.0 1,516 100.0 2,874 100.0

ที่มา: การสำรวจสำมะโนประชากรคนพิการ ปี 2545

การจ้างงาน

จากการสำรวจข้อมูลประชากรคนพิการ มีเพียง 2.4% ของคนพิการเท่านั้นที่ได้รับการจ้างให้ทำงานบางประเภทหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่งของคนพิการช่วยเหลือ งานในครอบครัว แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่างานเหล่านั้นได้รับรายได้ตอบแทนหรือไม่ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า มากกว่า 37% ของคนพิการไม่ได้มีส่วนร่วมในการจ้างงานใดๆ ทั้งสิ้น

ประชากรที่ไม่ทำงานโดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ทั้งนี้ 80% ของกลุ่มผู้ที่ไม่ทำงานประกอบด้วยผู้ที่มีอายุ 50 ปีและมากกว่านั้น ในนี้เป็นหญิง (84%) ซึ่งมีจำนวนมากกว่าชาย (75%)

ตาราง 10
กิจกรรมการจ้างงานหลักของคนพิการจำแนกตามเพศ
ประเภทของกิจกรรม ชาย หญิง รวม %
รับจ้าง 26 12 38 1.3
ผู้มีเงินได้ 22 11 33 1.1
ช่วยกิจการครอบครัว 647 757 1,404 48.9
นักเรียน/นักศึกษา 159 153 312 10.9
ไม่มี 504 583 1,087 37.8
รวม 1,358 1,516 2,874 100.0

ที่มา: การสำรวจสำมะโนประชากรคนพิการ ปี 2545

ลักษณะของความพิการ

การสำรวจข้อมูลประชากรพิการวัยผู้ใหญ่เป็นการพยายามที่จะจำแนกระดับและประเภทของความพิการที่มีผลกระทบต่อประชาชนซามัว ประชากรกลุ่มเป้าหมายจะถูกสอบถามถึงลักษณะความพิการของพวกเขา การสำรวจข้อมูลประชากรพิการบ่งชี้ว่า 53% ของคนพิการ มีความพิการประเภทเดียว ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งมีลักษณะความพิการซ้ำซ้อน

ความบกพร่องทางร่างกาย การมองเห็น และการได้ยินมีจำนวนสูงถึง 33%, 21% และ 13% ตามลำดับ คิดเป็นจำนวนมากกว่า 67% ของกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด

ตาราง 11
คนพิการจำแนกตามประเภทความพิการและอายุ
ประเภทความพิการ < 20 20-29 30-39 40-49 50 + NS รวม %
ออทิสติค 1 1 3 1 1 0 7 0.2
ปัญหาทางด้านอารมณ์ / พฤติกรรม 15 5 2 3 3 0 27 0.6
ความพิการทางการมองเห็น 7 5 3 8 120 0 143 3.1
ความพิการทางการได้ยิน 21 41 31 5 62 0 160 3.4
ลมชัก / ลมบ้าหมู 55 81 71 33 26 0 266 5.7
ปัญหาการได้ยิน 42 19 27 25 487 0 600 12.9
ความบกพร่องทางด้านสติปัญญา 69 80 57 22 51 1 280 3.0
ความบกพร่องทางจิต 11 35 49 32 127 2 256 5.5
ความพิการทางร่างกาย 72 76 80 87 1,220 0 1,535 32.9
ความบกพร่องทางด้านการพูด / ภาษา 38 69 50 20 104 0 282 6.0
ขาดสมรรถภาพในการเรียนรู้ 123 11 4 2 1 0 141 3.0
ความบกพร่องทางด้านการมองเห็น 62 22 20 44 817 0 965 20.7
รวม 516 445 396 282 3,019 3 4,661 100
ร้อยละของจำนวนรวม 11.1 9.5 8.5 6.1 64.8 0.1 100  
NS = ไม่ระบุ
ที่มา : การสำรวจสำมะโนประชากรคนพิการ ปี 2545

การประเมินระดับความพิการ

การประเมินระดับความพิการเป็นสิ่งจำเป็นในการเตรียมการรักษา และการดูแลเอาใจใส่ต่อคนพิการอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังเป็นการค้นหาผู้มีพิการในระดับรุนแรงในชุมชน การสำรวจพบว่าคนพิการจำนวนมากกว่าครึ่งไม่เคยได้รับการประเมินหรือวัดระดับความรุนแรงของอาการอย่างถูกต้องเหมาะสม ปัญหานี้พบได้ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือชนบท การสำรวจในประเทศซามัวครั้งนี้พบว่าคนพิการ 83.4% อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท และ 16.6% มาจากในเขตเมือง

สาเหตุหลักของความพิการ

จากการสำรวจสำมะโนประชากรพิการวัยผู้ใหญ่ ยังพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของคนพิการทั้งชายและหญิงมีสาเหตุความพิการที่เกิดจากการเจ็บป่วย ตามด้วยอาการที่เกิดขึ้นตามอายุที่สูงขึ้น ทั้งนี้ 19% ของเพศชายและ 10% ของเพศหญิง มีสาเหตุความพิการเนื่องจากอุบัติเหตุ

ความสามารถในการพึ่งตนเอง

จากการสำรวจพบว่า 75% ของประชากรเพศชายและเพศหญิงเป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างอิสระและสามารถพึ่งตนเองได้ พวกเขาไม่ต้องการความช่วยเหลือในการแต่งตัว อาบน้ำ หรือรับประทานอาหาร ส่วนบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือในการดำเนินชีวิตประจำวันคือกลุ่มบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป

ความสามารถในการสื่อสาร

ความสามารถในการติดต่อสื่อสารในความหมายของคนพิการ หมายถึง ความสามารถที่จะสื่อสารกับบุคคลรอบข้างให้เข้าใจว่าพวกเขาต้องการอะไรและไม่ต้องการอะไร จากการสำรวจพบว่า 61% ของผู้ชายและ 65% ของผู้หญิงสามารถทำการสื่อสารได้ด้วยตนเอง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับความสามารถในการดูแลตนเองพบว่า 34% ของผู้ชายและ 29% ของผู้หญิงต้องการความช่วยเหลือในด้านการสื่อสารมากกว่าความช่วยเหลือในการดูแลตนเอง อนึ่ง คนพิการจำนวน 15 คนในเขตเมือง และ 142 คนในเขตชนบทต้องการความช่วยเหลือด้านการสื่อสารอย่างเต็มรูปแบบ

ระดับของการเคลื่อนไหว

บุคคลใดก็ตามที่สามารถเดินเคลื่อนไหวได้เองโดยปราศจากความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะภายในบ้านหรือนอกบ้าน ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่สามารถพึ่งตนเองได้ เมื่อเปรียบเทียบระดับของการเคลื่อนไหวกับความสามารถในการดูแลตนเองและความสามารถในการสื่อสาร พบว่าคนพิการมีความยากลำบากและประสบปัญหาในการเคลื่อนไหวร่างกายมากที่สุด ในคำว่า "ความต้องการความช่วยเหลือ"นั้นหมายถึง ความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายโดยการใช้เครื่องมือสิ่งอำนวยความสะดวกบางประเภท เช่น รถเข็นสำหรับคนพิการ ไม้เท้า และเฝือก เป็นต้น ผู้สูงอายุที่มีวัยมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีความต้องการความช่วยเหลือในบางระดับ ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบนั้นหมายถึง บุคคลที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้เลยหากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่น ผลการสำรวจพบว่า 82% ของจำนวนประชากรต้องการความช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบเป็นผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และ 90% อาศัยอยู่ในเขตชนบท

ความต้องการด้านบริการสุขภาพ

คนพิการถูกซักถามเกี่ยวกับประเภทของบริการทางสุขภาพที่พวกเขาต้องการ และพบว่าการพบแพทย์เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดสำหรับคนพิการในเขตชนบทและในเขตเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป อนึ่ง เวชภัณฑ์และการทำกายภาพบำบัดก็เป็นที่ต้องการอย่างมากเช่นกัน

เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก

มีคนพิการจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกได้ เปรียบเทียบกับการช่วยเหลือเบื้องต้นทั่วไป เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก นอกจากนั้นคนพิการส่วนใหญ่ยังไม่สนใจหรือให้ความสำคัญเกี่ยวกับเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ การสื่อสารโดยใช้ภาษามือเป็นเทคนิคการสื่อสารที่มีการใช้มากที่สุดโดยเฉพาะบุคคลที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี

การช่วยเหลือจากชุมชนและครอบครัว

ท้ายที่สุด คนพิการถูกซักถามถึงรูปแบบการช่วยเหลือจากชุมชนและครอบครัวที่พวกเขาคาดหวังจะได้รับจากชุมชน รัฐบาล ผู้ให้การช่วยเหลือ และบุคคลอื่นๆ ที่สามารถจะช่วยพวกเขาได้ ตารางข้างต้นได้ชี้ให้เห็นว่าการช่วยเหลือหรือสนับสนุนในเรื่องของการเงินเป็นสิ่งที่คนพิการต้องการมากที่สุด ทั้งนี้หมายถึงเมื่อไม่มีเงินช่วยเหลือไม่มีเงินสนับสนุนสำหรับคนพิการ พวกเขาเหล่านั้นก็จะไม่ได้รับการศึกษา และโอกาสในการประกอบอาชีพก็มีจำกัด

2.6 กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ

ประเทศซามัวได้รับเอกราชและมีรัฐธรรมนูญเป็นของตัวเองในปี 2505 รัฐธรรมนูญประกาศว่าประเทศซามัวเป็นรัฐเอกราชและมีการปกครองอย่างอิสระ มาตรา 15 ระบุว่า

"บุคคลมีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองโดยเท่าเทียมกันภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย"

ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดเกี่ยวกับความพิการที่จะใช้บังคับโดยเฉพาะกับผู้ใด แต่ความพิการก็ไม่ใช่เหตุผลในการแบ่งแยก (S 15(2))

"(3) ไม่มีสิ่งใดจะ - … (b) ขัดขวางการบัญญัติกฎหมายในการคุ้มครองหรือส่งเสริมพัฒนาการแก่เด็กและสตรีหรือบุคคลผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาหรือ ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม"

อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อกฎหมาย หรือบทบัญญัติเฉพาะที่ครอบคลุมสิทธิและการคุ้มครองคนพิการในประเทศซามัว มีเพียงพระราชบัญญัติฉบับเดียวเท่านั้นที่แสดงถึงความห่วงใยของรัฐบาลต่อคนพิการ คือพระราชบัญญัติปรับปรุงแก้ไขระบบการศึกษา ปี 2534-2535 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการที่จะพัฒนาด้านการศึกษาพิเศษ

ประเทศซามัวได้ออกพระราชบัญญัติ Komesina o Sulufaiga (ผู้ตรวจการรัฐสภา) ปี 2531 ซึ่งการที่คณะรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรหรือไม่ก็เป็นประเด็นที่อยู่ในดุลยพินิจของผู้ตรวจการรัฐสภา ที่จะพิจารณาทบทวนและให้คำเสนอแนะในการแก้ไข พระราชบัญญัติดังกล่าวยังรวมไปถึงการพิจารณาทบทวนการแบ่งแยกที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตามผู้ตรวจการรัฐสภาก็ไม่มีอำนาจในการบังคับใช้กฎระเบียบใดๆ

กฎหมายฉบับปัจจุบันสะท้อนให้เห็นระบบกฎหมายของสหราชอาณาจักรและประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งประเทศซามัวได้ดัดแปลงมาใช้เมื่อตอนที่ได้รับเอกราช อย่างไรก็ตามมีกฎหมายที่เกี่ยวกับสถานภาพของคนพิการภายใต้กรอบกฎหมายของประชาชนซามัวนั้นน้อยมาก และยังปรากฏศัพท์บัญญัติและการให้คำจำกัดความของคนพิการอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะความสับสนระหว่างความบกพร่องทางสติปัญญากับอาการป่วยทางจิต ซึ่งเคยมีคดีความเกี่ยวกับการกระทำผิดต่อ "สตรีพิการ" และต่อสู้คดีภายใต้กฎหมายอาญาบนเหตุแห่งความวิกลจริต

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอัยการสูงสุดได้มีการประยุกต์ใช้ในกระบวนการพิจารณาและดำเนินคดีซึ่งประกอบด้วย

  • พระราชบัญญัติกระทรวงกิจการสตรี
  • การแก้ไขพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง เพื่อขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติในการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง
  • การนำแนวทางการดำเนินงาน: กรอบการปฏิบัติงานแห่งสหัสวรรษจากทะเลสาบบิวา มาใช้
  • การจัดการแผนดำเนินงานการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ South Pacific Forum ใน Savaii, ประเทศฟิจิ ปี 2545
  • พิจารณาทบทวนแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการศึกษาในเด็กก่อนวัยเรียน และการขยายโอกาสทางการศึกษา
  • การศึกษาภาคบังคับ (ก่อตั้งขึ้นใน ปี 2535)
  • การพิจารณาทบทวนพระราชบัญญัติสุขภาพจิต (พฤศจิกายน ปี 2546) ซึ่งเป็นความพยายามผลักดันเกี่ยวกับภาระปฏิบัติของคนพิการเพื่อเรียกร้องให้มีการแบ่งแยกพระราชบัญญัติคนพิการ

พระราชบัญญัติตรวจคนเข้าเมือง ปี 2509 ได้ระบุประเภทของบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศ แต่ข้อห้ามดังกล่าวได้รับการยกเลิกสำหรับคนพิการ

2.7 สวัสดิการสังคม

แหล่งเงินทุนสำหรับสวัสดิการสุขภาพในประเทศซามัวจำนวน 4 แห่งได้แก่ รัฐบาล ผู้บริจาคต่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้ใช้บริการสวัสดิการสุขภาพเอง ซึ่งกองทุนเหล่านี้ได้มาจากการจัดเก็บภาษี (68 – 83%) เงินช่วยเหลือจากผู้บริจาคต่างประเทศ (14 - 27%) และการจัดเก็บค่ารักษาพยาบาล (3 - 5%)

ประเทศซามัวไม่มีระบบสวัสดิการสังคมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเป็นทางการ เนื่องจากมีความเชื่อตามขนบธรรมเนียมว่า ครอบครัวจะต้องเป็นผู้ดูแลคนพิการ และวัฒนธรรมนี้ก็ได้ถือปฏิบัติการสืบต่อมาอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

2.8 การบริการทางการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และอุปกรณ์เครื่องมือสิ่งอำนวยความสะดวก

การบริการทางการแพทย์

กรมการสุขภาพได้ให้บริการทางการแพทย์โดยการจัดตั้งสถานที่ให้บริการสวัสดิการด้านสุขภาพ อันประกอบไปด้วย โรงพยาบาลจำนวน 5 แห่ง ศูนย์บริการด้านสุขภาพจำนวน 12 แห่ง และศูนย์ย่อยจำนวน 15 แห่ง สำหรับภาคเอกชนนั้น องค์กรพัฒนาเอกชน คณะกรรมการสตรี และแพทย์แผนโบราณมีบทบาทในการช่วยเหลือด้านสุขภาพน้อยมาก การดำเนินงานขององค์กรภาคเอกชนในประเทศซามัวประกอบไปด้วยโรงพยาบาลขนาด 21 เตียงจำนวน 1 แห่ง คลินิกจำนวน 5 แห่ง คลินิกทันตกรรมจำนวน 2 แห่ง และร้านขายยาจำนวน 2 แห่ง ซึ่งสถานที่ทั้งหมดตั้งอยู่ในกรุงอาเปีย คลินิกของเอกชนไม่มีห้องปฏิบัติการและเครื่องมือผ่าตัดที่ทันสมัย และผู้ป่วยจะถูกส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลของรัฐบาลหรือโรงพยาบาลต่างประเทศเพื่อการดูแลรักษาที่ดีกว่า ผู้ป่วยหนัก หรือมีโรคที่ซับซ้อนจากทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน มักจะถูกส่งไปรักษาต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์

อุปกรณ์เครื่องมือสิ่งอำนวยความสะดวก

จากการสำรวจข้อมูลประชากรพิการ ปี 2545 พบว่ารถเข็นเป็นอุปกรณ์ที่คนพิการทั้งในเขตเมือง (18.9%) และเขตชนบท (19.7%) เป็นต้องการมากที่สุด ตามด้วยทางลาดต่างระดับและแว่นตา/แว่นสายตา ทั้งนี้ไม้ค้ำช่วยพยุงและเครื่องช่วยฟังก็เป็นอุปกรณ์ที่มีความต้องการเป็นอย่างมากในทั้งสองพื้นที่ อย่างไรก็ตามไม่มีแหล่งข้อมูลใดที่สามารถบ่งบอกที่มาของอุปกรณ์เครื่องมือสิ่งอำนวยความสะดวกดังกล่าว ว่าได้รับมาจากภาครัฐหรือองค์กรภาคเอกชน

ตาราง 12
เครื่องมือสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่ และที่เป็นที่ต้องการของคนพิการ
จำแนกตามประเภท การสำรวจสำมะโนประชากรคนพิการ ปี 2545
  เขตเมือง เขตชนบท
ประเภท มี % ต้องการ % มี % ต้องการ %
รถเข็น 52 44.8 187 18.9 248 40.4 937 19.7
ไม้ค้ำยัน 46 39.7 139 14.1 230 37.5 623 13.1
แขนขาเทียม - 0.0 6 0.6 6 1.0 29 0.6
เฝือก - 0.0 3 0.3 1 0.2 6 0.1
เตียงปรับระดับ - 0.0 39 3.9 5 0.8 221 4.6
เตียงน้ำ - 0.0 30 3.0 1 0.2 130 2.7
ที่นอนเป่าลม - 0.0 54 5.5 4 0.7 278 5.8
เบาะลม / เจล - 0.0 39 3.9 3 0.5 207 4.3
ราวข้างเตียง 1 0.9 5 0.5 1 0.2 22 0.5
ทางลาด - 0.0 184 18.6 13 2.1 871 18.3
เครื่องช่วยฟัง 4 3.4 115 11.6 16 2.6 549 11.5
ล่าม 5 4.3 20 2.0 15 2.4 188 3.9
แว่นตา 5 4.3 144 14.6 53 8.6 800 16.8
เลนส์ตาเทียม - 0.0 1 0.1 1 0.2 11 0.2
ไม้เท้า 1 0.9 16 1.6 12 2.0 137 2.9
เครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์ 1 0.9 2 0.2 1 0.2 13 0.3
คอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์เสียง 1 0.9 4 0.4 4 0.7 10 0.2
รวม 116 100.0 988 100.0 614 100.0 4,765 100.0
ที่มา : การสำรวจสำมะโนประชากรคนพิการ ปี 2545

2.9 การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน

Fiailoa Atili

Fiailoa Atili เป็นองค์กรชุมชน ที่ได้รับการก่อตั้งโดยคนพิการ สมาชิกในครอบครัวคนพิการ และกลุ่มผู้ให้การสนับสนุนในเมือง Lotofaga ชุมชนนี้ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการอาสาสมัครแห่งองค์การสหประชาชาติ (United Nations Volunteer Project) ในการดำเนินโครงการ ๅ"เสริมสร้างศักยภาพคนพิการในชนบท" (Empowerment of Rural People with Disabilities) สมาชิกทุกคนในชุมชน Fiailoa Atili มีจุดมุ่งหมายที่จะรวมคนพิการให้สามารถดำเนินชีวิตประจำวันในสังคมได้ โดยมีการจัดกิจกรรม เช่น งานหัตถกรรมและการทอเสื่อซึ่งริเริ่มโดยคนพิการในกลุ่ม

"เสริมสร้างศักยภาพคนพิการในชนบท " เป็นโครงการแรกให้บริการเกี่ยวกับความต้องการพิเศษ และให้ความช่วยเหลือเด็กและผู้ใหญ่พิการในเขตชนบทของประเทศซามัว โครงการระยะเวลา 2 ปีมีเงินกองทุนจำนวน 300,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่นผ่าน"Japanese Trust Fund"ของสำนักงานใหญ่อาสาสมัครองค์การสหประชาชาติ (UNV) ในประเทศเยอรมัน โครงการดังกล่าวประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอาสาสมัครองค์การสหประชาชาติ จำนวน 2 คน และอาสาสมัครภาคสนามจากซามัว จำนวน 6 คน และยังมีอาสาสมัครองค์การสหประชาชาติจำนวน 3 คนประจำอยู่ที่ Marist Center for Special Learning (MCSL) ซึ่งเป็นศูนย์การศึกษาพิเศษใน Savaii (SEUS), อาสาสมัครองค์การสหประชาชาติ (UNV) จำนวน 3 คนประจำอยู่ที่ Lotofaga, Upolu, Savaii และ Sataua และอาสาสมัครองค์การสหประชาชาติจำนวน 3 คนประจำอยู่ในบริษัทสตรีเพื่อการพัฒนาทางธุรกิจในกรุงอาเปีย ซึ่งกิจกรรมการดำเนินงานของอาสาสมัครเหล่านี้คือ

  1. สร้างรูปแบบการช่วยเหลือความต้องการพิเศษและบริหารจัดการระบบ โดยคนในชุมชนในเขตชนบทของประเทศซามัวโดยการอาศัยชุมชนเป็นฐาน
  2. พัฒนาการให้บริการด้านการศึกษาพิเศษผ่าน Marist Center for Special Learning และหน่วยการศึกษาพิเศษใน Savaii
  3. ร่วมมือกับบริษัทสตรีเพื่อการพัฒนาทางธุรกิจ ในการแนะนำและส่งเสริมกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้แก่คนพิการ เช่น การทำสวนเกษตรอินทรีย์ และการทอเสื่อ

หน่วยการศึกษาพิเศษใน Savaii (SEUS) และ Marist Center for Special Learning (MCSL)

SEUS เริ่มจัดการศึกษาในระดับอนุบาลในเดือนกรกฎาคม 2543 และเป็นเพียงสถาบันเดียวที่ให้บริการช่วยเหลือด้านนี้แก่เด็กพิการใน Savaii ในปี ค.ศ. 2545 มีครูที่ผ่านการฝึกอบรมภายในท้องถิ่นจำนวน 2 คน และคณะกรรมการช่วยเหลือชุมชนจำนวน 1 คน SEUS ได้ให้บริการด้านการศึกษาแก่เด็กพิการจำนวน 15 คนที่อาศัยอยู่บริเวณหมู่บ้าน Palauli ซึ่งจากการสำรวจของการศึกษาพิเศษ ในปี 2543 มีจำนวนเด็กพิการ 80 คน SEUS ตั้งอยู่ในบริเวณอดีตวิทยาลัย Ulimasao ซึ่งถูกเปิดดำเนินการอีกครั้งในชื่อว่า MCSL ในเดือนมกราคม 2545 MCSL มีความชำนาญพิเศษในด้านการศึกษาพิเศษ (รวมถึง SEUS) และการโอกาสในการเรียนรู้ครั้งที่สองสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิชาอื่นๆ ซึ่งจำเป็นในการประกอบอาชีพและชีวิตประจำวัน

2.10 การดำรงชีวิตอิสระ

ไม่มีองค์กรใดให้คำแนะนำ หรือดำเนินการเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอิสระในประเทศซามัวอย่างเป็นทางการ ถึงแม้ว่า จะมีการดำเนินโครงการอิงชุมชน The Early Loto Taumafai Intervention ในบางหมู่บ้าน แต่ก็ยังไม่มีโครงการอื่นใดเพิ่มเติม

2.11 ความตระหนักรู้ของสาธารณชน

การสร้างจิตสำนึกของสาธารณชนเริ่มมาจากองค์กรพัฒนาเอกชนหรือ NGO’s โดยความร่วมมือกับองค์กรเอกชนอื่นๆ และยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐดำเนินมาตรการจูงใจใดๆ เพื่อยกระดับความตระหนักรู้ของสาธารณชนต่อคนพิการ

ดังที่กล่าวข้างต้น Inclusion International ได้ทำการสำรวจข้อมูลประชากรพิการวัยผู้ใหญ่อายุ 15 ปีขึ้นไป โดยร่วมมือกับ Nuanua o le Alofa (NOLA) การสำรวจครั้งนี้มีส่วนช่วยในการสร้างจิตสำนึกของสาธารณชนเกี่ยวกับความต้องการของคนพิการและวิธีการปฏิบัติต่อคนพิการให้ดีขึ้น กระบวนการสำรวจข้อมูลในการสำรวจครั้งนี้ได้รับการประชาสัมพันธ์ผ่านทางโทรทัศน์ในประเทศซามัวเพื่อให้ประชาชนทุกคนตระหนักประโยชน์จากการสำรวจข้อมูลในครั้งนี้

2.12 กีฬา

ประเทศซามัวได้ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาพาราโอลิมปิก (Paralympic Games) และได้รับการสนับสนุนจากทั้งองค์กรภาคเอกชนและรัฐบาลเป็นอย่างดี สืบเนื่องจากกิจกรรมนี้ทำให้กีฬาและกิจกรรมนันทนาการได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากชุมชนท้องถิ่น

ผลสำรวจข้อมูลประชากรพิการวัยผู้ใหญ่พบว่าประมาณ 25% ของคนพิการมีส่วนร่วมในการกีฬาและกิจกรรมนันทนาการ และประมาณ 70% ของผู้ร่วมกิจกรรมดังกล่าวมีอายุระหว่าง 15 ถึง 30 ปี โดย 1 ใน 3 เป็นเพศชาย

การมีส่วนร่วมในกิจกรรมกีฬาของคนพิการ จำแนกตามเพศและอายุการสำรวจสำมะโนประชากรคนพิการ ปี 2545
  มี % ไม่มี % รวม %
ชาย
< 20 143 54.8 69 6.3 212 15.6
20-29 48 18.4 101 9.2 149 11.0
30-39 38 14.6 107 9.8 145 10.7
40-49 16 6.1 94 8.6 110 8.1
50 + 16 6.1 725 66.1 741 54.6
ไม่ระบุ - 0.0 1 0.1 1 0.1
รวม 261 100.0 1,097 100.0 1,358 100.0
หญิง
< 20 97 63.0 87 6.4 184 12.1
20-29 20 13.0 108 7.9 128 8.4
30-39 12 7.8 96 7.0 108 7.1
40-49 7 4.5 83 6.1 90 5.9
50+ 18 11.7 987 72.5 1,005 66.3
ไม่ระบุ - 0.0 1 0.1 1 0.1
รวม 154 100.0 1,362 100.0 1,516 100.0
ที่มา :การสำรวจสำมะโนประชากรคนพิการ ปี 2545

ในเดือนตุลาคม ปี 2545 การแข่งขันกีฬาสำหรับคนพิการ "Savaii Special Sport Day"ได้ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ Marist Centre for Special Learning โดยมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 80 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 3 - 57 ปี และมีผู้ให้การสนับสนุนจำนวน 56 ราย การจัดการแข่งขันครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "เสริมสร้างศักยภาพคนพิการในชนบท"(Empowerment of Rural People with Disabilities) ของอาสาสมัครองค์การสหประชาชาติ (UNV)โครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น โดยผ่าน "Japanese Trust Fund"ของสำนักงานใหญ่อาสาสมัครองค์การสหประชาชาติ (UNV) ในประเทศเยอรมนี เด็กนักเรียนจำนวนมากและอาสาสมัคร US Peace Corp Volunteer ณ Marist Centre for Special Learning ได้รวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการเตรียมงานและอำนวยการในวันแข่งกีฬา

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนพิการทั้งหมดที่อาศัยอยู่ใน Savii สามารถเข้าร่วมได้ และมีการเยี่ยมครอบครัวที่มีคนพิการเพื่อให้ความช่วยเหลือในการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โรงเรียนที่มีหลักสูตรการศึกษาพิเศษจะได้รับการแจ้งให้เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ด้วย อีกทั้งได้มีการจัดเตรียมยานพาหนะไว้บริการ เพื่อให้คนพิการสามารถเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันได้สะดวกขึ้น

จุดมุ่งหมาย 7 ประการ ภายใต้กรอบการปฏิบัติงานแห่งสหัสวรรษจากทะเลสาบบิวา (BMF)

2.13 การจัดองค์กรพึ่งตนเองของคนพิการซึ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัว

องค์กรภาคเอกชนเป็นแกนนำสำคัญที่มีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนพิการ ปัจจุบันยังไม่มีองค์กรใดที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอิสระ หรือการพึ่งตนเองของคนพิการโดยเฉพาะ แต่ว่าองค์กรพัฒนาเอกชนและ Aoga Fiamalamalama ได้จัดโปรแกรมกิจกรรมด้านการศึกษา เพื่อให้ความรู้ในการดำเนินชีวิตประจำวันและการพึ่งตนเองโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา ศูนย์การเรียนการสอน Loto Taumafai เพื่อคนพิการ ได้จัดการศึกษาและความช่วยเหลือสำหรับผู้มีความบกพร่องด้านการได้ยิน และมีการฝึกช่างแกะสลักเพื่อเป็นอีกช่องทางในการหารายได้ โครงการความร่วมมือระหว่างมูลนิธินักธุรกิจสตรี และอาสาสมัครองค์การสหประชาชาติ (UNV)ก็ได้นำทักษะการพึ่งตนเองกับการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนผนวกเข้าในกิจกรรมของ โครงการเช่นกัน

2.14 สตรีพิการ

มูลนิธินักธุรกิจสตรี (Women in Business Foundation - WIBF)

มูลนิธินักธุรกิจสตรี (WIBF) ได้รับการก่อตั้งขึ้นในปี 2533 โดยมีภารกิจดังต่อไปนี้

"เพื่อให้สตรีและเยาวชนในประเทศซามัวมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติได้อย่างเต็มที่ โดยการสร้างรายได้ การสร้างงาน และการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจของชุมชน"

ปัจจุบัน WIBF มีเจ้าหน้าที่ 9 คนและกำลังดำเนินโครงการจำนวน 5 โครงการ คือ การผลิตน้ำมันมะพร้าว การผลิตและการจัดจำหน่ายการผลิตและการจัดจำหน่ายเสื่อคุณภาพดี ธุรกิจการเงินขนาดเล็กเพื่อชาวชนบทและการเกษตรอินทรีย์ จุดมุ่งหมายของโครงการเหล่านี้คือขจัดความยากจนภายในหมู่บ้านชนบท ตลอดจนเสริมสร้างรายได้ และพัฒนาเศรษฐกิจภายในหมู่บ้าน WIBF ให้โอกาสแก่คนในชุมชนท้องถิ่นในการสร้างรายได้โดยจัดให้มีการฝึกอบรมการจัดการธุรกิจขนาดเล็ก และการวางแผนด้านการออมเงินและเงินกู้ โครงการเหล่านี้พยายามฝึกหัดให้ผู้หญิงชนบทเข้าใจถึงหลักและระเบียบการด้านสินเชื่อ เป็นการลบล้างความเชื่อผิดๆ ว่าผู้หญิงขาดความน่าเชื่อถือในเรื่องการเงิน และสอนให้เรียนรู้ที่จะบริหารจัดการเงินสดที่พวกเขาหามาได้

ในปัจจุบันนี้ WIBF มีสตรีพิการจำนวน 3 คนทำงานด้านการผลิตเสื่อทอและน้ำมันมะพร้าว WIBF ยังได้ก่อตั้งที่ทำการสมาคมเกษตรอินทรีย์ขึ้นเพื่อรองรับการแปรรูปน้ำผึ้งและน้ำมันมะพร้าวตามกรรมวิธีเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้มี ราคาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า WIBF มีความกระตือรือร้นในการช่วยเหลือผู้ใหญ่และเยาวชนพิการเพื่อให้พวกเขาสามารถเริ่มต้น ธุรกิจขนาดเล็กของตนเองได้

คณะกรรมการสตรี Lotofaga, Upolu (The Women’s Committee of Lotofaga, Upolu)

หมู่บ้าน Lotofaga ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตอนใต้ของเกาะ Upolu ซึ่งการสำรวจความต้องการด้านการศึกษาพิเศษในปี 2543 พบว่ามีเด็กพิการจำนวนมากในบริเวณเขตการศึกษา Lepa/Lotofaga และ Aleipata จากผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นถึงอัตราการมีจิตสำนึกและความตระหนักรู้ของคนหมู่บ้านที่เพิ่มขึ้นในการให้ความสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลือคนพิการ และการฝึกอบรมผู้ให้การดูแล ศูนย์การแพทย์ Lotofaga ได้ดำเนินการปรับปรุงเพื่อที่จะให้การช่วยเหลือบริการด้านสวัสดิการและสุขภาพที่ดีขึ้น โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมาธิการสูงสุด Lotofaga บริหารงานโดยคณะกรรมการสตรีของ Lotofaga และตัวแทนจากหมู่บ้าน Matatufu และ Vavau

รายงาน NGO Shadow Report ได้ถูกจัดเตรียมขึ้นโดยกลุ่มสตรีเพื่อสันติภาพ, Understanding and Advancement, Inclusion International (คนพิการและสิทธิมนุษยชน), คณะกรรมการสตรีแห่งชาติ (NCW) และสมาชิก Civil Society ในเดือนธันวาคม ปี 2547 เพื่อแสดงให้เห็นความต้องการของรัฐบาลซามัว โดยมีการประสานงานร่วมกับกระทรวงสิทธิสตรี การพัฒนาชุมชนและสังคม เพื่อดำเนินมาตรการที่เกี่ยวกับสตรีและสตรีพิการ

"สตรีและเด็กพิการในประเทศซามัวขาดโอกาสที่จะมีส่วนร่วมในสังคมซามัวได้อย่างเต็มที่ เพราะคนพิการเหล่านี้มีปัญหาในเรื่องความสามารถในการพึ่งตนเอง ซึ่ง Nuanua o le Alofa ได้ตระหนักถึงผลการสำรวจข้อมูลประชากรพิการและรายงานสรุปผลข้อมูลโดยใช้เกณฑ์การแบ่งตามเพศ (สถานภาพของสตรีพิการในประเทศซามัว ปี 2547)ขณะนี้ประเทศซามัวได้ใช้ประโยชน์จากผลสำรวจดังกล่าวในการดำเนินการ ที่ครอบคลุมนโยบายและระเบียบปฏิบัติที่สอดคล้องเหมาะสมต่อคนพิการ".

"เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการก่อตั้ง "Disability Action Task Force"เป็นการเร่งด่วน ภารกิจสำคัญนี้ประกอบไปด้วยตัวแทนหน่วยงานรัฐบาลและองค์กรภาคเอกชน และที่สำคัญคือตัวแทนจากกลุ่มสตรีพิการด้วย จุดมุ่งหมายที่สำคัญของภารกิจนี้คือการริเริ่มแผนเกี่ยวกับคนพิการ โดยรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แผนการนี้ควรจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน ในการตอบสนองความต้องการและผลประโยชน์ของสตรีพิการ".

2.15 การเฝ้าระวังตรวจสอบ การแทรกแซง และการให้การศึกษา

สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งออสเตรเลีย (AusAid)

AUSAID ได้ส่งเยาวชนในฐานะยุวทูตเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่อาสาสมัครผู้ช่วยนักบำบัด และเป็นผู้ให้คำแนะนำ ปรึกษาในเบื้องต้น โดยทั่วไป อาสาสมัครแต่ละคนจะปฏิบัติหน้าที่เป็นระยะเวลา 12 เดือน

The Loto Taumafai Early Intervention Program (LTEIP) เป็นโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน เพื่อบำบัดรักษาและช่วยเหลือครอบครัวในการดูแลเด็กพิการ ซึ่งการช่วยเหลือดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 1 ใน 4 ของประเทศซามัวและยังมีแผนการที่จะขยายความช่วยเหลือออกไปทุกปีจนกระทั่งสามารถครอบคลุมพื้นที่ในประเทศซามัวทั้งหมด LTEIP อยู่ภายใต้การควบคุมของ Loto Taumafai National Society (ก่อตั้งในปี 2524) และยังจัดตั้ง Loto Taumafai Education Centre for the Disabled – โรงเรียนพิเศษและโปรแกรมการศึกษาด้านวิชาชีพ โดยมีนักเรียนจำนวนประมาณ 70 คน ซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งเป็นคนพิการทางการได้ยินและมีความผิดปกติทางด้านร่างกาย

จุดมุ่งหมายของโครงการ

  • จัดการศึกษาและฝึกอบรมเกี่ยวกับปัญหาความพิการและวิธีให้การบำบัดรักษาแก่เจ้าหน้าที่ภาคสนาม
  • ให้การช่วยเหลือคณะทำงานโครงการ ในการบริหารจัดการและขยาย Loto Taumafai Early Intervention Program
  • ให้การช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม ในการพัฒนาหลักสูตรการบำบัดรักษาโดยชุมชน และมีความเหมาะสมแก่เด็ก (0 - 7 ปี)
  • ให้การช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม ในการฝึกอบรมคณะทำงานคนอื่นๆ และสมาชิกชุมชนในการปฏิบัติงานเบื้องต้น
  • ให้การช่วยเหลือและฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม และครอบครัวของคนพิการ ในการใช้และการประดิษฐ์อุปกรณ์เครื่องมือและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม

โครงการอาสาสมัคร องค์การสหประชาชาติ (United Nationals Volunteers Project: UNV)

อาสาสมัครองค์การสหประชาชาติ (UNV) เป็นองค์การสหประชาชาติที่สนับสนุนสันติภาพและสร้างสรรค์ มีการดำเนินงานในเกือบ 140 ประเทศทั่วโลก สำนักงานตั้งอยู่ในประเทศเยอรมัน เริ่มก่อตั้งโดยสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ ในปี 2513 และบริหารจัดการโดยโครงการเพื่อพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) UNV ดำเนินงานผ่านสำนักงาน UNDP ประจำเทศต่างๆ เพื่อส่งเสริมการทำงานอาสาสมัคร และสับเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ของ UNV กว่า 500 คนจาก 160 ประเทศ กำลังให้ความช่วยเหลืออยู่ในมุมต่างๆ ของโลก ทั้งนี้จำนวน 2 ใน 3 ของอาสาสมัครมาจากประเทศกำลังพัฒนา

รูป4

โครงสร้างการบริหารโครงการอาสาสมัครองค์การสหประชาชาติ (UNV)
แผนงานอาสาสมัครองค์การสหประชาชาติ เอกสารโครงการ SAM/02/V01

Images:Disability Population by Age Group Adult Disability Identificatio Census 2002 description
ที่มา:Adult Disability Identification Census 2002

ประเทศซามัวมีการพัฒนาด้านการจัดการศึกษาให้แก่เด็กพิการมากขึ้นเป็นลำดับ และยังได้ทำการสำรวจจำนวนเด็กพิการทั้งหมด กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการคลังได้ร่วมมือกับ UNDP ในการสำรวจเด็กพิการทั่วประเทศซึ่งค่อนข้างจะประสบผลสำเร็จด้วยดี ในการให้ความสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นแก่ครอบครัวของพวกเขา โดยในเวลานี้ประเทศซามัวได้พยายามที่จะจัดเตรียมการศึกษาพิเศษและฝึกอบรมครูในหมู่บ้าน ทั้งยังได้รวบรวมหลักสูตรพิเศษสำหรับครูซึ่งเน้นการฝึกอบรมในด้านการศึกษาพิเศษ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีศึกษาธิการจากประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกรวมถึงประเทศซามัว ได้แนะนำให้มีการทบทวนหลักสูตรและการฝึกอบรมครู เพื่อที่จะทำให้การฝึกอบรมครูในระดับภูมิภาคมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น และยังสนับสนุนให้มีผู้บริจาคเพื่อช่วยเหลือในการพัฒนาแผนการในระดับภูมิภาคซึ่งคลอบคลุมถึงการศึกษาสำหรับเด็กพิการ

2.16 การฝึกอบรมและการจ้างงาน

ในประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกโดยทั่วไป เยาวชนพิการมีข้อจำกัดในการได้รับการฝึกอบรมและการจ้างงาน การกีดกันยังมีอยู่อย่างกว้างขวางในการจ้างงาน ซึ่งในบางครั้งการกีดกันนี้พบว่าอยู่ในระดับที่สูงในการจ้างงานของหน่วยงานรัฐบาล และแม้ผู้สมัครพิการที่มีคุณสมบัติพร้อมก็ยังคงเผชิญหน้ากับปัญหานี้ จึงเป็นการยากสำหรับเยาวชนพิการที่จะหางานทำ ด้วยเหตุนี้จึง สามารถกล่าวได้ว่า พวกเขาเหล่านี้เป็นผู้ที่เสียเปรียบที่สุด หน่วยอาสาสมัครองค์การสหประชาชาติ (UNV) ในประเทศซามัวได้รวบรวมเยาวชนพิการเข้าสู่โครงการฝึกหัดวิชาชีพหลักที่สำคัญและยังได้จัดทุนการศึกษาสำหรับเยาวชนพิการเพื่อศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอีกด้วย และกำลังพิจารณาการจัดกลุ่มเป้าหมายสำหรับการรับคนพิการรับเข้าทำงาน

2.17 การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและการขนส่งสาธารณะ

การที่คนพิการไม่สามารถเข้าไปยังอาคารต่างๆ และเดินทางโดยขนส่งมวลชน และ/ หรือพาหนะส่วนตัว เป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้คนพิการไม่สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ ดังเป็นที่ทราบกันว่าสถานการณ์นี้ยากลำบากมากสำหรับประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกเนื่องจากหมู่บ้านหลายๆ แห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่ได้รับการพัฒนา

รัฐบาลส่วนมากยอมรับว่าความก้าวหน้าในพื้นที่แถบนี้ถูกจำกัด และประเทศซามัวก็เช่นกัน นโยบายอาจจะได้รับการพัฒนาในประเทศซามัว แต่ก็มีรายงานที่อ้างถึงเว็บไซต์สังเกตการณ์ประชาชนซามัวในเดือนพฤศจิกายน2547 ซึ่งระบุว่าการนำนโยบายไปใช้ปฏิบัติจริงยังคงเป็นประเด็นที่รอดำเนินการอยู่ NOLA และ Loto Taumafai วิจารณ์รัฐบาลว่าล้มเหลวในการกำหนดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการในอาคารใหม่ๆ ที่กำลังก่อสร้างโดยผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พวกเขายังกดดันรัฐบาลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตัดสินใจอย่างรวดเร็วที่จะลงมือทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายของ คณะกรรมการเฉพาะกิจด้านความพิการ

2.18 การเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสาร

_____________________________

2.19 การแก้ไขความยากจน โดยการเสริมสร้างศักยภาพ สวัสดิการสังคมและโครงการสร้างอาชีพอย่างยั่งยืน

ถึงแม้ว่าในประเทศซามัวจะไม่มีระบบประกันสังคม แต่ก็มีความพยายามที่จะดำเนินโครงการการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน ดังที่ได้กล่าวในตอนต้น มูลนิธินักธุรกิจสตรี (WIBF) ได้ให้โอกาสที่จะสร้างรายได้แก่ชาวชนบทด้วยการจัดการฝึกอบรมการวางแผนด้านการจัดการด้านธุรกิจขนาดเล็ก เงินออมและเงินกู้ โครงการเหล่านี้พยายามที่จะให้ความรู้สตรีชนบทเกี่ยวกับหลักการจัดการสินเชื่อ ซึ่งสตรีชนบทไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือเกี่ยวกับการออมเงิน และเรียนรู้การบริหารจัดการเงินรายได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ในปัจจุบัน WIBF มีการจ้างงานสตรีพิการ 3 คน ในการผลิตเสื่อทอคุณภาพสูงและน้ำมันมะพร้าว และได้ก่อตั้งสมาคมเกษตรกรเกษตรอินทรีย์ ทั้งนี้ WIBF มีความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือผู้ใหญ่และเยาวชนพิการในการที่จะเริ่มธุรกิจขนาดเล็กของพวกเขาเอง

โครงการเพื่อประชาชนซามัวที่เกี่ยวเนื่องกับภารกิจเร่งด่วน 7 ประการเหล่านี้ เป็นโครงการช่วยเหลือและการริเริ่มจากองค์กรภาคเอกชน และรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนโครงการเหล่านี้ รัฐบาลยังมีบทบาทมากขึ้นในการวางแผนจัดตั้งโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาสภาวะเหล่านี้ และให้คนพิการได้มีโอกาสที่ดีขึ้นในการที่จะพึ่งตนเอง



Logo of Japan International Cooperation Agency (JICA)
Logo of Ministry of Social Development and Human Security



Valid XHTML 1.0 Strict! Valid CSS!
  © , APCD Project. All rights reserved.
last updated: