
ผู้เข้ารับการฝึกอบรม วิทยากร และ เจ้าหน้าที่ของศพอ. ระหว่างการออกเดินทางไปเยี่ยมชมนอกสถานที่
ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการสร้างศักยภาพขององค์กรพัฒนาตนเองของคนพิการ (SHO) ที่กรุงเทพมหานคร ในระหว่างวันที่ 10 - 20 กันยายน 2546 โดยมีผู้นำที่มีความสามารถจำนวน 21 คนซึ่งมีความพิการทั้งทางด้านร่างกาย ทางสายตาและทางการได้ยิน จาก 6 ประเทศในทวีปเอเชียเข้าร่วมการฝึกอบรม คือ บังคลาเทศ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และไทย
"SHO ของคนพิการ" เป็นอีกหนึ่งในข้อสำคัญ 7 ประการของ กรอบการปฏิบัติงานแห่งสหัสวรรษจากทะเลสาบบิวา (BMF) ของ UNESCAP เพื่อการสร้างสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันโดยปราศจากสิ่งกีดขวางและคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของคนพิการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เชื่อกันว่า SHO ของคนพิการคือ "สิ่งที่มีทักษะมากที่สุด มีข้อมูลดีที่สุด และ มีแรงจูงใจมากที่สุดในการเป็นเสียงของคนพิการเกี่ยวกับการออกแบบและการดำเนินการที่เหมาะสมของการวางนโยบาย การออกกฏหมายและยุทธศาสตร์ต่าง ๆ"
SHO ของคนพิการ BMF ได้กล่าวถึง การปฏิบัติการที่จำเป็นเพื่อให้ได้มาซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ดังนี้
เมื่อพิจารณาถึงเรื่องนี้ การอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับ SHO ของคนพิการ จึงมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้นำคนพิการที่อายุน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สตรีพิการ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้พวกเขามีให้ความสามารถโดย 1) ให้ความรู้และทักษะที่จำเป็นแก่พวกเขาในการจัดการหรือพัฒนาองค์กรพึ่งพาตนเองของพวกเขา 2) สร้างกระแสความตื่นตัวของพวกเขาต่อคนพิการที่ด้อยโอกาส เช่น คนพิการในพื้นที่ชนบท ชุมชนแออัดตามชานเมือง ฯลฯ และ 3) สร้างกำลังใจให้พวกเขาในการพัฒนาองค์กรพึ่งพาตนเองของคนพิการหรือกลุ่มคนพิการซึ่งรวมถึงผู้พิการทางสติปัญญาและผู้พิการทางจิตใจ ฯลฯ
การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งแรกของ ศพอ. เรื่อง SHO ของคนพิการเน้นความสำคัญไปที่ ผู้นำคนพิการระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตั้งแต่ปี 2533 ผู้นำคนพิการในประเทศไทยได้มีส่วนร่วมในการออกกฏหมายด้านคนพิการอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็ได้เผยแพร่ขบวนการพึ่งพาตนเองไปสู่ชนบท บางองค์กรให้การช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม พม่า ฯลฯ โดยการติดตามผลและจัดฝึกอบรมให้แก่พวกเขาในประเทศไทยหรือประเทศของพวกเขาเอง โดยอาศัยประสบการณ์และความพยายามอันยาวนานของพวกเขา ตัวแทนจากสภาคนพิการประเทศไทย สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิสซึมไทย ฯลฯ ได้ทำงานร่วมกับ ศพอ. ในฐานะสมาชิกคณะทำงานรวมทั้งการเป็นวิทยากรในการฝึกอบรมต่าง ๆ ด้วยการทำงานร่วมกันเช่นนี้ จึงเกิดความผูกพันระหว่างองค์กรที่แน่นแฟ้นมากขึ้น นอกจากจะมีผู้นำคนพิการไทยแล้ว ก็ยังมีวิทยากร 7 ท่านจากบังคลาเทศ กัมพูชา ฟิจิ อินเดีย ญี่ปุ่น และ ฟิลิปปินส์ ที่ช่วยทำให้การฝึกอบรมครั้งนี้ประสบความสำเร็จ วิทยากรทุกท่านล้วนแต่เป็นผู้ที่ทำงานด้านคนพิการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกทั้งสิ้น และต่างก็อุทิศตนให้กับการพัฒนาองค์กรช่วยเหลือคนพิการ จากประสบการณ์การทำงานของพวกเขา พวกเขาต่างก็มั่นใจว่า SHO ของคนพิการจะช่วยลดภาวะความยากจนและการไม่ได้รับความเป็นธรรมของคนพิการในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประสบผลสำเร็จ การรวมพลังกันของคนพิการเท่านั้นที่จะนำคนพิการไปสู่สังคมแห่งการอยู่ร่วมกันโดยปราศจากสิ่งกีดขวางและคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของคนพิการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
ความคิดเห็นจากวิทยากรส่วนหนึ่ง ผู้ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือต่อการฝึกอบรมอย่างใหญ่หลวงมีดังต่อไปนี้

นาย ยูทากะ ทาคามิเน
"ตอนที่ผมทำงานอยู่ที่ ESCAP พวกเราได้ริเริ่มความพยายามที่จะจัดฝึกอบรมสำหรับคนพิการในฐานะที่พวกเราเป็นผู้ส่งเสริม การอบรมการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับคนพิการ ในเอเชีย เมื่อพวกเราได้รู้ว่าการฝึกอบรมให้แก่คนพิการมีความสำคัญมากเพียงใดในกระบวนการทำงานร่วมกันในพื้นที่ที่มีการส่งเสริมการอบรมการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับคนพิการ พวกเราจึงเลือกคนพิการจำนวน 18 คนในภูมิภาคและให้พวกเขาไปฝึกอบรมเป็นเวลา 1 ปี แต่ละคนต่างก็เริ่มกลายผู้มีส่วนช่วยเหลือที่เข้มแข็งในเรื่อง การอบรมการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับคนพิการ และเรื่องอื่น ๆ ที่มีผลกระทบกับคนพิการไปแล้ว"
จากประสบการณ์นั้นเอง ผมจึงกลายเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในการจัดฝึกอบรมให้กับคนพิการในกระบวนการทำงานร่วมกันและการจัดงานทางสังคม และสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้องค์กรพึ่งพาตนเองของคนพิการ ตั้งแต่ระดับรากหญ้า การฝึกอบรมอันใหม่ของ ศพอ. ครั้งนี้ ผมเชื่อว่า จะเป็นการพัฒนาความคิดริเริ่มของพวกเราต่อไปในภูมิภาคของ ESCAP และเพิ่มความพยายามในระดับภูมิภาค ด้วยเหตุผลนี้ ผมจึงอยากแสดงความยินดีกับ ศพอ. กับความมุ่งมั่นที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรคนพิการพึ่งพาตนเองในระดับรากหญ้า"

นายประหยัด ภูหนองโอง
องค์กรคนพิการสากล (DPI) ได้เริ่มทำการพัฒนา SHO มาตั้งแต่ปี 2524 ในฐานะที่เป็นสมาชิกของ DPI ผมคิดว่าการฝึกอบรมครั้งนี้ยอดเยี่ยมมากและวิทยากรทุกท่านต่างก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ เนื้อหาของการฝึกอบรมจะได้รับการประเมินผลในเรื่องของการพัฒนาของ SHO โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของบทบาทและการทำงานใน 6 ประเทศที่ได้เข้าร่วมในการฝึกอบรมครั้งแรกนี้ อีกประการหนึ่ง มันไม่ง่ายเลยสำหรับการจัดการประชุมที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมเช่นนี้ มันเป็นการสำคัญมากที่จะสานต่อการพัฒนากระบวนการแผนปฏิบัติงานโดยคนพิการเพื่อประโยชน์ของผู้ที่เข้าร่วมการฝึกอบรมในอนาคต
Mr. Setareki s Macanawai
ถึงผู้ที่เข้าร่วมการฝึกอบรมของ ศพอ. ทุกท่าน คุณจะต้องนำความรู้และทักษะที่ได้จากการฝึกอบรมครั้งนี้ไปทดลองใช้ แต่จำไว้ว่า คุณได้รับการคัดเลือกเพราะว่าคุณมีความสามารถที่จะกลายเป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลง (Agents of change) ในประเทศของคุณเองและต้องช่วยพัฒนาปรับปรุงสถานะ สวัสดิการสังคม โอกาสและคุณภาพชีวิตของคนพิการซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ของคุณ ด้วยเหตุนี้ จงเชื่อมั่นและศรัทธาในความสามารถของคุณที่จะทำประโยชน์ต่องานด้านการพัฒนาคนพิการในชาติของคุณ เนื่องจากพวกเราอยู่ในกลุ่มขบวนการนี้ ซึ่งต่างก็มีพรสวรรค์และความสามารถพิเศษที่ต่างกันที่จะสร้างความมั่นใจต่อความสำเร็จ จงเคารพเพื่อร่วมงานของคุณและเห็นคุณค่าของกันและกัน สุดท้ายนี้ จงฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง สร้างสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันโดยปราศจากสิ่งกีดขวางและคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของคนพิการขึ้นมาให้จงได้ เพื่อที่เรา คนพิการ จะได้รับการยอมรับ การสนับสนุน การปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน โอกาส และ ศักดิ์ศรีในฐานะที่พวกเราเป็นพลเมืองของประเทศและเป็นมนุษย์
"เธอไม่มีแขน
แต่เธอก็สามารถเขียนได้
เธอไม่มีขา
แต่เธอก็ยังสามารถเดินได้
ตราบใดที่หัวใจอันแข็งแกร่งของเธอยังคงเต้นอยู่
เธอจะไม่มีวันยอมแพ้"

นางสาว สุภัทราพร ตันอธิคม
"ชีวิตอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คุณอยากให้มันเป็น สิ่งที่คุณควรจะรู้ไว้ก็คือ การเผชิญกับมันและพอใจกับสิ่งที่คุณมี" นางสาว สุภัทราพร สตรีพิการที่มีความสามารถสูงกล่าวต่อนักข่าวในงานเปิดตัวหนังสือ "Beyond Shoulders" ที่เธอเขียนเองในวันที่ 28 กันยายน 2546 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
"Beyond Shoulders" คือหนังสือเล่มใหม่ของเธอที่เพิ่งออกวางตลาด เธอได้เขียนเรื่องจริงเกี่ยวกับชีวิตของเธอเองเพื่อสร้างกำลังใจให้แก่สตรีพิการ ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นกับเธอด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา และได้เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอเพียงพริบตาเดียว พร้อมกับทิ้งให้เธอกลายเป็นคนพิการ อัมพาตตั้งแต่ไหล่ลงมา หนังสือเล่มนี้มีทั้งหมด 92 หน้า ซึ่งพูดเกี่ยวกับตอนที่เธอป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 7 เดือนในห้อง ICU เธอใช้สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการที่มีชื่อว่า "Handikey" ซึ่งช่วยให้เธอสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องใช้แป้นพิมพ์และเมาส์แบบเดิม ๆ ซึ่งได้ทำให้หนังสือเล่มนี้กลายเป็นความจริงขึ้นมา หนังสือเล่มนี้คือหยาดเหงื่อแรงงานของเธอในการคิด เขียนและแก้ไขด้วยแรงบันดาลใจของเธอที่ไม่เพียงแต่ต้องการแบ่งปันประสบการณ์ของเธอเท่านั้น แต่เธอยังต้องการสร้างแรงกระตุ้นให้กับคนพิการในการเอาชนะความยากลำบากอย่างที่เธอทำอีกด้วย หนังสือของเธอเล่มนี้มีวางจำหน่ายแล้ว ด้วยความอุตสาหะพยายาม ความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ และ Handikey เธอตั้งใจที่จะทำเล่มที่สองออกมาอีกในเร็ว ๆ นี้
ในเวลานี้ นอกจากงานเขียนแล้ว เธอยังเป็นอาสาสมัครให้แก่ องค์กรคนพิการสากล (DPI) แห่งเอเชียและแปซิฟิกและยังเป็นสมาชิกของสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ด้านคนพิการอีกด้วย หนึ่งในองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกรวมอยู่ด้วย เธอได้เป็นผู้เข้ารับการฝึกอบรมเรื่องการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ และยังเป็นวิทยากรให้กับ ศพอ. เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกด้วย
