สตรีและเด็กหญิงพิการส่วนมากได้รับความยากลำบากและการถูกเอาเปรียบในสังคมมากกว่าผู้ชายและเด็กผู้ชาย พิการ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงทางสังคมและได้รับการปกป้องน้อยที่สุดซึ่งต้องเผชิญกับการถูกกีดกัน 3 ด้าน คือ การเป็นผู้หญิง พิการและยากจน ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีความพยายามรวมเรื่องของสตรีและเด็กหญิงพิการเข้าไว้ในอนุสัญญาฉบับใหม่นี้ด้วย UNESCAP ได้สนับสนุนกลุ่มขบวนการนี้โดยการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับสตรีพิการ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของสตรีพิการในกระบวนการยกร่างอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิและศักดิ์ศรีของคนพิการ ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 18 - 22 สิงหาคม 2546

นางสาว เสาลักษณ์ ทองก๊วย ตัวแทนจาก ศพอ. กับผู้จัดงานของ UNESCAP และผู้ร่วมการประชุม
โครงการในภาพรวมได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ BMF และเกณฑ์มาตรฐาน และให้ทักษะในการเป็นกระบอกเสียงในการเรียกร้องสิทธิสำหรับสตรีพิการ โดยผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาค การฝึกอบรมเหล่านี้จะให้ความมั่นใจว่า ความเท่าเทียมกันทางเพศ (gender-mainstreaming) จะได้รับการรวมเข้าไว้ในแผนปฏิบัติงาน นโยบาย และแผนงานขององค์กรเอกชนและองค์กรพึ่งพาตนเองในอนาคตอย่างแน่นอน เพื่อบรรลุสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันโดยปราศจากสิ่งกีดขวางและคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของคนพิการอย่างแท้จริงในภูมิภาคนี้ ตอนท้ายของโครงการ สตรีพิการจะได้รับทักษะในการเรียกร้องสิทธิ ดังนั้นพวกเขาก็สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการของการเตรียมการสำหรับการยกร่างอนุสัญญาระหว่างประเทศทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับโลก ยิ่งกว่านั้น ก็ได้มีการคาดหวังกันว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการทั้งสองนี้จะช่วยส่งเสริมการสนันสนุนอนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับนี้ในภูมิภาคของ ESCAP เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่ออนุสัญญานี้ สิ่งนี้จะทำหน้าที่เป็นข้อมูลสำหรับการแก้ปัญหาระดับภูมิภาคแก่กลุ่มผู้ทำงานในการร่างอนุสัญญาซึ่งสร้างขึ้นโดย "คณะกรรมการเฉพาะกิจ (Ad Hoc Committee) สำหรับอนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับสมบูรณ์ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของคนพิการ" โดยอาศัยการตัดสินใจที่ได้จากการประชุมรอบที่ 2 ของคณะกรรมการเฉพาะกิจ (Ad Hoc Committee) ที่กรุงนิวยอร์ก ในเดือนมิถุนายน 2546
ตอนท้ายของการประชุม ผู้เข้าร่วมการประชุมได้รับเอาข้อแนะนำซึ่งกล่าวว่าส่วนประกอบหลักของอนุสัญญาใหม่ฉบับนี้จะต้องทำให้สตรีพิการมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะได้รับสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และ ศักดิ์ศรี อย่างเต็มที่โดยปราศจากการกีดกัน และประเทศสมาชิกควรจะมีหน้าที่ในการสร้างบทบัญญัติเพื่อให้สร้างความมั่นใจได้ว่าจะมีการปกป้องและส่งเสริมสิทธิและศักดิ์ศรีของสตรีและเด็กหญิงพิการอย่างเท่าเทียมกัน พวกเขายังได้กระตุ้นให้กลุ่มผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและกลไกการทำงานต่าง ๆ ได้เพิ่มความพยายามของพวกเขาในการบอกกล่าวถึงปัญหาที่เกี่ยวกับคนพิการ ซึ่งรวมถึงสตรีและเด็กหญิงพิการอีกด้วย ศพอ. จะสนับสนุนและส่งเสริมการสร้างศักยภาพให้แก่สตรีพิการด้วยการดำเนินการกิจกรรมต่าง ๆ ต่อไป
การประชุมคณะกรรมการได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ระยะในปีนี้เนื่องจากวิกฤตการณ์ของโรคซาร์ หัวข้อสำคัญของปีนี้คือ "Integrating Economic and Social Concerns especially HIV/AIDS, in Meeting the Needs of the Region"
เนื่องจากปัญหาของคนพิการ คณะกรรมการได้ให้ความสำคัญต่อรายงานการประชุมระหว่างรัฐบาลซึ่งสนับสนุนวิถีทางแห่งสิทธิต่อการเข้าร่วมในสังคมของคนพิการ ตามที่ได้ระบุไว้ในกรอบการปฏิบัติงานแห่งสหัสวรรษจากทะเลสาบบิวา (BMF) เพื่อการสร้างสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันโดยปราศจากอุปสรรคและคำนึงถึงสิทธิสำหรับคนพิการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก คณะกรรมการเน้นถึงความสำคัญของการศึกษา การจ้างงานเพื่อให้เกิดความเสมอภาคสำหรับคนพิการ นอกจากนี้ก็ยังให้ความสนใจต่อการป้องกันความพิการและเสริมสร้างความแขงแกร่งให้แก่การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการแบบอิงชุมชนอีกด้วย ในส่วนขององค์กรเอกชนและหน่วยงานอื่น ๆ นั้นมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของคนพิการเช่นกัน คณะกรรมการยังได้กระตุ้นให้กองเลขาธิการช่วยเหลือสมาชิกหรือภาคีสมาชิกในการนำ BMF มาปฏิบัติใช้ต่อไป
ศพอ. ยังได้รับการยอมรับในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนที่ทำงานด้านคนพิการ ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง ESCAP และ ศูนย์ในการส่งเสริมการสร้างศักยภาพให้แก่คนพิการและการสร้างสังคมที่ปราศจากอุปสรรคในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกคือวิธีการที่จะสร้างความมั่นใจในการนำกรอบการปฏิบัติงานแห่งสหัสวรรษจากทะเลสาบบิวา (BMF) มาปฏิบัติใช้
ประเด็นหลักของการประชุมรอบแรกของคณะกรรมการ Emerging Social Issues ซึ่งมีขึ้นในระหว่างวันที่ 4 - 6 กันยายน 2546 ที่ศูนย์ประชุมสหประชาติ กรุงเทพมหานคร คือ กลุ่มที่มีความเสี่ยงทางสังคมเช่น สตรี เยาวชน คนพิการ คนชรา ผู้อพยพ และผู้ติดเชื้อเอดส์
การประชุมของคณะกรรมการ Emerging Social Issues ของ UNESCAP ต่างก็สนใจกับคนพิการที่ยากจนอย่างมาก นาย ไอตะ ยาชิโร สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้เรียกร้องสิทธิให้แก่คนพิการที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น ได้กล่าวว่ามีคนพิการกว่า 400 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และ 160 ล้านคนในจำนวนนั้นมีความยากจนในขั้นรุนเรง
นาย ไอตะ ยาชิโร ผู้ซึ่งใช้รถวีลแชร์มาตั้งแต่ปี 2516 ได้กล่าวสุนทรพจน์ว่า "คนพิการหลายคนในภูมิภาคนี้ต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก เพื่อที่จะดำรงชีวิตด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์" เขายังได้อ้างถึงคำพูดที่เขาชื่นชอบจาก นาย อิโตกะ ผู้ให้การศึกษาแก่เด็กพิการในญี่ปุ่นว่า "เรามาสร้างให้เด็กพิการเหล่านี้ให้เป็นแสงสว่างให้แก่โลกกันเถอะ"
นอกจากนี้เขาก็ยังได้กล่าวอีกว่า
"ความท้าทายแห่งศตวรรษที่ 21 คือการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่คนพิการผู้ที่จะส่งเสริมการสร้างสังคมที่ปราศจากอุปสรรคในอนาคต อุปสรรคสำคัญ 4 อย่างที่สำคัญที่ต้องกล่าวถึงคือ อุปสรรคด้านสภาพแวดล้อม ระบบข้อมูลข่าวสาร การออกกฏหมายและทัศนคติ คนพิการไม่เพียงแต่จะเป็นแสงสว่างในการสร้างสังคมที่ปราศจากอุปสรรคให้แก่โลกใบนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สร้างสันติภาพให้เกิดแก่โลกอันวุ่นวายนี้ด้วย คนพิการคือแหล่งของความรักและความสามัคคี
คนพิการมีศักยภาพที่ซ่อนเร้นสำหรับการสร้างศักยภาพให้แก่ตนเอง
นาย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้กล่าวในพิธีเปิดงานว่า "กระทรวงของผมกำลังก้าวไปข้างหน้าเพื่อบรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายที่ระบุไว้ในข้อสำคัญ 7 ประการของ BMF" และยังได้ให้ความสำคัญต่อความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลไทยในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้ ซึ่งจะเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2547 ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับ UNESCAP ศูนย์ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมภายในขอบเขตของทศวรรษที่สองของคนพิการซึ่งได้รับการยอมรับในการประชุมครั้งนี้ด้วย
การประชุมเชิงปฎิบัติการด้านการปรับปรุงข้อมูลคนพิการเพื่อการร่างนโยบาย ได้รับการสนับสนุนโดย The Statistics Division (SD) และ The Emerging Social Issues Division (ESID) ของ UNESCAP กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 23 - 26 กันยายน 2546 การประชุมนี้ดำเนินไปตามกรอบการปฏิบัติงานแห่งสหัสวรรษจากทะเลสาบบิวา (BMF) เพื่อสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันโดยปราศจากสิ่งกีดขวางและคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับคนพิการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
นักวิชาการทางด้านสถิติจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ข้าราชการจากกระทรวงต่าง ๆ ของรัฐบาลซึ่งรับผิดชอบในนโยบายด้านคนพิการ รวมทั้งประชาชนทั่วไปได้เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ด้วย โดยผู้เข้าร่วมการประชุมมาจาก 16 ประเทศ รวมทั้งตัวแทนและองค์กรต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง ศพอ. ด้วย
จุดประสงค์โดยรวมของการประชุมครั้งนี้คือการเสริมสร้างความสามารถระดับชาติในการแสดงข้อมูลด้านคนพิการ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการพัฒนานโยบายและการดำเนินการยุทธศาสตร์ในการที่จะปรับปรุงการดำรงชีวิตของคนพิการได้ พื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์นี้ การประชุมได้นำผู้ใช้และผู้ให้ข้อมูลสถิติด้านคนพิการมาร่วมประชุมด้วยเพื่อส่งเสริมความเข้าใจของการเก็บข้อมูลและการส่งเสริมการใช้นิยามที่เป็นมาตรฐานสำหรับความพิการสำหรับการติดต่อและการเปรียบเทียบ 2 ใน 5 วัตถุประสงค์เฉพาะคือการแนะนำ The new International Classification of Functioning, Disability and Health (ICF) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และเพื่อกำหนดข้อแนะนำซึ่งสามารถนำไปสู่การพัฒนากรอบการทำงานระดับภูมิภาคสำหรับพระราชบัญญัติสำหรับการปรับปรุงสถิติและมาตรการด้านคนพิการในภูมิภาคที่มีต่อทศวรรษของคนพิการในระหว่างปี 2546 -2555.
ความมุ่งหมายโดยรวมของการจัดประเภทของ ICF คือการจัดหาภาษาที่เป็นมาตรฐานและกรอบการทำงานสำหรับหาคำอธิบายของคำว่าสุขภาพและสภาวะที่เกี่ยวกับสุขภาพ ขอบเขตหลัก (Domains) ที่มีใน ICF อาจเป็นเรื่องขอบเขตด้านสุขภาพ (health domains) และขอบเขตที่เกี่ยวกับสุขภาพ (health-related domains) ขอบเขตเหล่านี้ได้รับการอธิบายในลักษณะของ 1) การทำงานและโครงสร้างของร่างกาย 2) กิจกรรมและการมีส่วนร่วม
ตัวแทนจากองค์กรอนามัยโลกได้ระบุตัวประกอบซึ่งนำไปสู่การพัฒนาของ ICF ณ การประชุมสามัญด้านสุขภาพครั้งที่ 54 ในปี 2544 ว่าการขาดคำนิยามทั่วไปของความพิการและภาษาในะหว่างกลุ่มที่ทำงานในแวดวงคนพิการคือปัญหาใหญ่ ตัวประกอบอื่น ๆ ก็มีการให้ความสนใจและการสืบข้อมูลที่จำกัดและการขาดการเชื่อมโยงระหว่างการสำรวจด้านสุขภาพและความพิการ ด้วยกรอบการทำงานของ ICF จะช่วยให้การระบุความต้องการและความช่วยเหลือ การวัดประสิทธิภาพของการฟื้นฟูตั้งแต่แรกเริ่มเป็นไปได้ง่ายขึ้น และไม่ใช่แค่เพียงคำนิยามดั้งเดิมของความพิการเท่านั้น แต่รวมถึงความพิการด้านอื่น ๆ เช่น ผู้ที่มีอาการป่วยทางจิต และมีความผิดปรกติทางประสาท เช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) และโรคลมบ้าหมูด้วย ความพิการคือตัวประกอบสำคัญในการให้การบริการด้านสุขภาพ ICF ได้ให้คำนิยามว่าความพิการคือการเสื่อมของสุขภาพ ซึ่งทุกคนมีโอกาสที่จะได้รับความพิการอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการเปลี่ยนจากความห่วงใยต่อคนส่วนน้อยมาเป็นการให้ความห่วงใยแบบทั่วทั้งหมด ซึ่งจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโครงสร้างทางสังคมและการพยาบาล ความพิการจึงเป็นปัญหาทั้งทางด้านสังคมและปัญหาส่วนบุคคล และ ICF ได้กล่าวถึงความพิการว่า เป็นการทำงานที่ผิดปรกติของร่างกายและส่งผลกระทบต่อบุคคลในการดำเนินชีวิตประจำวัน กรอบการทำงานของ ICF ได้รวมเอาหลักการแห่งความเสมอภาคและการไม่แบ่งแยก (non-discrimination) เข้าไว้ด้วย อันหมายถึงการปฏิบัติต่อคนพิการอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่ต้องมีเหตุผลหรือคำอธิบายใด ๆ และได้ทดสอบในไปแล้วใน 61 ประเทศ 27 ภาษา โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ มาเป็นระยะเวลากว่า 7 ปีแล้ว
(ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.who.int/classification/icf/)
